ต้นปอ สตอรี่ (ตอน4)

โดย suneo-onekava@thaimail.com

หลังจากนั้นประมาณ 1 อาทิตย์ คอนเสิร์ตคัดเลือกนักร้องประจำโรงเรียนก็ใกล้จะมาถึง ซึ่งปกติแล้วงานคอนเสิร์ตนี้จะเป็นอะไรที่ผมสนุกมาก แต่เดี๋ยวนี้มันไม่ใช่ มันกลายเป็นงานที่ผมเอียนที่สุด
ระหว่างกลับบ้าน ผมยืนรอหมงอยู่หน้าโรงเรียนตามปกติ ตาผมก็ไปสะดุดกับแผ่นป้ายขนาดใหญ่ของชมรมดนตรี แผ่นป้ายนั้นเขียนเกี่ยวกับการแข่งขันคอนเสิร์ต ของมัธยม ผมยืนอ่านรายละเอียดด้วยความสนใจ เพราะผมเก่งทางด้านร้องเพลง เคยเรียนตั้งแต่ 5 ขวบ และรวมถึงรางวัลชนะเลิศของชมรม เป็นเงินตั้ง 2000บาท ผมมองดูรางวัล แต่ก็เมินหน้าออกมา ไม่มีใครคบกับผมแล้วนี่ ทำไมจะต้องแข่งด้วย ถ้าผมชนะอาจจะไม่มีใครดีใจกับผมเลยด้วยซ้ำ
แต่ในนาทีนั้น ผมก็นึกถึงคำพูดของแม่
“ แกมีเลือดนักสู้อย่างแม่นะ รู้จักนำจุดเด่นของตัวเอง มาทำให้คนอื่นเข้าใจแก” ผมหันกลับไปมองแผ่นป้าย แล้วยิ้มให้ตัวเอง
“ได้เลย แม่” ผมพูดกับตัวเองเบาๆ
“ว่าไงต้น จะเป็นนักร้องเหรอ” หมงเข้ามาทักผม
“อือ…ไม่รู้ซิ….คงจะลงเอาไว้ เผื่อชนะ”
หมงหัวเราะก๊าก ปากก็กล่าวหาว่าอย่างผมจะร้องเพลงเป็นเหรอ ผมไม่ตอบแต่เดินนำหน้าหมงไปชมรมดนตรี ผมมองชื่อของห้องผม
“อ้าวพี่ นี่มันวันสุดท้ายแล้วนะ ทำไมห้องผมไม่มีใครสมัครเลยล่ะ”
ผมพูดอย่าง งงๆ เมื่อพลิกมองหน้ากระดาษของห้องตัวเอง ที่ว่างเปล่าทุกสไตล์การร้องเพลง ทั้งที่ห้องอื่นลงกันเต็ม
“น้องลงหมดเลยได้มะ เค้าบังคับนะว่าแต่ละห้องต้องร้องทั้งสตริง ลูกทุ่ง แล้วก็สากล ถ้าไม่ร้องเลย ห้องน้องจะโดนตัดคะแนนห้อง” ประธานชมรมพูดกับผม
“บ้าป่าวพี่ ผมลงหมดผมก็ตายดิ ไม่ไหวหรอกครับ ผมลงแค่สตริงก็แล้วกัน”
“แล้วที่เหลือใครจะลงล่ะ ถ้าชื่อห้องน้องไม่ครบ ห้องน้องจะซวยนะครับ รวมทั้งห้องน้องอาจจะโดนแบนด์ ถ้าไม่ให้ความร่วมมือ” พี่ประธานมองหน้าผมอย่างจริงจัง
“ให้ลงก็ลงได้ครับ แต่ผมกลัวจะทำได้ออกมาไม่ดี ถ้ามันแพ้อ่ะครับ”
“น้องลองไปร้องก่อนปะ เดี๋ยวพี่ตัดสินเอง”
“ผมไม่มีเพลงร้อง”
“เอาของพี่ไป”
พี่ประธานยื่นแผ่นเนื้อเพลงให้ผม
“แหยะพี่ อาภาพรเนี่ยนะ”
