“ต้นรักของผม”

โดย mooh

Episode 6

ปีนี้เป็นปี 99 ครับ ใคร ๆ ก็อยากนับถอยหลังสู่ปี 2000 ทั้งนั้น ถ้าพวกคุณยังจำได้ บางคนบ้าถึงขนาดเปิดเครื่องคอมฯ ทิ้งไว้เลย กลัวจะเจอปัญหา Y2K หน่ะ ผมว่าก็ตลกนะ บางทีพวกเราวิตกจริตกันมากเกินไปหน่อย บางคนซื้อเทียนพรรษาตุนไว้เพียบเลยกลัวไฟฟ้าดับตลอดกาล เฮ้อ… มนุษย์หนอมนุษย์ มา ๆ ต่อเรื่องของผมดีกว่า เผลอนอกเรื่องไม่ได้ยาวว… คืนนั้นประมาณ 4 ทุ่มกว่า ๆ ผมกำลังดูรายการเกี่ยวกับ Y2K อยู่ บางประเทศเขาฉลองปี 2000 ไปแล้วด้วยซ้ำ ผมได้ยินเสียงเคาะประตูดังขึ้น คงไม่ต้องพิมพ์หรอกนะว่ามันดังยังไง รู้ ๆ กันอยู่ ผมเดินไปที่ประตู “ใครหน่ะ” ผมถาม “กรเอง” เสียงตอบกลับมา ผมเองงง ๆ อยู่ เอ๊ะ… กรมันก็ออกไปพร้อมกับพวกนั้นนี่หว่า ผมเปิดประตูออกไป กรเดินเข้ามาแล้วไปนั่งที่เตียงหน้าทีวีที่ผมดูอยู่เมื่อกี๊ “ดูทีวีอยู่เหรอ” รู้แล้วยังถามอีก “อือ” ผมตอบ ผมเลยถามกรว่า “นายไม่ไปในเมืองกับพวกนั้นเหรอ” กรหันมายิ้มให้ผมพร้อมกับบอกว่า “กลัวนายเหงา เลยกลับมาอยู่เป็นเพื่อน” ผมยิ้มให้เขาแล้วก็นั่งข้าง ๆ กรนั่นแหล่ะ เราทั้งคู่ดูทีวีกันไปเรื่อย ๆ ผมเองก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมเราไม่บอกกับกรล่ะว่านายมากอดเราได้ยังไง หรือพูดอะไรก็ได้ออกไปเพื่อให้กรรู้ว่าเรารู้สึกยังไงกับเขา ขณะที่ผมกำลังนึกอยู่นั้นเวลาประมาณ 5 ทุ่ม 15 นาทีได้ ในทีวีหลาย ๆ ที่ในไทยก็เตรียมก้าวเข้าสู่สหัสวรรษใหม่กันแล้ว อยู่ ๆ กรก็พูดขึ้นมาว่า “ออกไปเค้าดาวน์กันไหม” ผมหันไปหาเขาพร้อมกับส่ายหน้า “ไม่หรอก ขี้เกียจไป ดูในทีวีก็ได้” “แต่ของจริงสวยกว่านะ” กรรีบแย้ง ผมเงียบแล้วหันกลับไปดูทีวีต่อ กรพูดต่ออีกว่า “เดี๋ยวเราจะพาไปดูใกล้ ๆ เนี่ยแหละ” กรพูดจบก็คว้าแขนผมไปนอกระเบียงของโรงแรม ซึ่งพอจะมองเห็นในตัวเมืองได้ “พาเราออกมาทำไม” ผมถามขณะที่มือก็จับระเบียงเหล็กด้านนอกอยู่ “เดี๋ยวคอยดูซิ แล้วนายจะเชื่อว่าสวยกว่าในทีวีจริง ๆ” กรตอบผมแต่ตาเขามองไปรอบ ๆ ด้านนอก ซึ่งมองเห็นแสงสียามค่ำคืนอยู่ไกล ๆ สักพักหนึ่งพลุก็จุดขึ้นมาละลานตาไปหมด พร้อมกับเพลงสวัสดีปีใหม่ที่เราคุ้นเคยกันดีดังกังวาลไปทั่ว รวมทั้งร้านค้าด้านล่างด้วย ผมมองดูตาไม่กระพริบ นี่หรือความงดงาม ความประทับใจที่เราไม่อาจสัมผัสมันได้ในโทรทัศน์ ผมไม่เคยจริง ๆ ที่จะมานับถอยหลังนอกสถานที่ อย่างที่กรพูดไว้ไม่มีผิด สวยงามจริง ๆ กรเห็นผมกำลังมองอย่างเพลิดเพลิน เขาโอบไหล่ของผมไว้ เราทั้งคู่ไม่พูดอะไร ความรู้สึกของผมกับกรมันกลับมาอบอุ่นเหมือนเดิมอีกครั้ง ต้นรักของผมที่มันใกล้จะเหี่ยวเฉา กรตัดสินใจรดน้ำใส่ปุ๋ยให้มันใหม่ จนตอนนี้ต้นรักต้นนี้กลับงอกงามออกดอกสวยงามบานสะพรั่งอีกครั้งหนึ่ง…

