“ต้นรักของผม”

โดย mooh

Episode 4

หลังจากผมออกมาจากหอของกรแล้วผมไม่รู้หรอกว่าคู่มันทำอะไรกันหรือเปล่า แต่ที่แน่ ๆ หลังจากวันนั้น เราทั้งคู่ไม่สนิทกันเหมือนแต่ก่อนอีกแล้ว พอเลิกเรียนกรก็รีบกลับบ้านไม่รอผม แต่ตอนนั้น ผมเปลี่ยนเพื่อนกลุ่มใหม่แล้ว แล้วเพื่อนก็เยอะขึ้นด้วย หลายคนก็สงสัยเหมือนกัน บางคนมาถามผมว่า “ทำไมกรไม่กลับกะมูล่ะ” ผมตอบอย่างยิ้ม ๆ เหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น (เพราะกลัวคนอื่นเขาจะคิดในทางไม่ดี) ว่า “เขารีบไปหาแฟนเขาหน่ะ” แฟนกรหางานทำในกรุงเทพฯ ซึ่งได้แถว ๆ ชานเมือง แฟนเขาจึงต้องไปเช่าหออยู่ใกล้ ๆ ที่ทำงานด้วย เมื่อเขากลับไปถึงหอเสร็จก็รีบแจ้นไปเลย บางวันกรก็ชวนผมไปเหมือนกัน แต่ผมปฏิเสธ ขี้เกียจไป ไกลก็ไกล ผมก็กลับบ้านของผมเองเหมือนปกติ คืนหนึ่งกรโทรมาหาผมทั้ง ๆ ที่ไม่ได้โทรหากันนานมากแล้ว “ฮัลโหล” ผมรับสาย “มูเหรอ กรเองนะ” เขาโทรมาผมถามถึงจุดประสงค์ที่โทรมา “มีอะไรเหรอ” เขาก็เล่าเรื่องตัวเขากับแฟนให้ผมฟัง ซึ่งมีทั้งที่จู๋จี๋กัน ทั้งทะเลาะกัน ผมฟังก็งง ๆ ว่ามาเล่าให้กูฟังทำไมฟ่ะ “มีเรื่องจะบอก นายต้องไม่เชื่อแน่” มันพูดออกมา ผมถามต่อ “เรื่องอะไรเหรอ” กรทำเสียงตะกุกตะกักก่อนตอบว่า “เรามีอะไรกันแล้ว” ผมยิ่งงงเข้าไปใหญ่ ทำยังกะเราจะไม่รู้ แหม เล่นไปหากันทุกวี่ทุกวัน บางวันก็ไม่มาเรียนอีกต่างหาก จะไม่ให้สงสัยได้ยังไง “ไม่เชื่อ” เสียงผมพูดประชดประชัน “เชื่อเราสิ” แน๊ะ มาบอกให้เชื่ออีก เรื่องอะไรล่ะ เสร็จแล้วมันก็เล่าให้ผมฟังว่าเกิดขึ้นได้ยังไง รู้แต่ว่ามันเมาแล้วก็ XXX (ไม่ใช่ชื่อหนังนะท่าน) ประมาณนี้แหละ “แค่นี้นะเหรียญหมด” แล้วสัญญาณก็ขาดไป ผมรู้สึกเฉย ๆ นะท่าน ไม่รู้ทำไม กลับยินดีเสียอีกที่มันมีเมียเป็นตัวเป็นตน ไม่งั้นผมก็ต้องตกเป็นจำเลยของคนอื่นอีก เฮ้อ… ดีเหมือนกัน

