ต้นปอ สตอรี่ (ตอน2)

โดย suneo-onekava@thaimail.com

ผมยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ผมพึ่งได้ยินประโยคที่ทำร้ายจิตใจผมมากที่สุด

ผมพยายามกลั้นน้ำใสๆที่เอ่อล้นเกินที่จะกลั้นได้แล้ว แต่สายตาผมยังจ้องไปที่ปอ

ปอก้มหน้าลง ผมกำหมัดแน่น หมงจับผมไว้แน่นจนผมเจ็บ
ผมก้มหน้าหลบรอยน้ำตาของผม เสียงของผมสั่นเครือด้วยความรู้สึกโกรธปนความเสียใจ

ความทรงจำที่มีทั้งหมดผ่านเข้ามาในจิตใจผม ผมกำลังยืนอยู่หน้าคนที่ผมรักที่สุด

คนที่ผมตัดสินใจที่จะอยู่เคียงข้างเขาตลอดไป แต่ในที่สุดคนๆนี้
กลับพูดประโยคที่ทำร้ายผมจนเจ็บแสบที่สุด

อารมณ์ผมถึงขีดสุดที่หัวใจผมจะกลั้นได้
"พูดอะไรออกมาน่ะ" ผมพูดด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็น
"….."
"เรา…."
"เราต่างหาก"
ปอเงยหน้าขึ้นมองผม ปอตาแดงก่ำน้ำตาเริ่มคลออยู่ที่ตา
ตาที่กำลังจ้องมองผมอยู่ด้วยสายตาแบบของปอ
มือจับที่ท้องแน่น
ผมวิ่งออกไปทางประตูทันที สายตามองกลับมาที่ปอเป็นครั้งสุดท้าย
"สิ่งที่เราพูดทั้งหมด..เป็นความจริง"
ผมพูดพลางจ้องหน้าปอด้วยสายตาที่เจ็บปวดที่สุด
ผมวิ่งลงบันไดอย่างรวดเร็ว ผมกลั้นน้ำตาไม่ได้แล้ว
น้ำตาผมปลิวไปตามแรงที่ผมวิ่ง
แล้วมือๆหนึ่งก็มายึดผมไว้แน่น
"ต้น หยุดก่อน กลับไปพูดกับมันให้รู้เรื่อง" หมงพูด
มือก็ลนลานหาผ้าเช็ดหน้ามาซับหน้าผม
"อย่าร้องไห้ๆ" หมงเฝ้าพูดซ้ำอย่างนี้เป็นสิบๆที
ผมขาดสติอย่างที่สุด อยู่ๆผมก็ดึงเป้ของผมมาฟาดหมง
"ทำไม…ทำไม…ไหนบอกว่ารักเรา"ผมตะโกนเสียงดัง
มือผมยังฟาดหมงไม่ยั้งมือ
"แล้วทำไมไม่เชื่อ..ทำไมไม่เชื่อใจกันบ้าง"
"บอกว่ารักเรา…แล้วมาบอกเลิกเราทำไม"
ผมโวยวายอย่างหนัก มือก็ตีหมงไม่ยั้ง ความปวดร้าวของผมมีมากเหลือเกิน
ผมร้องไห้เหมือนคนบ้า
"ทำไมอ่ะหมง..ทำไม…ทำไม…ทำไมไม่สงสารกันบ้าง..พูดทำไม..ถ้ารักกัน….แล้วพูดทำไม"
ผมสะอื้นเหมือนเด็ก ผมหยุดตีหมงแล้ว แต่มือยังคงทุบหมงอยู่
หมงเอื้อมมือมาโอบผม ความรู้สึกอบอุ่นผ่านเข้ามาที่ตัวผม
ผมรู้สึกดีที่มีหมงอยู่เคียงข้างผม
แต่ผมตอบแทนความรู้สึกของหมงไม่ได้
ผมอยากบอกหมงเหลือเกินว่าขอโทษ
แต่สภาพเช่นนี้มันน่าสมเพชเกินที่ผมจะพูดอะไรออกไป
ผมร้องไห้ไม่หยุด
ผมห้ามน้ำตาของตัวเองไม่ได้ เหมือนมันจะทะลักมาตลอด ผมอยากให้วันนี้ผมฝันไป

วันนี้เป็นแค่ฝันไป ผมอยากตื่นแล้ว
หมงกอดผมแน่น
"ไม่เป็นไร...." หมงพูดกับผม น้ำเสียงหมงนุ่มนวลอย่างบอกไม่ถูก
ผมยังร้องไห้ปากก็พูดทำไม ทำไม เหมือนคนเสียสติไม่ได้หยุด
หลังจากวันนั้น ผมหยุดโรงเรียนไปหนึ่งอาทิตย์เต็มๆ ผมร้องไห้ทุกวัน
ผมไม่มีเพื่อนเลยซักคน
ไม่มีคนเป็นห่วงผมแม้แต่นิดเดียว ผมรู้สึกว้าเหว่
และสิ้นหวังอย่างบอกไม่ถูก


