“ต้นรักของผม”

โดย mooh

Episode 1

หากใครสักคนจะเปรียบความรักเป็นเหมือนอะไรก็ตามแต่ แต่สำหรับผมแล้ว ความรักก็เหมือนกับ “ต้นไม้” ต้นหนึ่ง ที่ต้องมีคนปลูก และมีคนดูแลคอยรดน้ำใส่ปุ๋ย มันถึงจะเจริญงอกงามเติบใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาอยู่ได้เป็นร้อย ๆ ปี ในทางกลับกันหากปลูกไปแล้วไม่มีคนคอยรดน้ำคอยใส่ปุ๋ย ต้นไม้ก็เริ่มเหี่ยวเฉาและสุดท้ายก็ตายไปในที่สุด ก็เหมือนความรักแหล่ะครับ หากไม่ช่วยกันดูแลเอาใจใส่ความรักนั้นไว้ ทุกอย่างก็จบลงไม่ต่างอะไรกับต้นไม้ ที่ผมเรียกมันว่า “ต้นรัก”…

เฮ้อ… แหม พร่ำมาซะยาวนานเลย ลืมแนะนำตัว สวัสดีครับท่านผู้อ่าน ผมชื่อ “มู” ครับ เป็นคนที่ธรรมดามากถึงมากที่สุด การเรียนก็งั้น ๆ กีฬายิ่งแล้วใหญ่ ไม่ต้องพูดถึง ห่วยแตกถึงห่วยแตกที่สุด (อีกแล้ว) สำหรับประสบการณ์เรื่องรักนะเหรอครับ โอ๊ย ๆ ผมผ่านมาอาจจะเยอะกว่าหลาย ๆ คนที่กำลังอ่านเรื่องราวอันแสนน้ำเน่านี้อยู่ก็ได้ แต่ของหลายคนอาจจบลงที่ความสมหวัง ได้อยู่ด้วยกัน คบกันได้อย่างเปิดเผย ส่วนผมนะเหรอครับ จบลงด้วยความเศร้าเคล้าน้ำตา (ฮือ ๆ) เรียกว่าไม่สมหวังไงล่ะ เป็นยังไงนะเหรอครับ คุณอยากอ่านหรือเปล่าล่ะ อยากอ่านเดี๋ยวผมจะพิมพ์ให้อ่าน ถ้าไม่อยากอ่านก็ปิดหน้านี้ไปซะเถอะครับ (ก็แหงล่ะ) ใครอยากอ่านก็ตามมา (ตามไปไหน) ผมจะเล่า (พิมพ์) ให้ทุกท่านฟัง (อ่าน) …

นานมาแล้ว… ณ กาแล๊คซี่อันไกลแสนไกล เฮ้ย… ไม่ช่าย แหม คิดว่าเปิดตัวสตาร์วอร์ส โทษที ๆ ผมคิดว่าหลาย ๆ ท่านก่อนจะรู้ตัวว่ามีรสนิยมชอบเพศเดียวกัน ก็ต้องเคยมีผู้หญิงที่ชอบหรือไม่ก็มีผู้หญิงมาชอบเหมือนกันใช่มะ ผมเองก็เหมือนกัน จำได้คลับคล้ายคลับคลาว่า สมัยผมอยู่ ม.ต้น ผมชอบผู้หญิงอยู่คนหนึ่ง เธออยู่คนละห้องกับผม ผมรู้จักเธอเพราะว่าเข้าชมรมเดียวกัน ไอ้ตัวผมเองไม่เคยไปแสดงอาการให้เจ้าหล่อนเห็นหรอกครับ แต่ผมชอบเอาไปพูดกับเพื่อนชายที่สนิทอยู่คนหนึ่ง แล้วเจ้ากรรมเพื่อนหล่อนมาได้ยินเข้า (หรือผมไปเล่าให้ฟังก็ไม่รู้ จำไม่ค่อยได้เหมือนกัน) เมื่อก่อนเธอเจอหน้าผมเธอก็จะยิ้มทักทายด้วย พอหลังจากเพื่อนเธอเอาไปบอกแค่นั้นแหละ หน้ามือกลายเป็นหลังตีน (เอ้ย… โทษทีครับ หลังเท้าก็ได้) เธอเงียบ ไม่พูดกับผม ผมเดินไปคุยกับเพื่อนเธอ เธอกลับเดินหนีไปซะห่างเชียว แต่ผมไม่นึกโกรธอะไรเพื่อนเธอหรอกนะที่เอาไปพูด เพราะตอนนั้นผมไม่ค่อยแคร์เท่าไหร่ รู้สึกติดเพื่อนมากกว่า ผมก็มานึกดูว่า “นี่เหรอนิสัยผู้หญิง นี่แค่ได้ยินจากปากคนอื่น ถ้าผมไปสารภาพกับเธอเอง สงสัยหัวใจผมคงโคม่า” หลังจากนั้นผมรู้สึกขยาดกับผู้หญิงครับ หมายถึงไม่กล้าที่จะริรักใคร กลัวเสียเพื่อนไปแบบกรณีนี้