หลังจากนั้นกรจะหยุดเรียนบ่อยมาก หลาย ๆ คนก็ถาม ผมก็งง ๆ ว่ามาถามกูทำไมว่ะ บ้านไม่ได้อยู่ติดกันซะหน่อย ได้โอกาสผมเลยประกาศให้ทุกคนรับรู้เสียเลยว่า “มันมีแฟนแล้ว มันไปอยู่หอกับแฟนมัน” อะไรประมาณนี้แหล่ะ เราจะได้พ้นคำครหาสักที ฮ่า ๆ วันที่กรมา รร.บางวันเขาจะไม่พูดอะไรกับผมเลยทั้งวัน ผมก็ไม่ได้พูดกับเขา อาจมีบางทีที่ผมนึกน้อยใจบ้าง แต่ผมก็ไม่รู้จะนึกไปทำไม อาจเป็นเพราะเมื่อก่อนเขาเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเติมชีวิตผมให้เต็ม ผมตัดสินใจเปลี่ยนแปลงตัวผมเป็นเพราะเขา แต่ดูเหมือนไม่มีอะไรมากเกินไปกว่านี้ บางวันผมก็กลับมาหน้าบูด จนพี่สาวผมถามว่าเป็นอะไร ผมไม่บอกได้แต่เงียบ บางคืนผมนอนร้องไห้ แล้วพูดกับตัวเองว่า “ทำไมเขาถึงเปลี่ยนไปขนาดนี้” แต่เราก็เป็นแค่เพื่อนเขานี่หน่า เลิกคิดเถอะมู เพื่อน ๆ เรายังมีถมไป…

เวลาผ่านไปจนปลายปี 42 ซึ่งเราก็ใกล้จบ ปวช.กันแล้ว แน่นอนกรกับผมห่างกันไปเยอะแล้ว ไม่มีเยื่อใยที่ดีต่อกันอีก เขามา รร.บ้าง ไม่มาบ้าง บางวันก็พูดกับผมบางวันก็ไม่พูดอะไรเลย วันที่พูดก็จะเป็นแบบถามไปตอบมาอะไรยังงั้นแหล่ะ ผมไม่รู้หรอกว่าหลังจากนั้นชีวิตมันกับแฟนเป็นยังไงบ้าง ก็ผมไม่อยากรับรู้อะไรเกี่ยวกับตัวมันแล้วนี่ ผมรู้มาว่าพวกเพื่อน ๆ กลุ่มของกรตัดสินใจว่าปีใหม่จะเที่ยวภูกระดึงกัน ซึ่งแน่นอนเจ้ากรมันต้องไปด้วยแน่ ๆ แล้ววันที่ผมไม่ค่อยเชื่อในหูผมก็มาถึง ขณะที่กำลังเรียนวิทยาศาสตร์อยู่นั้น ซึ่งโต๊ะในห้องก็จะเป็นแบบกลุ่ม ๆ โต๊ะนึงนั่งกันประมาณ 8 คนเห็นจะได้ ขณะที่ผมนั่งอยู่ในห้องกับกลุ่มเพื่อนผมเอง กรก็เดินมาหาผม (ตอนนั้นอาจารย์ยังไม่เข้าสอน) แล้วพูดข้าง ๆ หูผมว่า “นายต้องไปภูกระดึงกับฉัน” ผมได้ยินผมสะดุ้งเลย ผมหันไปหากรแล้วบอกว่า “ไม่ไป เราไม่อยากไป” ผมพูดแค่นั้น แล้วกรก็เดินกลับไปนั่งที่โต๊ะ หลังจากเลิกเรียนแล้ว ผมกำลังออกจากห้อง ผมเห็นว่ากรเดินออกจากห้องคนแรกเลยนะ ก็เหมือนกับทุกวันนี่หน่า แต่แปลกแหะ พอผมเดินออกไปกลับเห็นเขายืนคอยใครสักคนอยู่หน้าห้อง ผมเดินสวนไปไม่สนใจเขา กรจับไหล่ผมแล้วพูดว่า “เดี๋ยว นายต้องไปนะ” ผมหันกลับมาอย่างไม่พอใจ “แล้วทำไมเราต้องไปล่ะ” กรตอบกลับว่า “แต่เรารู้ว่านายอยากไปกับเรา” หึ ๆ พ่อกรเอ๋ย นายคิดผิดไปแล้ว เราไม่อยากสนใจนายแล้วล่ะ “เราไม่ไปหรอก เราไม่อยากไปกับนายด้วย ไปชวนแฟนนายเหอะ” ผมตอบกลับไป กรทำหน้าเศร้า ๆ แล้วบอกกับผมว่า “เราเลิกกันแล้ว” ผมอึ้งไปกับคำพูดของกร ในใจก็คิดว่า “สมน้ำหน้า เพราะแฟนนายแหล่ะ ทำให้เสียทั้งเพื่อน (ที่ดี ๆ อย่างเรา) เสียทั้งการเรียน” แต่อีกใจนึงก็สงสาร พอเข้าใจความรู้สึกว่ากรรู้สึกอย่างไร “ไปหอเราไหม” กรชวนผม “ไปก็ได้” ผมตอบรับ เฮ้อ… นี่เราเป็นแค่ตัวสำรองเขาเหรอเนี่ย แล้วทำไมเราต้องไปห่วงความรู้สึกเขาด้วยล่ะ…