แต่ในขณะเดียวกัน ยังมีคนที่เป็นห่วงผมที่สุด หมง
หมงมาหาผมทุกวันตอนเย็นๆ และพยายามที่จะลากผมไปโรงเรียนทุกครั้งตอนเช้า
อาทิตย์กว่าๆ ผมก็ตัดสินใจไปโรงเรียน
แทนที่ผมจะกลับสบายใจขึ้น แทนที่ทุกอย่างกลับจะดีขึ้น
ผมกลับได้พบกับความเย็นชาของเพื่อนๆ ที่มีต่อผม
ไม่มีคนยุ่งกับผมเลยแม้แต่คนเดียวทุกคนเข้าใจว่าผมไปอาละวาดที่โรงพบาบาล

ซึ่งแน่นอนเพื่อนๆคงไม่รู้เรื่องเด็ดขาด ถ้ามันไม่ได้มาจากปากของเอ
ปากที่พร้อมจะใส่สีให้ผมเสมอ ไม่มีใครคุยกับผม
ไม่มีคนให้ผมเข้ากลุ่มสังคม ไม่ทีคนคอยบอกตารางสอนใหม่ให้ผม

ไม่มีคนนั่งกับผมในชั่วโมงวิทยาศาสตร์
มันเลวร้ายที่สุด ผมไม่เหลือแม้แต่เพื่อนทุกคน ผมสาบานกับตัวเองว่าจะไม่มีวัน

ไม่มีวันใดที่ผมจะยกโทษให้เอ คนที่ทำลายทุกอย่างในตัวผม ทำลายความรัก
ทำลายชีวิตผม ผมกลับบ้านเร็วและหมกตัวอยู่คนเดียวในห้อง ซักพักหมงโทรมา
"ทำไมไม่รอเรา เราจะได้ไปส่ง"
"ไม่เป็นไรหรอก เราอยู่บ้านแล้ว"
"ไม่ได้นะ ทีหลังต้องรอเรา เอางี้เดี๋ยวจะไปอยู่เป็นเพื่อนที่บ้าน"
"ไม่…"
หมงวางสายไปเลย
ผมถอนหายใจ มองโทรศัพท์
แล้วรอยยิ้มที่มุมปากก็เริ่มฉายออกหลังจากที่ผมไม่ได้ยิ้มมานาน
ซักพักแม่ก็ขึ้นบนห้องผม แม่เคาะห้องผมหลายที ในที่สุดแม่ก็เปิดออกมา
" ต้น….." แม่พูดอยู่หน้าห้อง แล้วเดินมานั่งบนเตียงข้างๆผม

"ทำไมแกไม่เปิดประตูให้แม่"

แม่มองหน้าผมอยู่นาน ผมพยายามหลบรอยช้ำบวมที่รอบดวงตา
แม่ถอนหายใจ สั่นหน้าแล้วจ้องผม
สายตาแม่เป็นสายตาที่มองผมอย่างทะลุปรุโปร่งที่สุด
แม่จับมือผม

"แม่รู้ว่าแกเป็นอะไร"
"แกอกหัก"

ผมก้มหน้าหลบน้ำตาแม่ ผมทนไม่ได้เสมอเวลาคิดถึงเรื่องนี้
เหมือนมันเป็นจุกก๊อกที่หลุดเสมอ เวลามีคนมาสะกิด

"เอาเหอะวะ ยังไงแกก็ไม่ได้ผิดนี่หว่า แกไม่ได้ทำอะไรนี่…ใช่มะ
เลิกร้องเหอะต้น แค่ผู้ชายคนหนึ่ง"

ใช่แล้วครับแม่รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับตัวผม แม่รู้ว่าผมเป็นเกย์
แต่เรื่องนี้จะเล่าให้ฟังทีหลังนะครับ

"แต่แกจำไว้อย่างนะ"
"ปอเป็นแฟนแก….ปอเป็นคนที่แกรัก แกจะปล่อยเค้าไปง่ายๆเหรอ"

ผมเงยขึ้นเพื่อมองหน้าแม่ ผมอยากร้องไห้เข้าไปอีกเมื่อเห็นหน้าแม่
ผมมัวแต่คิดว่าผมไม่มีเพื่อน ผมไม่มีใคร แต่ในที่สุดยังมีคนที่รักผมที่สุด
เป็นห่วงผมมากที่สุด แม่ของผมนั่นเอง ผมกอดแม่แล้วร้องไห้ทันที
แม่ลูบหัวผมเบาๆ

"ยังไงแกก็ยังมีศักดิ์ศรี แค่คนคนเดียวจะมาทำให้ความรักของแกพังทลายไม่ได้หรอกต้น"

แม่เงียบ…….ดึงหน้าผมไปเพื่อมองหน้าผม

"แกมีมือมีตีนไว้ทำอะไร ปอเป็นแฟนแกนะ อย่ายอมแพ้…ถ้าเพียงแค่นี้แกจะแพ้มัน
แกก็ไม่สมควรเป็นลูกของชั้น"


รอยยิ้มอันอบอุ่นปรากฎขึ้นบนใบหน้าแม่

" แกมีเลือดนักสู้อย่างแม่นะ รู้จักนำจุดเด่นของตัวเอง มาทำให้คนอื่นเข้าใจแก"
"มันต้องมีซักทางที่จะทำให้แกมีความหวังขึ้น แกต้องชนะ…ต้น
แกก็รู้ว่ากว่าคนสองคนจะรักกันได้ มันลำบากนะ"

"แม่เชื่อว่าแกรักเค้าและเค้า….ยังรักแกอยู่ ถ้าแกรักเค้าแกต้องทำได้"
"แกต้องชนะ!"