“มึงเปิดดูข้างหลังซิ มันก็มีพวกฟลาย พวกเกิร์ลเหมือนกัน ถ้ามึงเปิดแค่นั้น มึงก็เจอแค่พวกยอดรัก พวกดาวมยุรี น่ะแหละ” พี่ประธานพูดพลางหัวเราะเยาะ
ผมมองหน้าหมง หมงพยักหน้า ผมเลยลองไปเดินซ้อมเสียงดูแล้วกลับมาร้องบนเวที
ผมร้องแบบเหนื่อยๆจนครบ 3 เพลง ผมเหนื่อยหอบแฮ่กๆ แต่ก็ต้องงงในสายตาของพี่ประธานกับหมงที่จ้องมาที่ผม
“น้องลงไปทุกรายการเดี๋ยวนี้เลย” พี่สั่งผม ตาก็มองมาที่หน้าของผม
“ผม..เนี่ยนะ..ผมร้องดีเหรอ”
“น้องเคยหัดร้องที่ไหนมาก่อนเหรอเปล่า ร้องดีนะ ขนาดร้องติดๆกัน มีสิทธิชนะนะ”
“จริงเหรอพี่….ผมลงก็ได้…แต่พี่ ผมไม่มีทีมเลยนะครับ แล้วใครจะมาเล่นกลอง เล่น….” ผมตื่นเต้นมากมือก็ลงชื่อยิกๆ
“แล้วมาซ้อมกับพี่ทุกคาบโฮมรูม แล้วก็หลังเลิกเรียน พี่อยู่ทีมเดียวกับห้องน้องแหละ นี่ก็กะว่าจะไปตามคนมาร้องที่ห้องน้องเหมือนกัน พอดีน้องมาก่อน…เอาตามนี้นะ…ขอบใจมาก”
ผมยิ้มกว้าง ถ้ายังคบกับปออยู่ก็คงมีเรื่องเมาท์กันหละ ผมเดินลงมาหาหมง
“เอ้อไอ้..น้องน่ะ..ชื่อไรวะ”
“ต้นครับพี่”
“พี่ชื่อคิวนะ..ยังไงมีอะไรมาปรึกษาพี่ได้ที่ 6/7 อ้อ แล้วนี่เบอร์โทรพี่นะ” พี่ประธานพูดพลางยื่นเศษกระดาษให้ “แล้วเจอกัน…เอ้อแล้วเบอร์น้องล่ะ”
ผมรับมาแล้วจดเบอร์เบอร์ผมตอบแล้วส่งให้พี่คิวไป เป็นครั้งแรกที่ผมสังเกตเห็นหน้าพี่คิว พี่คิวหน้าตาออกเข้มๆ ดูเถื่อนๆแบบนักร้องเพลงร๊อค เคยเห็นนักร้องนำวงแคลชมั้ยครับ นั่นแหละหน้าเดียวกับพี่คิวเลย
“ดูท่าทางพี่คิวเค้าจะสนใจต้นนะ” หมงทักผม
“บ้าน่า..หมง พี่เค้าออกจะโคตรผู้ชาย อมวัดมาพูดยังไม่เชื่อเลยว่าเป็นเกย์” ผมหัวเราะฮึๆ
หมงมาส่งผมที่บ้าน แล้วก็ขอตัวกลับไปทำรายงานที่บ้านตัวเอง
พี่คิวโทรมา
ผมคุยกับพี่ซักพัก พอเริ่มคุ้นก็เริ่มมันส์ขึ้น เราคุยกันประมาณ 1 ชั่วโมง ผมก็ขอตัวไปอาบน้ำ ผมเดินไปหยิบผ้าเช็ดตัว พอเปิดตู้เสื้อผ้า รูปผมกับปอก็หล่นลงมาที่พื้น ผมนั่งลงกับพื้น เก็บรูปขึ้นมาดู ผมนั่งดูอยู่เกือบ 20 นาที แล้วผมก็เดินตรงไปที่โทรศัพท์
ผมกดเบอร์มือถือปอ
เสียงตืดดังขึ้น ยังไม่ถึงหนึ่งตืด ปอก็รับอย่างรวดเร็ว
