“ต้นรักของผม”

โดย mooh

Episode 11

พวกเราตกลงกันว่าหลังรับใบเกรดเสร็จจะไปกินไดโดมอนกัน (ฮั่นแน่ ไดโดมอน เอาค่าโฆษณามาซะดี ๆ) แน่นอนพอทุกคนรับใบเกรดเสร็จก็บึ่งรถไปโดเรมอน เอ้ย… โทษที พิมพ์นานชักสับสน ไดโดมอน ไฮ้!…… (โค้งคำนับ)

ทุกคนในกลุ่มมากันครบ แน่นอน เจ้าโอ๊ตด้วย แต่แปลกนะ วันนี้ผมไม่คุยกับมันเลยนะเนี่ย แค่เจอกันก็ทักทายกันนิดหน่อยแค่นั้น ตั้งแต่ช่วงรับใบเกรดจนมานั่งแดก… เอ๊ย กินไดโดมอนเนี่ย เราไม่พูดกันสักแอะ เออ แปลกไหมล่ะท่านผู้อ่าน… แถมมันยังไปนั่งซะนู่น หนอย… ไม่ยอมมานั่งข้าง ๆ ฮึ่ม… เอาวะ มึงไม่พูดกูก็ไม่พูด หรือว่าเป็นส้นตีนห่าอะไร ถูกใครทอดทิ้งมาอีกก็ไม่รู้ เฮอะ… ช่างหัวมันเหอะ ผมนั่งสนุกสนานเฮฮากับเพื่อน ๆ ก็แหม ไม่ได้เจอกันตั้ง 2 อาทิตย์ นับจากวันเลี้ยงอำลา (แหม มันนานนะคุณ หากเราเฝ้ารอเวลาให้ถึงวันไหนเร็ว ๆ เวลามักจะผ่านไปอย่างช้า แต่ถ้าอยากให้วันไหนถึงช้า ๆ แต่เวลามักจะเดินเร็ว แปลกไหม) ไม่ได้คุยกัน 2 อาทิตย์ แต่เหมือนกับไม่ได้คุยกัน 2 ปี วันนั้นร้านไดโดมอนแทบแตกครับท่าน ดีนะกินกันหลายคน โต๊ะอื่นไม่กล้ายุ่ง ลองนั่งกันซัก 2 คนแล้วเสียงดังแบบนี้ดิ๊ มีหวังถูกถีบออกนอกร้าน (แต่ดีนะ ได้กินฟรี… กินส้นเท้าซิไม่ว่า) เอ้า ต่อดีกว่า ฝอยเพลินอีกล่ะ แต่เจ้าโอ๊ตนี่ซิ มันกลับนั่งซึมกระทือ เหมือนลิงรอเรือจ้าง ยังไงยังงั้น (แหม ดูมันเปรียบซะ) เพื่อน ๆ ก็ถาม มันบอกว่า “รู้สึกง่วง ๆ” แต่ผมดูออกครับ มันไม่ได้ง่วงหรอก แต่เป็นเพราะผมไม่คุยกับมัน ฮึ่ม ดี สมน้ำหน้า ทำไมผมรู้นะเหรอท่าน ก็พอมันตอบเพื่อนมันก็หันมาทางผม ผมก็เลยทำเฉย ๆ จิ้มนั่นจิ้มนี่ (เฮ้ย ๆ อย่าคิดลึก เขาหมายถึงจิ้มเนื้อในกระทะไดโดมอนย่ะ… ว๊าย ขอโทษ แต๋วออกฮ่ะ) ไปเรื่อย พอกินกันเสร็จ ก็ไปเดินเล่นกัน เจ้าโอ๊ตมันก็เดินข้าง ๆ ผมนะแหล่ะ เดินงี้หงอยเชียว หูตั้งหางตก (เฮ้ย คนนะไม่ใช่แมว) แต่ผมไม่สนใจ แต่ก็เดินกับมันไป โธ่ เดี๋ยวพวกคุณจะหาว่าผมเล่นตัวอีก จนดึกแล้ว จึงแยกย้ายกันปิ๊กบ้านเฮา…