ประมาณตี 2 เพื่อนทุกคนกลับมาอย่างทุลักทุเล (เอ๊ะ… มันไปทำอะไรกันหว่า) ผมกับกรอาบน้ำเตรียมจะเข้านอนกันแล้ว ทันใดนั้นเจ้าเพื่อนคนหนึ่งมันพูดขึ้นว่า “เฮ้ย มู กร พรุ่งนี้ตื่นเช้านะโว้ย เราจะขึ้นภูกระดึงไปสูดอากาศยามเช้ากัน” เราสองคนพยักหน้า เห็นเขาว่ากันว่าบนยอดเขาภูกระดึงยามเช้าเนี่ยสวยนักสวยหนา เอาล่ะว่ะพรุ่งนี้จะลองขึ้นไปให้เห็นกับตา (แล้วยายไปไหนล่ะ)
คืนนั้นเอง ขณะที่เพื่อนในห้องทุกคนหลับหมดแล้วด้วยความเหนื่อย ผมยังนอนไม่หลับ ส่วนกรนะเหรอผมไม่แน่ใจว่าเขาหลับหรือเปล่า เพียงแต่เขานอนหันหน้าออกไปจากผม ผมเองนอนนึกการกระทำของกร สิ่งคาดไม่ถึงที่จะเกิดขึ้นกับผมก็เกิดขึ้น กรพลิกตัวหันหน้ามาทางผม ผมรู้สึกตกใจแต่ไม่ได้หลีกออกไป กรกอดผมอีกครั้ง ผมพยายามดิ้นตัวออก ผมหันหน้าไปหากรแล้วพูดเบา ๆ ว่า “อย่าทำแบบนี้นะ” แต่ดูเหมือนกรจะไม่ได้ยิน เขาหอมแก้มผม ผมตกใจ แต่ทำไมเราไม่ร้องล่ะ เราไม่สะกิดเพื่อนให้ช่วยล่ะ ทำไม เรารักกรเหรอ ผมสับสนกับความคิดของตัวเองไปหมด ทันใดนั้นมือของกรก็ล้วงเข้าไปในกางเกงนอนของผม แล้วปากของเขาก็ประกบปากผม เขาสอดลิ้นของเขาเข้ามา สักพักผมจับแขนของกรออกไปจากของสงวนผมแล้วผลักตัวเขาออกไป ผมร้องไห้ออกมา “อย่าทำกับเราแบบนี้ กร ฮือ ๆ ๆ” ผมพูดไปร้องไห้ไป กรโอบไหล่ผลเขากระซิบว่า “เราขอโทษ” ผมยื่นมือไปจับแก้มของเขา มองหน้าเขาสักพัก ผมพูดว่า “นอนเถอะนะ พรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้า” พูดจบผมก็นอนลงไปโดยไม่หันหน้าไปทางกร คืนนั้นกว่าผมจะหลับตาลงได้ ก็เกือบสว่างนะแหล่ะครับท่าน