“ฮาโหล หวัดดีครับ”
“…….” ผมเงียบ
“ฮาโหล หวัดดี...ต้น เบอร์มันโชว์น่า”
“เออ…ฮัลโหลมันไม่ค่อยได้ยินน่ะ…เป็นไงมั่งออกจากโรงพยาบาลรึยัง”
“ยังเลย ก็ไม่รู้คงอีกประมาณ 2-3 อาทิตย์น่ะ”
“เหรอ อีกประมาณ 2 อาทิตย์เค้าจะแข่งร้องเพลงนะ ยังไงก็”
“ปอคงออกไปไม่ได้น่ะต้น หมอบอกว่าร่างกายยังไม่พร้อม”
“อือ…..ไม่เป็นไร ยังไงก็..หายไวๆนะ..เอ่อ…บาย”
“แล้วต้นเป็นไงบ้าง” ปอชิงถามก่อนที่ผมจะวาง
“เรา….ก็สบายดีอ่ะ เรื่อยๆ…แล้วปอล่ะ”
“ก็เรื่อยๆ เหมือนกัน แผลเริ่มไม่เจ็บแล้ว แต่หมอห้ามกระเทือนอยู่”
“อือฮึ……ก็ดีนะ ยังไงก็รักษาสุขภาพนะ”
“ครับ..เช่นกันนะ”
ผมวางหูค่อยๆ
หลังจากวันนั้นมา มันก็มีเพียงสิ่งเดียวที่ผมรู้สึกสนุกและทำให้ผมยิ้มได้ ก็คือการร้องเพลงนี่แหละครับ ผมเป็นสุขทุกครั้งเวลาที่พี่คิวมาตามผมที่ห้อง ให้ไปที่ห้องซ้อม ที่นั่นถึงแม้จะมีแต่รุ่นพี่ แต่ที่สำคัญผมรู้สึกได้ว่ามีที่นี่นี่แหละที่มีแต่คนเป็นมิตรกับผม
ผมซ้อมอยู่ที่ห้องซ้อมที่เดิมเป็นเวลา 1 อาทิตย์กว่าๆ ภายใต้การดูแลของหมงเพราะหมงระวังเหลือเกินว่าพี่คิวจะมาชอบผม
มีอยู่วันนึงคุณครูประจำชั้นของผมก็ถามถึงนักร้องประจำห้อง พอครูถามเสร็จทุกคนก็ต่างมองไปรอบๆห้อง เกิดเสียงยังกะผึ้งแตกรังขึ้นสนั่นห้อง เป็นความจริงที่ว่าไม่มีใครรู้เลยว่าผมเป็นคนร้อง ผมถอนหายใจ แล้วค่อยๆยกมือขึ้น พอผมยกจนสุดมือ เชื่อมั้ยครับ คนทั้งห้องหันมาที่ผมเป็นสายตาเดียวกัน ผมไม่ยอมสบตาใครเลย แล้วเสียงหึ่งๆก็ดังขึ้นอีกรอบ แต่ก็เงียบทันทีที่ครูผมสั่ง


แล้วเช้านั้น ระหว่างที่ผมเดินไปโรงอาหาร ผมก็ต้องตกใจที่มีคนกรูเข้ามาหาผมเยอะแยะมาก ปากก็ถามผมต่างๆนาๆ เรื่องนี้นี่แหละครับ ผมตกใจแต่ก็ดีใจมากๆด้วยที่มีคนพูดกับผมซะที มีคนรุมผมจนผมเซไปนั่งที่ม้านั่งโดยอัตโนมัติ ไม่น่าเชื่อว่านอกจะทุกคนจะมาพูดกับผมแล้ว แต่ก็พยายามที่จะให้กำลังใจผมอย่างเห็นได้ชัด
แต่ผมไม่เห็นเอมาตั้งแต่ผมมาโรงเรียน ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีอยู่แล้ว ลาออกไปเลยก็ดี
ขากลับวันนี้บุคคลเซอร์ไพร์สที่ชวนผมกลับบ้านคือ พี่คิว