ระหว่างที่ผมนั่งอยู่ในรถตู้เพื่อกลับบ้าน ผมก็นึกว่า “โอ๊ตเป็นอย่างงี้เพราะเราไม่คุยกับเขาเหรอ ไม่ใช่หรอกน่า เรามันแค่เพื่อนเขา แต่เอ… แล้วแค่เพื่อนไม่คุยด้วย ทำไมอาการถึงได้เป็นขนาดนั้นล่ะ” ระหว่างที่ผมนึก โทรศัพท์ผมก็ดังขึ้น เป็นเบอร์ของโอ๊ต แสดงว่าเขาถึงบ้านแล้ว ผมรีบรับ “ฮัลโหล” “ถึงบ้านหรือยัง” โอ๊ตถาม ผมตอบเขาไปว่า “อยู่บนรถตู้ แค่นี้ก่อนนะ สัญญาณไม่ค่อยดี” ผมก็วางไปเลย ก็สัญญาณไม่ดีจริง ๆ นี่นา หรือคุณว่าไง ไอ้ PCT เนี่ย คุย ๆ อยู่หายใจดังสัญญาณแม่งก็หายแล้ว หรือไม่หมาเห่าสัญญาณก็ขาดไปแล้ว อย่างงี้ประจำ (พนักงาน TA อ่านอยู่โปรดทราบ) แต่เห็นผมบ่นยั่งงี้แต่แม่งก็ยังใช้นะ ไม่มีเงินซื้อมือถือนี่หว่า ทำไงได้ แต่เอ๊ะ… PCT ก็ใช้มือถือนี่หน่า โทรศัพท์อะไรใช้ตีนถือล่ะ เออ…

พอผมกลับถึงบ้านผมไม่โทรหาโอ๊ตเหมือนทุกครั้ง ผมตัดสินใจได้แล้วว่า เราต้องเลิกติดต่อเขาสักที จะได้ทำใจได้ หรือติดต่อเขาให้น้อยลง รอเขาโทรมาอย่างเดียว “เราจะทำถูกไหมน่ะ” ผมคิด ผมยกหูโทรศัพท์ออก แล้วปิด PCT ซะ แล้วเข้านอน…. แต่สิ่งที่ผมกำลังทำอยู่นี่แหละคือความผิด ผิดที่ผมหนีความจริง ความจริงที่ผมหนีไปไม่พ้น…