ถัดมาอีกหนึ่งปี (เร็วไหมล่ะ ท่านผู้อ่าน) เหมือนฟ้าเล่นตลก (กรุงธนคอมเพล็ก) ให้ผมและเธอมาเจอกันอีก ปรากฎว่าเราย้ายห้องมาอยู่ห้องเดียวกันรวมทั้งกลุ่มเพื่อนเธอด้วย (เอาล่ะซี…เหวย ๆ ) แต่ในเมื่อผมไม่มีใจให้หล่อนแล้ว (ผมก็แปลกเหมือนกันนะ หรือเพราะตอนนั้นมันเป็นรักแบบเด็ก ๆ ก็ไม่รู้ ผมไม่มีอาการอะไรเลยนะคุณเชื่อไหม ผมไม่คลั่ง ไม่บ้า ไม่เสียน้ำตาอย่างที่คุณ ๆ คิด ผ่านไป 2 - 3 วัน หลังจากที่หล่อนไม่พูดกับผม ผมก็ลืมหล่อนไปไม่คิดอะไรเลย แปลกไหมล่ะคุณ) ตัวเจ้าหล่อนเองก็ไม่พูดกับผม เออ… ก็ช่างหัวมันว่ะ กูไม่ง้อมึงหรอกเว้ย อยากจะรู้นัก จะไม่พูดกับกูได้ซักกี่น้ำ

มีอยู่วันหนึ่ง ผมต้องออกไปรายงานหน้าชั้นเรียน วิชาสังคมล่ะมั้ง เอ๊… หรือวิทยาศาสตร์หว่า… เออ… ช่างมันเหอะ เนื่องจากผมเป็นคนที่ตลก ๆ (ตรงข้ามกับใบหน้าลิบโลก ที่หลาย ๆ คนมองผมจะคิดว่าเป็นเด็กเรียน เงียบ ๆ แต่เปล่าหรอก สันดานหน่ะมันไม่ใช่) จนหลัง ๆ ได้รับฉายาว่า มู please smile (ก็ “เชิญยิ้ม” ไงเล่า ฮ่า ๆ ๆ) พอออกไปรายงานหน้าชั้นใส่มุขไปเต็มที่เลย เพื่อนฮากันตรึม ผมก็แอบมองหล่อน หล่อนก็หัวเราะยิ้ม ๆ เหอ ๆ นึกว่ากระทั่งยิ้มให้ก็คงไม่มีแล้วละมั้ง ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ผมไม่รู้ผมเป็นอะไรครับท่านผู้อ่าน ผมรู้สึกเกลียด ๆ ๆ เกลียดหล่อน เกลียดนิสัยผู้หญิง ทำไม ๆ นี่รู้จากคนอื่นแท้ ๆ ไม่ใช่ปากตัวเราเองซักหน่อย ถ้าชอบไม่ชอบอะไรก็น่าจะพูด แต่นี่เล่นเงียบ แล้วใครแม่งจะรู้ว่ะ (ขอโทษ ไม่สุภาพอีกแล้ว สันดานเถื่อนเริ่มออก) มีอยู่วันหนึ่ง ขณะที่กำลังเข้าแถวตอนเช้าอยู่ อาจารย์ก็ประกาศให้ด้านหลังขยับแถวลงไปหน่อย เพราะข้างหน้าเบียดกันมาก แล้วเจ้ากรรมหล่อนเข้าแถวอยู่หน้าผมพอดิบพอดี หล่อนเลยถอยมาเหยียบตีนผมเข้าอย่างจัง แล้วหล่อนก็หันหน้ามาแล้วก็หันกลับไป (ฮึ่มมม… นึกแล้วแค้น) ผมโมโหเลยพูดเบา ๆ ว่า (พูดดังไม่ได้ดิ คนอยู่กันเยอะแยะ) “เหยียบตีนกันแล้ว มีมารยาทหัดขอโทษซะบ้าง” เนี่ยแหละ ได้ยินหรือเปล่าไม่รู้ ช่างแม่งเหอะ ไม่มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีต่อกันแล้วนี่ แต่ก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ ครับท่านผู้อ่าน เราทั้งคู่ไม่พูดกันเลย แต่ก็ไม่มีเพื่อนคนไหนสงสัยหรอกครับ เพราะว่าเรามาจากคนละห้องกันอยู่แล้ว ส่วนเพื่อนพวกหล่อนนะเหรอ ย้ายไปอยู่กลุ่มใหม่ เพราะรู้สึกพวกเธอหน่ะจะทะเลาะกัน ก็เลยเซย์คอนเวิร์ส แยกทางกันซะ โอ๊ะ ๆ อย่าเข้าใจผิด คิดว่าพวกหล่อนทะเลาะกันแย่งผมนะครับ (แหวะ อ๊วก แย่งกันให้เอาไปนะดิ) จนกระทั่งผมเรียนจบม.ต้น นี่แหละครับ ต้นรักต้นแรกของผม พอปลูกไปได้ไม่กี่วัน ไหน ๆ ก็ไม่มีคนดูแลแล้ว ผมเลยจัดการถอนรากถอนโคนออกเสียเลย แล้วเหวี่ยงไปทิ้งที่ไกล ๆ ถึงสุไหงโกลกแล้วล่ะ นี่แค่ออเดริฟนะครับ ต่อไป กระเพาะปลากับเป็ดย่างจะตามมา (เฮ้ย ๆ ไม่ใช่โต๊ะจีนนะเฟ้ย)