เหมือนผมหลับไปได้ครู่เดียว ก็ได้ยินเสียงคนมาเคาะประตู ผมงัวเงียเดินไปเปิดออก เสียงแหลมเข้าหูผมทันที “นี่ ตื่นได้แล้ว ขนาดพวกฉันกลับตี 2 ยังตื่นเร็วกว่านายที่ไม่ได้ออกไปกับพวกฉันอีกนะ หรือเมื่อคืนทำอะไรกับกรซะเหนื่อยเลยหรือเปล่า” นังเพื่อนคนนี้พูดได้ตรงประเด็นเหลือเกิน “กี่โมงแล้วล่ะ” ผมงัวเงียถาม “ตี 5 ไปเตรียมตัวได้แล้ว ขึ้นเขาไปดูพระอาทิตย์ขึ้นกัน แล้วเดี๋ยวเรามาตามอีกที” นังนั่นพูดจบก็เดินสะบัดตูดกลับเข้าห้องไป ผมล่ะงงจริง ๆ อีพวกนี้ทำไมมันทนจังเลยฟ่ะ กลับมาตี 2 แล้ว ยังตื่นได้ตี 5 อีกแหน่ะ แต่อยากจะบอกมันเหมือนกันล่ะว่า “กูพึ่งหลับไปเมื่อชั่วโมงที่แล้วนี้เอง” ผมเดินไปปลุกเพื่อนทุกคนรวมทั้งกรด้วย เราทั้งหมดเตรียมตัวกันพร้อมแล้วที่จะไปชมพระอาทิตย์บนยอดเขา

พวกเราเดินทางขึ้นมาบนยอดเขากันได้อย่างทุลักทุเล อากาศบนนี้หนาวมาก ทั้ง ๆ ที่ข้างล่างแค่เย็น ๆ เฉย ๆ พวกเรามาทันเห็นพระอาทิตย์ส่องแสงสว่างไสวสวยงามอย่างคำล่ำลือจริง ๆ มีหมอกปกคลุมตามพื้นส่วนล่าง พวกเรามองดูแล้วหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง พวกเราสูดอากาศและคุยกันเล่นสักพักก็กลับลงมา ตลอดการเดินทางทั้งขาขึ้นและขาลงผมกับกรคุยกันอย่างสนุกสนาน จนเพื่อน ๆ งงกันว่าทำไมอารมณ์มันผิดกับตอนนั่งบนรถมาจริง ๆ ผมเองก็งง ๆ ตัวเองเหมือนกัน (แล้วคุณผู้อ่านล่ะงงไหมครับ งงก็ปิดหน้าต่างนี้ไปเลยครับ ไม่ต้องอ่านแล้ว…. เฮ้ย! อ้าว อย่าพึ่งงอนสิครับ อ่านต่อเหอะ ไหน ๆ ก็หลวมตัวอ่านมาแล้ว…)

คืนวันที่ 1 นั้นเอง พวกเราไปเดินเล่นกันในตัวเมือง ผมกับกรขอแยกไปเดินกันแค่ 2 คน เพื่อน ๆ ก็ไม่ขัดอยู่แล้ว พวกมันเริ่มเข้าใจอะไรบางอย่าง เหมือนที่พวกคุณเข้าใจนั่นแหล่ะ (เอ๊… พวกคุณเข้าใจไหมเนี่ย ผมพิมพ์เองยังไม่เข้าใจเลย เอ๊ะ ยังไงของมัน) กรชวนผมดูนั่นดูนี่ ดูเหมือนเขาจะเคยมาแล้วนะ เขาชี้บอกผมว่าตรงนี้คืออะไร ตรงนั้นคืออะไร รู้ดีไปหมด ก็เงี้ยแหล่ะครับ คนไม่เคยออกมาเที่ยว อย่างที่ผมบอกพวกคุณนั่นแหล่ะ ผีบ้านผีเรือนยังอายคนบ้านผม กรช่วยผมเดินเลือกของที่จะซื้อไปฝากคนที่บ้าน สักพักก็ได้เวลาที่พวกเพื่อน ๆ นัดให้มาเจอกันเพื่อจะกลับโรงแรมกันซะที เรา 2 คนก็เดินไปที่รถ พอทุกคนมากันครบแล้ว พวกเราก็หาอะไรกินกัน (ที่ไม่ใช่ก๋วยเตี๋ยว) ก่อนเดินทางกลับโรงแรม