ผมเดินกลับบ้านกับพี่คิวไปเรื่อยๆ พี่คิวเป็นคนที่ดูตลกและดูอบอุ่นมาก พี่คิวถามผมทุกเริ่อง ผมก็เล่าให้พี่คิวฟังทุกเรื่องเช่นกัน พี่คิวโอ้โหๆ ตั้งหลายรอบเมื่อฟังเรื่องของปอกับผม แล้วก็เอ
เมื่อถึงตอนที่ผมถามพี่คิวบ้าง ผมกลับรู้อะไรบางอย่างที่ผมไม่เคยรู้เลยจากพี่คิว
พี่คิวเป็นเด็กกำพร้าอาศัยอยู่กับลุง พี่คิวมีหน้าที่เลี้ยงน้องที่บ้าน โดยการเล่นดนตรีตามผับตามบาร์ ผมทึ่งในความสามารถของพี่คิวที่ส่งน้องเรียนได้อย่างสบายๆ พี่คิวเป็นคนขยันมาก จะตื่นตอนตี3ไปส่งของที่ปากคลอง แล้วก็มาเรียน เรียนเสร็จทำงานต่อนอนตกวันละแค่ 3 ชั่วโมง อัศจรรย์มาก แต่ที่น่าอัศจรรย์มากไปกว่านั้น พี่คิวบอกผมว่า
พี่คิวเป็นเกย์
ผมตาโตที่สุดเท่าที่ทำได้ พี่คิวหัวเราะใหญ่โต
“อย่ามาพูดเลย เราก็เป็น พี่รู้น่ะ แล้วคนที่มากับน้องบ่อยๆน่ะ แฟนใช่มั้ย”
“ใคร ไอ้หมงน่ะเหรอ ไม่ใช่เลย เพื่อนกันทั้นนั้นน่ะครับ”
ถึงคราวที่พี่คิวตาโตบ้าง
“เหรอ งั้นเราก็โสดซิ…ใช่มะ”
ผมไม่ตอบอะไรได้แต่ยิ้มๆ ตอนนี้ผมเย็นชากับเรื่องนี้มาก ทั้งที่พี่คิวออกจะเป็นคนดี แต่ผมยังรักปออยู่มาก มากเกินกว่าที่ผมจะให้ใครได้อีก พี่คิวส่งผมที่ปิ่นเกล้า ส่วนตัวเองแยกไปทำงานต่อ
ผมโบกรถกลับบ้าน หมงโทรมาด่าว่าผมไม่ยอมรอ
แล้วรถก็ผ่านเกษมราฏร์ อะไรทำให้ผมคิดอย่างกระทันหันว่าต้องลงป้ายนี้ก็ไม่รู้ ผมกดกริ่งลงรถอย่างรวดเร็ว และลงไปยืนตระหง่านอยู่หน้าโรงพยาบาล และไม่รู้ว่ามาแวะทำไม แต่ก็ตัดสินใจเดินเข้าไปข้างในจนได้
ผมตัดสินใจไปเยี่ยมปอ แต่สิ่งที่ผมคาดว่าจะได้เห็นแน่ๆก็คือไอ้เอ ไอ้เอต้องหยุดเรียนมาใส่ไฟให้ผมแน่นอน แต่แปลกแฮะ เมื่อผมเคาะประตูห้องปอแล้วเดินเข้าไป ผมกลับเห็นแค่ปอนั่งหัวโด่เด่อยู่คนเดียว ปอมีท่าทางตกใจ และรีบลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็ว
“อ้าว….เป็นไงมาไงอ่ะต้น” ปอทักผมน้ำเสียงสั่นเครือคงจะเพราะตื่นเต้น
“เรา…ก็มาเยี่ยมไง เป็นไงบ้าง ดูสบายดีนี่หว่า”
“อือ…ไม่กี่วันก็คงออกจากโรงพยาบาลได้….แล้วนี่จะร้องเพลงวันไหนอ่ะ”
“มะรืนนี้แล้ว….”