ตื่นเช้ามาผมรีบยกโทรศัพท์กลับที่เดิมครับ เดี๋ยวแม่รู้โดนด่าแน่ ๆ เพราะที่บ้านผมโทรศัพท์จำเป็นมาก เพราะต้องติดต่อลูกค้าทุกวัน ผมเปิด PCT เช่นเดียวกันครับ ผ่านไปประมาณครึ่งวัน ผมก็ทำงานบ้านของผมตามปกติครับ ทันใดนั้นโทรศัพท์ก็ดังขึ้นมา ผมรีบไปรับ “ฮา 12” (ก็ ฮาโหล ไง 12 ได้โหลนึงหรือเปล่าล่ะ จะอึ๋ย จะอึ๋ย) “มู ทำไมเมื่อคืนไม่โทรกลับ รู้ไหมเราโทรไปหาหลายรอบเลย ทั้งเข้าบ้านและเข้า PCT แต่มันสายไม่ว่างหน่ะ” เสียงของโอ๊ตน่ะเอง ผมเลิ๊กลั๊กตอบอะไรไม่ถูก น้ำเสียงของโอ๊ตดูน้อยใจยังไงก็ไม่รู้ “พอดีโทรศัพท์ที่บ้านเสียหน่ะ แล้ว PCT แบตก็หมด” นั่นคือคำตอแหลของผม ว๊า… ผมรู้สึกผิดนะเนี่ย ไม่น่าเลยเรา แล้วโอ๊ตก็ชวนผมคุยนู่นคุยนี่ โดยเฉพาะเรื่องเรียนต่อ ซึ่งเขาไม่แน่ว่าอาจจะสอบเข้าราชภัฎ ไม่ก็สถาบันราชมงคล จะลองสอบหลาย ๆ ที่ดู ผิดกับผม ผมเองยังไม่รู้เลยตัวเองจะไปไหน แต่คงไม่พ้น มหา’ลัยของเอกชนแถว ๆ บ้านน่ะแหล่ะ ผมขี้เกียจไปสอบเข้าที่นู่นเข้าที่นี่ เพราะผมไม่อยากคร่ำเคร่งอ่านตำรงตำราดึกดื่นมากมาย เครียดเปล่า ๆ เรียนที่ไหนก็เรียนได้ ขอเพียงเราจบมาเป็นคนดีของสังคมก็พอแล้ว (นี่ เป็นไงคำคมวันนี้) คุยได้สักพักผมก็ต้องบอกเขาว่าพอแค่นี้ก่อน เพราะผมยังทำงานบ้านค้างอยู่ พอวางหูเสร็จ ผมก็ถอนหายใจ “เฮ้อ… ทำไมหนอโอ๊ต ยังมาให้ความหวังในชีวิตเราอยู่อีกเหรอ…” ผมไม่เข้าใจการกระทำของโอ๊ตเลยจริง ๆ น้ำเสียงที่ดูห่วงใย เรื่องส่วนตัวบางเรื่องที่ไม่น่าจะเล่าให้เพื่อนฟังได้ คอยโทรหาเราบ่อย ๆ แล้วยิ่งเมื่อคืนนี้เราไม่คุยด้วย ทำไมนายถึงออกอาการงอนขนาดนั้นด้วยนะ โอ๊ต นายกำลังเห็นเราเป็นมากกว่าเพื่อนงั้นหรือ…

หลังจากวันนั้นผมได้สมัครเรียนไว้กับมหา’ลัยเอกชนแห่งหนึ่งไว้แล้วครับ ส่วนตัวโอ๊ต ผมเองไม่ทราบว่าตกลงเขาเอายังไงกับชีวิต เขาโทรมาหาผมบ่อยครับ ประมาณอาทิตย์ละ 3 - 4 วันได้ จนกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันผมไปแล้ว ว่าต้องคอยรับโทรศัพท์ของเขา เราคุยกันเรื่องเรียน เรื่องจิปาถะ นินทาเพื่อน (อันเนี้ย ชอบ อิ ๆ) นินทาครูบาอาจารย์ (ว้าว… อันเนี้ย ยิ่งชอบใหญ่เลย ไม่ดีนะเพื่อน ๆ อย่าเลียนแบบ ความสามารถนรกแดกกบาลเฉพาะตัว ฮ่า ๆ) คุยกันไปเรื่อยเปื่อย จนกระทั่งมีอยู่ช่วงหนึ่ง เขาไม่โทรมาหาผมประมาณ 2 อาทิตย์ได้ ผมก็ไม่ได้โทรไปหาเขา จนกระทั่งผมอึดอัดและเป็นห่วงมากว่าโอ๊ตเป็นอะไรหรือเปล่า เลยตัดสินใจโทรไปหาเขาตอนดึก ผมถามเขาว่าทำไมไม่โทรมาหาเลยตั้งนาน เขาตอบแต่ว่า “พอดีเราอ่านหนังสือ เตรียมสอบ” หลังจากนั้นผมก็ไม่ได้โทรติดต่อกับเขาเพราะกลัวจะรบกวนเวลาอ่านหนังสือของเขานั่นเอง

To be continue…

.
[ อ่านตอนถัดไป (ตอนที่ 12) ]

[Home]