คืนวันนี้ไม่มีเหตุการณ์เหมือนคืนเมื่อวาน (ว๊า… เสียดายจัง อิ ๆ เฮ้ย พูดเล่นนะท่าน) เพียงแต่ก่อนนอกกรหันมาหอมแก้มผม แล้วเขาก็นอนหันหน้าไปทางอื่น คงไม่กล้าหันมา กลัวอดใจไม่ไหว ฮ่า ๆ ๆ

รุ่งขึ้น วันนี้แล้วซินะที่เราต้องเดินทางกลับ ผมว่าตัวเองผิดยังไงไม่รู้ที่ด่าพวกเพื่อน ๆ ที่หวังดีในร้านก๋วยเตี๋ยวในวันแรก หากไม่มีพวกมันผมคงไม่มีเหตุการณ์อะไรน่าประทับใจในตัวของผม ทั้งเรื่องวิวสวย ๆ ที่หาชมไม่ได้ในเมืองหลวง พลุที่งดงามตระการตาในวันขึ้นปีใหม่ รวมทั้งเรื่องตัวผมกับกร พอทุกคนขึ้นรถกันหมดแล้ว ผมก็พูดขึ้นมา “เฮ้ย! พวกนายเราขอโทษนะ ที่ด่าพวกนายไปวันแรก พวกนายทำให้เรามีความสุขนะ ขอโทษด้วย และ เอ่อ… ขอบใจที่ฉุดมาเที่ยว” พูดจบผมไม่มองหน้าใคร รู้ไหมครับท่าน (กูจะไปรู้ได้ไงว่ะ เออ นั่นดิ) ทุกคนขำกันหมดเลย แล้วไอ้เจ้าเพื่อนคนหนึ่งมันก็ตบไหล่ผมแล้วพูดเสียงดังว่า “เฮ้ย ไอ้มู พวกกูไม่ถือโว้ย มึงด่านะเรื่องปกติ พวกกูชินแล้ว เผลอ ๆ ชอบด้วยว่ะ วันไหนไม่ได้ยินเสียงด่าของมึง พวกกูนอนไม่หลับ” แล้วพวกมันก็หัวเราะกันต่อ ดูมัน ๆ ไอ้พวกโรคจิต ด้วยวันไหนกูจะด่าให้พวกมันไข้ขึ้นเลย คอยดู พวกมันหัวเราะกันเสร็จ แล้วก็ออกรถ เดินทางสู่กรุงเทพ (เอ๊… แล้วขากลับจะเหมือนขามาไหมว่ะเนี่ย)

ปี 2000 กรุงเทพฯ มีรถไฟฟ้าใช้
ปี 2000 เป็นปีที่ก้าวเข้าสู่สหัสวรรษใหม่
ปี 2000 เป็นปีที่โลกวุ่นวายที่สุดเรื่องปัญหา Y2K
ปี 2000 เป็นปีที่นอสตราดามุสทำนายไว้ว่าโลกจะแตก
ปี 2000 เป็นปีแรกที่ผมได้ออกมาเที่ยวปีใหม่ต่างจังหวัด
และ ปี 2000 เป็นปีที่ต้นรักของผมกลับมาเบ่งบานขึ้นอีกครั้ง…

To be continue…

.
[ อ่านตอนถัดไป (ตอนที่ 7) ]

[Home]