ผมรู้สึกดีขึ้นอย่างบอกไม่ถูก ใช่แล้วแม่พูดถูก ผมมีกำลังใจอย่างน่าประหลาด

ผมเป็นแฟนปอนะ
ผมจะไม่มีวันให้คนอย่างเอมาทำลายความรักของผมอย่างเด็ดขาด…ไม่มีวัน
"แล้วตอนนี้" แม่พูดต่อ รอยยิ้มทีที่ทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นมากๆ
ปรากฏชัดบนใบหน้าของแม่

"ชั้นเชื่อว่า มีหนุ่มหล่อล่ำคนหนึ่งมารอแกข้างล่าง ชั้นไม่อยากจะพูดน่ะนะแต่ชั้นว่า"

"มันหล่อกว่าไอ้ปออีก ยังไงถ้าแผนแม่ไม่ได้ผล แกก็ยังมีตัวเลือกนะ"

แม่มองหน้าผม แล้วหัวเราะเบาๆ ผมยิ้มออกแล้ว

"แล้วก็อยากจะบอกว่า…ไม่เอาอ่ะ….ชั้นสั่งแก"
"ให้แก่ออกไปเที่ยวซะบ้าง…ไปเดี๋ยวนี้ แล้วอย่าพึ่งไปยั่วเค้านะ
หมงเหมิงอะไรเนี่ย เค้าเป็นคนดี เดี๋ยวลูกเค้าจะเสียคนหมด…"

ผมนั่งยิ้ม สั่นหน้า
"เอ้า..ไปแต่งตัว..ไป๊!!" แม่ดุผม
แม่ออกจากห้องปิดประตูดังปัง ผมเดินไปแต่งตัว
จริงอยู่ถึงเวลาแล้วที่ผมควรไปเที่ยว….ไปก็ไปวะ
คืนนั้นทั้งคืนผมไปเที่ยวอยู่กับหมงทั้งคืน หมงไม่ได้พาผมไปเที่ยวที่ๆมันแปลก

แต่กลับพาผมไปในที่ๆมันทำให้ผมสบายใจมาก หมงพาผมไปนั่งกินลูกชิ้นที่ถนนอักษะ
พาไปนั่งเล่นที่ดาดฟ้าใบหยก และอีกหลายที่ๆทำให้หัวใจผมปลดปล่อยไปได้มาก

น่าแปลกที่ผมอยู่กับหมงได้นาน ทั้งที่แต่ก่อนผมใกล้หมงไม่ได้เลย
หมงจะลวนลามผมทุกครั้งที่อยู่ในรัศมี 1 เมตร แต่นี่มันไม่ใช่หมงที่ผมรู้จัก
หมงคงรู้ถึงจิตใจผมเลยทำตัวกับผมดีขึ้น ผมกลับบ้านตี 5
ผมกับหมงตัดสินใจเข้ามาเปลี่ยนเสื้อผ้าในบ้าน
แยกย้ายกันอาบน้ำและไปโรงเรียนด้วยกัน
แม่ลงมาส่งผมสองคน
"ไปถึงไหนกันมาเนี่ย….ไอ้ต้น พอปล่อยแล้วเอาใหญ่เชียวนะมึง"
แม่พูดพลางส่งยิ้มให้หมง
ผมออกไปป้ายรถเมล์กับหมง หมงคอยดูแลและเทกแคร์ผมจนถึงโรงเรียน ผมรู้สึกดีมากๆ

อยากบอกหมงเหลือเกินว่าขอบคุณมากๆ
ก่อนเข้าห้อง หมงจับมือผมและพูดว่า

"ตั้งใจเรียน อย่าสนใจเสียงนกเสียงกา อย่าไปฟังใคร ต้นไม่ผิดนะ
แล้วเจอกันตอนกลางวันนะ.......ที่เดิม…..บาย"

ผมยืนมองหมงจนเดินเลี้ยวเข้าตึกไป ผมสูดหายใจลึกๆ แล้วหันหน้าเข้าห้อง
เดินไปที่โต๊ะเรียน

ส่งสายตามองไปที่เอที่ผมมั่นใจว่าตอนนี้กำลังใส่ไข่ให้ผมอยู่กับกลุ่มเพื่อน

เอมองมาที่ผม ผมส่งยิ้มให้เอ อย่างมีปราณี พลางมองเพื่อนๆทุกคนที่เมินใส่ผม

ผมมองกลับมา และเริ่มยิ้มกับตัวเอง
ในที่สุดฤดูกาลแห่งการแก้แค้นก็มาถึงแล้ว


.

[Home]