“อือฮึ ยังไงขอให้ชนะแล้วกันนะ แต่คงชนะอยู่แล้ว เสียงออกจะดี”
“รู้ได้ไง….” ผมยิ้มๆ
“ก็รู้แล้วกันน่ะ”
ทุกอย่างเงียบลงในทันทีที่ผมกับปอมองตากัน
เรามองตากันอยู่นานมาก ความรู้สึกทั้งหมดที่มาจากใจผมยากที่จะพูดในเวลานี้ ผมยิ่งมองปอผมก็ยิ่งเจ็บ ผมนึกถึงความรักที่ผมคิดว่ายิ่งใหญ่มากๆ สำหรับผม ผมนึกถึงความสุขทั้งหมดที่ผมเคยมีกับปอ ผมนึกถึงเวลาที่เราอยู่ด้วยกัน เวลาที่เราไม่ต้องพูดอะไร เราก็เข้าใจกันได้เองทั้งหมด มันถูกพังทลายอย่างง่ายดายไปแล้ว เหมือนกับปราสาททรายที่ดูงดงาม แต่เปราะบางมาก และยากที่จะก่อขึ้นให้เป็นปราสาททรายที่สวยงามได้เช่นเดิม
ปอตาแดงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ผมเองก็สุดจะกลั้นน้ำตาของผมได้แล้ว ผมมีคำล้านคำที่จะพูดกับปอ แต่ผมไม่รู้จะเริ่มยังไง
ปอเอื้อมมือมาจับมือผม และกำไว้แน่นแทนคำทั้งหมดที่ปออยากจะพูด ซึ่งผมจะเข้าใจทุกครั้งเวลาปอทำอย่างนี้ ผมก้มหน้าหลบน้ำตาที่เอ่อล้นเต็มที
ในที่สุดน้ำตาทั้งของผมและของปอก็หยดลงบนมือของปอที่กุมมือผมอยู่ ผมพยายามปาดน้ำตาทุกหยดที่หยดลงสู่เบื้องล่าง นี่คือทุกอย่างที่ปออยากจะบอกผมใช่มั้ย เวลานี้แหละที่เราสองคนมักจะเข้าใจสิ่งที่เราอยากจะพูด เพียงแค่มองตากัน ผมเข้าใจว่าความเจ็บปวดของเราสองคนมีเยอะพอๆ กับความรักที่มีให้กัน เราอยากจะกลับไปเป็นอย่างเดิม แต่มีสิ่งเพียงเล็กน้อยสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมกับปอไม่สามารถพูดคำคืนดีได้
ผมกับปอนั่งร้องไห้ในขณะที่มือของปอยังจับผมแน่น ผมไม่อาจสบตาปอได้อีกต่อไป ผมก้มหลบหน้า ปอก็เช่นกัน
“ปอไม่เข้าใจว่าทำไม….ทำไมมันต้องเป็นอย่างนี้..ทำไมทั้งที่ปอยัง…ยัง”
ปอสะอึกสะอื้นมากเกินที่จะพูดต่อไป ปอมองหน้าผม และทันทีที่เราไม่จำเป็นต้องพูดกัน ปอโผกอดผมอย่างแน่น ในขณะที่ผมเองก็เข้ากอดปอด้วยเช่นกัน ผมร้องไห้อย่างเป็นวรรคเป็นเวร ไม่เคยเลยที่ผมจะเสียใจเท่านี้มาก่อน ผมมีคนที่ผมรักแล้ว ทำไมเราต้องมาตกอยู่ในสภาพนี้กันด้วย ทำไม ผมเองก็อยากจะบอกปอว่าผมเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน
“ซักวันปอจะต้องเข้าใจทุกอย่าง” ผมพูดข้างหูปอ พร้อมกับที่ผลักออกจากตัวปอ ผมมองหน้าปอซักพัก แล้วผมก็วิ่งออกไป มีเสียงปอตามหลัง
วันนั้นผมไม่กลับบ้าน ผมเดินเตร็ดเตร่ไปเรื่อยๆ แล้วผมก็เริ่มเข้าใจว่าสิ่งเล็กๆ ที่ทำให้ผมกับปอคืนดีกันไม่ได้ก็คือ
ไอ้เอ
สิ่งที่ผมควรทำก็คือ
สั่งสอนไอ้เอ
แล้วทำให้มันรู้ว่ากระดูกผมกับมัน
คนละเบอร์กัน


.

[Home]