ผมตัดสินใจเข้าศึกษาต่อระดับ ปวช. เพราะผมคิดว่าผมถนัดในเรื่องสายอาชีพ (ไม่ใช่มาสายเป็นอาชีพนะครับ) ผมไม่ไหวหรอกครับ ถ้าจะให้ไปนั่งคำนวณฟิสิกซ์ เคมี ชีวะ มีหวังอ๊วกแตกออกมาเป็นสูตรคำนวณแน่นอน มาถึงปัจจุบันนี้ ผมก็ดีใจครับที่ผมคิดไม่ผิด เพราะดูเหมือนว่าผมจะถนัดการทำงานด้านนี้จริง ๆ ด้วย (เฮ้ย ๆ หยุดฝอยได้แล้ว กูจะอ่านต่อ) โอ๊ะ ๆ โทษทีครับพี่ บอกแล้วอย่าให้ได้เม้าท์ ไม่งั้นเพลิน ต่อดีกว่านะครับคุณผู้อ่าน เฮ้ ๆ อย่าพึ่งปิดหน้าต่างนี้ซิครับ ผมกำลังจะพิมพ์ต่อแล้ว ที่แห่งนี้ล่ะครับทำให้ผมได้รับรู้ว่า “เกย์คืออะไร”

ผมมาโรงเรียนแต่เช้าครับ ทั้งที่บ้านผมก็ไม่ไกลเท่าไหร่ แต่คุณก็รู้การจราจรในเมืองหลวงอันแสนแออัดนี้มันเป็นอย่างไร รถไฟฟ้าก็ไม่ผ่านหน้าบ้าน แต่ถ้ารถ (ซ่อม) ไฟฟ้า ละก็ผ่านบ่อยครับ แหะ ๆ นอกเรื่องอีกแล้ว เข้ามาใหม่คนเราก็เหมือนกันทุกคนแหล่ะครับ ทำอะไรไม่ถูกไม่รู้อะไรอยู่ตรงไหน ผมเลยไปนั่งตรงม้าหินมุมหนึ่งของโรงเรียน เอ๊… ทำไมไม่มีใครมาเลยหว่า (ก็แหงล่ะซิ พึ่ง ตีห้าครึ่งเอง ไก่ยังไม่ขันเลยด้วยซ้ำ มานึกตอนนี้ผมก็งงว่าเอ๊… เรารีบมา รร.ทำไมหว่า) รอไปเรื่อย ๆ จนเข้าเรียกเข้าแถวหล่ะครับ (ประมาณ 7 โมงครึ่ง) รอบ ๆ ข้างเราก็แน่นอนหล่ะครับ ไม่รู้จักกันเลย พอเข้าเรียนผมมักจะกลายเป็นตัวตลกของเพื่อนกับของอาจารย์ เพราะอาจารย์ที่สอนมักหันมาแซวผมเสมอว่า “พูดกับคนอื่นบ้างซิ” หรือไม่ก็ “พี่มูของเรานั่งเงียบจังเลย” อะไรประมาณนี้ ทำไมนะเหรอ เอ๊ะ…ผมบอกพวกคุณไปแล้วไงว่า ภายนอกผมเป็นคนดูเอ๋อ ๆ เด็กเรียนว่างั้นเหอะ คุณนึกภาพดูละกัน คนอ้วน ๆ มีสิวเกรอะ ผมสั้นเกรียน แถมใส่แว่นตาหนาเตอะ 5 นิ้ว (อูย ขนาดบรรยายภาพของตัวเองเมื่อก่อน ผมยังขนลุกซู่เลยนะเนี่ย บางคนคิดว่านี่ละมั้งที่หญิงคนแรกในดวงใจผมเขาถึงไม่สน เชอะ… ถ้าหล่อก็อย่ามาง้อก็แล้วกัน) ผมยังคิดเลยว่าถ้าพวกเพื่อน ๆ รู้สันดานเราจะมีใครคบเราไม๊ว่ะเนี่ย…