ผมเข้ามาในห้องของเขา ผมไม่ได้เข้ามานานมากนับจากวันนั้นของเดือน (ไม่ใช่ลอรีเอะ ซอฟแคร์) ในห้องนั้นรกมาก ต่างจากครั้งที่ผมมาล่าสุด กรยกโต๊ะตัวเดิมกางออกที่พื้น ผมนั่งลง เขาเอาน้ำมาให้ผม ผมดื่มน้ำนั้นโดยไม่สนใจว่าจะมียานอนหลับใส่อยู่หรือเปล่า (สวยนักเหรอ หล่อนนะ) กรนั่งลงตรงหน้าผม จากนั้นเขาก็ร้องไห้ ผมมองใบหน้าเขา แต่ไม่ได้คิดอะไรนอกจากสงสาร คุณเคยรู้สึกแบบนี้ใช่ไหมเมื่อใครมาร้องไห้ต่อหน้าคุณ เขาเสียใจมาก ๆ ร้องไห้ไม่หยุด ผมได้แต่นิ่งเฉย และไม่ถามอะไรทั้งสิ้นเกี่ยวกับชีวิตของพวกเขา 2 คน ผมนั่งนิ่งสักพัก กรปาดน้ำตาแล้วพูดออกมาเบา ๆ ว่า “ขอโทษนะ” ผมตอบกลับว่า “เรื่องอะไร” “ที่ทำให้นายไม่มีความสุข” กรตอบ ผมคิดว่า อย่างเขาเนี่ยรู้ด้วยเหรอ ในขณะเขามีความสุขอยู่กับแฟน แต่กลับทิ้งเพื่อนให้มีความทุกข์ “นายรู้ได้ไง ว่าเราไม่มีความสุข” ผมถามเขาต่อ เขานิ่งเงียบไม่พูดอะไร ผมลุกขึ้นแล้วพูดว่า “ถ้านายร้องไห้จนสบายใจแล้ว เราขอกลับก่อนล่ะ” ผมเดินไปที่ประตู กรรีบคว้าแขนผมไว้ “อยู่เป็นเพื่อนเราก่อน” ผมสะบัดมือเขาออกแล้วพูดว่า “พอนายเลิกกับแฟน นายถึงเห็นความสำคัญของเพื่อนเหรอ” น้ำเสียงผมสั่น ๆ ในใจผมร้องไห้ไปแล้ว แต่ภายนอกนั้นปริ่ม ๆ อยู่ “ใครว่านายเป็นเพื่อน” กรพูดประโยคนี้ขึ้นมา ผมได้ยินชัดเต็ม 2 รูหู (รูอื่นด้วยหรือเปล่าไม่รู้) “งั้นเราเป็นใคร” ผมถามย้อนกลับไป อยากรู้เหมือนกันว่าเขาคิดยังไงกับผม กรเงียบสักพัก “เราเป็นใคร” ผมตะคอกใส่กรเสียงดัง คิดว่าข้าง ๆ ห้องคงได้ยิน “เพื่อนสนิท… ในชีวิต” ผมได้ยินแค่นี้แหละครับ ผมปล่อยโฮออกมาเลย “เราคิดผิดเอง เราคิดว่าตัวเราสำคัญกว่านั้น” ผมพูดทั้งน้ำตา กรเดินเข้ามาใกล้ผม “ไม่ต้องมา” ผมตะคอกใส่เขา เขาเดินไปนั่งที่เตียง “ไปภูกระดึงกับเรานะมู” กรถามผมขึ้นมา คำถามเดียวกับเมื่อตอนบ่าย “ไม่” ผมตะคอก (อีกแล้ว) ใส่เขา แล้วเดินออกจากหอเขาไปโดยไม่สนใจใด ๆ ทั้งสิ้น

เมื่อผมมาถึงบ้าน ผมนั่งคิดในห้องคนเดียว คำตอบที่เราอยากได้จากกรคืออะไร เป็นแฟนกันเหรอ บ้าน่า ผู้ชายด้วยกันจะเป็นแบบนั้นไปได้ยังไง แล้วทำไมเราต้องเสียใจด้วยล่ะเมื่อเขาบอกกับเราว่า “เราเป็นเพื่อนสนิทในชีวิต” แล้วยิ่งนึกก็ยิ่งโมโห ทำไมพอเลิกกับแฟนแล้วถึงเห็นความสำคัญของเราล่ะ ทำไม ๆ ๆ ผมคิดอยู่เนิ่นนาน คนในบ้านก็สงสัยกันหมดว่าผมเป็นอะไร ตั้งแต่กลับมาไม่เห็นลงไป ข้าวก็ไม่กิน กับก็ไม่กิน แม่ผมเคาะประตูเรียกหลายครั้ง ผมได้แต่บอกว่า “มูเครียดเรื่องเรียนครับแม่ ขอเวลาส่วนตัวสักพัก” แม่ผมคงสงสัยแน่ ๆ เพราะตั้งนานมาไม่เคยเป็น สักพักผมออกจากห้องไปหาแม่ “แม่… เดี๋ยวถ้าโทรศัพท์ของมูมาแม่บอกนะว่าหลับไปแล้ว” แม่ผมพยักหน้าเฉย ๆ ผมบอกกับทุกคนในบ้านว่าให้บอกว่าผมหลับไปแล้ว หากมีโทรศัพท์มา แล้วคืนนั้นผมเข้านอนเร็ว เพราะไม่อยากรับรู้อะไรทั้งสิ้น เสียงโทรศัพท์ดังเข้ามาในหูผมหลายครั้งมาก แต่ผมไม่รู้เหมือนกันว่า หนึ่งในนั้นจะมี “กร” โทรมาหรือเปล่า…

รุ่งขึ้น ผมไป รร.ตามปกติ (แล้วตามไม่ปกติเนี่ย มันเป็นยังไงเหรอ) ปรากฎว่าวันนี้กรไม่มา รร.เหมือนเคย กลายเป็นเรื่องปกติไปแล้วครับท่าน ระหว่างที่พักกลางวัน เพื่อนในกลุ่มของกรก็เดินมาหาผม “มู ไปเที่ยวภูกระดึงกันไหม” สาวหน้าหวานเอ่ยขึ้นกับผม ผมถามเธอว่า “ไปกันวันไหน แล้วไปกันกี่วันล่ะ” “วันที่ 31 ไง ไปฉลองปีใหม่ด้วย วันที่ 2 ค่อยกลับ” ผมฟังคำตอบแล้วส่ายหน้าพร้อมกับตอบว่า “คงไปไม่ได้หรอก ค้างคืนด้วย ที่บ้านคงไม่ให้ไป” สาวหน้าหวานฟังผมตอบแล้วเธอก็หัวเราะออกมา “แหม ๆ มูเนี่ย จะให้ไปเช้าเย็นกลับหรือไง เอางี้… ไปด้วยก็ได้แต่มูกลับคนเดียวแล้วกันนะ ตอนเย็น ๆ หน่ะ” ผมหน้ามุ่ยขึ้นทันที หล่อนพูดต่ออีกว่า “กรก็ไปนะ ไม่อยากไปเหรอ” “เพราะกรนั่นแหล่ะ เราถึงไม่อยากไป” ผมพูดจบแล้วลุกขึ้นหนีหล่อนไปเลย หล่อนคงงงอยู่ไม่น้อยเนอะ

To be continue…

.
[ อ่านตอนถัดไป (ตอนที่ 5) ]

[Home]