อยู่มาวันหนึ่ง (ทำไมต้องวันหนึ่งด้วย ไม่เข้าใจ หลาย ๆ วันไม่ได้เหรอไง เออ… อ่าน ๆ ไปเหอะ) ผมก็ได้พบกับคน ๆ หนึ่ง ซึ่งใจจริงแล้วผมอยากคบกับเขาเป็นเพื่อนเท่านั้นนะครับ (จริง ๆ นะ แล้วคน ๆ นี้แหละ ที่เปลี่ยนแปลงอนาคตของผม ประมาณนี้เลย) ผมเห็นเขาเงียบ ๆ ครับ ไม่มีเพื่อน เขาไม่ใช่คนหน้าตาดีด้วยนะ ตัวเขาผอม ผิวคล้ำ ๆ หน่อย ชื่อ “กร” ผมรู้จากการแนะนำตัวในห้องนั่นแหละ ตอนพักกลางวันผมเห็นเขาเดินลงไปกินข้าวคนเดียว ผมเลยตัดสินใจเดินตามหลังเขาไป โดยที่เขารู้หน่ะแหละ ว่าผมตามอยู่ (ก็แหงล่ะ ตัวเอ็งเล็กตายหล่ะ…. โธ่ อย่าแซวซิ) ซักพักเขาก็หายเข้าไปในโรงอาหารที่แสนแออัดไปด้วยผู้คน (ยิ่งเปิดเทอมใหม่ ๆ ด้วย ยิ่งชุลมุนมาก) ผมก็เลยหันหลังกลับ เดินขึ้นห้องไป เฮ้อ… ไม่กินก็ได้ว่ะ พอผมกลับขึ้นมา มีเพื่อนอยู่ในห้อง 2 คน ชื่อ “ชิน” กับ “โอ๊ต” (จับตาดูชื่อคนหลังไว้นะครับ คน ๆ นี้อีกคนแหละที่ผมไม่อยากเชื่อว่าเขาจะปลูกต้นรักร่วมกับผม) ซึ่งดูจากลักษณะภายนอกเนี่ย ผมว่ามันไม่น่าเป็นเพื่อนกันได้เลยนะเนี่ย ทั้งรูปร่างและหน้าตา ที่เจ้าชินจะหล่อมาก เป็นดารานายแบบได้สบาย (ซึ่งหลัง ๆ ผมก็รู้ว่ามันไปเป็นนายแบบจริง ๆ ด้วย) ผิดกับเจ้าโอ๊ต ตัวเล็ก ๆ เหมือนเด็กมากกว่า พอดีมัน 2 คนเรียนจบมาที่เดียวกันครับ เลยได้รู้จักกัน แง้ ๆ ผิดกับเราเลย สรุปเรา 3 คนนั่งอยู่ในห้อง มันทั้งคู่แน่นอนไม่กล้าพูดกับผมเพราะใบหน้าที่ไม่รับแขก (ไม่ได้ขายบริการนี่หน่า) แต่มัน 2 คนโคตรของโคตรซนเลยครับ แกะนู่นแกะนี่ที่เขาแปะไว้ดี ๆ ในห้องเละหมดเลย เฮ้อ… แปลกคน (ผิดกับเรา เป็นคนแบบแปลก ๆ เหอ ๆ) วันต่อมา แปลกแหะ อยู่ ๆ กรก็เดินเข้ามาหาผมที่โต๊ะ “มู ไปกินข้าวกันไหม” ผมงงครับ งงเต็กเลยแหล่ะ อาจเป็นเพราะว่าเขาเห็นผมเดินตามหลังเขาไปเมื่อวานนี้ ประกอบกับผมยังไม่มีเพื่อนสนิทในตอนนั้นเลย เอ้อ…ก็หน้ามันไม่มีมนุษยสัมพันธ์นี่หน่าทำไงได้ ผมส่ายหน้าครับ ไม่ได้พูดอะไร หิวก็หิวนะแต่ว่าเบื่อตรงที่คนมันเยอะมาก จินตนาการเอาจากเมื่อวาน กรเห็นผมส่ายหน้าก็รู้ว่าไม่ไป (แหงล่ะซิ) เขาก็เลยเดินลงไปคนเดียว ทิ้งผมไว้กับเจ้าลิง 2 ตัวนั่นตามเคย (แปลกเหมือนกันเจ้า 2 ตัวนั่นก็ดันไม่ลงไปกินข้าว อ้อ…ลืมไปสงสัยกินเป็นแต่กล้วย หะ ๆ)

To be continue…

.
[ อ่านตอนถัดไป (ตอนที่ 2) ]

[Home]