ต้นปอ สตอรี่ (ตอน2)

โดย suneo-onekava@thaimail.com

หลังจากที่ผ่านเหตุการณ์น่าประทับใจในวันนั้นมาแล้ว
หลังจากวันนั้นๆ
ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีกต่อไป ปอก็คงยังเป็นปอต่อไป
ปอยังไปส่งผม มารับผมและนั่งกินเชสเตอร์กิลก่อนกลับบ้านทุกวัน

น่าแปลกที่ตั้งแต่เป็นแฟนกันมาเกือบๆเดือน ผมยังไม่เคยไปเที่ยวกับปออีกเลย

และในขณะเดียวกันปอก็ไม่บอกรักผมอีกเลย ตั้งแต่วันนั้น มันก็ดีอยู่หรอกนะครับ

ที่ปอไม่พูด
เพราะดูว่ามันจะตื่นเต้นและดูมีคุณค่าทุกครั้งที่ปอหวิดจะพูดมันออกมา

แต่มันก็ทำให้ผมคิดว่านี่มันก็คล้ายๆกับก่อนคบกันแหละวะ
เพียงแต่มั่นใจได้ว่าปอเป็นแฟนผม..ก็เท่านั้นเอง


ในที่สุด ในที่สุดผมก็มีคนมาจีบ คนคนนี้ชื่อหมง เป็นรุ่นพี่ ม.5
เป็นคนที่ใช้ได้ทางด้านรูปร่างหน้าตาแต่… นิสัยคุณ กามมาก
ผมจะโดนหมงลวนลามทุกครั้งที่เดินสวนกันที่ระเบียงทางเดิน
ไม่กอด มันก็จะจับนู่น ล้วงนี่ เหมือนกับผมเป็นส้วมสาธารณะ
แต่ปอก็ไม่สามารถทำอะไรมันได้
เพราะนอกจากจะอยู่คนละโรงเรียนแล้ว
ผมเองยังไม่กล้าบอกปออีกด้วย ผมก็ได้แต่เลี่ยงได้ ก็จะเลี่ยง
แต่หมงเองก็เป็นรุ่นพี่ที่รักจริงคนหนึ่ง
ผมเชื่อเพราะว่ามันกล้าที่จะแสดงให้คนทั้งโรงเรียนรู้ว่ามันจะจีบผม

และห้ามทุกคนที่มันคิดว่าจะจีบผม( ซึ่งหมงจะเข้าใจกันไปเอง )เข้าใกล้ผม
ผมบอกหมงไม่รู้กี่ตลบว่ามีแฟนแล้ว
แต่ความหื่นของหมงมีมากเหลือเกิน
เขาคนนี้ไม่เคยยอมฟังผมเลยแม้แต่น้อย
แถมยังขอเบอร์ปอเพื่อที่จะโทรไปนินทาผมได้ ซึ่งผมไม่มีวันให้
แต่ก็นั่นแหละครับตบมือข้างเดียวไม่มีวันดัง ผมไม่มีวันเล่นด้วยกับหมงเด็ดขาด

หมงจีบผมมากว่า 2 เดือนแล้ว ทุกครั้งที่ผมมีเรื่องกับปอ
หมงก็จะคอยปลอบและให้กำลังใจผมเสมอ

แล้วก็มีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นจนได้ ผมมีเพื่อนอยู่คนหนึ่ง…สมมุติว่าชื่อ
นังเอแล้วกันนะครับ เอเนี่ยเป็นเพื่อนเกย์ที่ผมรักที่สุด
เพราะผมเองไม่ค่อยมีเพื่อนเกย์ไงครับ
รวมทั้งเออยู่ห้องเดียวกับผม
ผมจึงไว้ใจเอมาก เล่าทุกอย่างให้เอฟัง รวมทั้งเรื่องปอ

ผมก็สะกิดใจตั้งแต่แรกแล้ว ว่าทำไมเอมันกระตือรือร้นอยากจะเจอปอนัก
แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร เอเป็นคนที่มีอาการป่วยทางจิตหรือปล่าว
ผมก็ไม่อาจทราบได้เลย เอเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของผม
แต่ในขณะเดียวกัน
ถ้าเอรู้ว่าผมชอบหรือสนใจอะไร เขาจะสนใจและแย่งจากผมไปได้เสมอ
ตั้งแต่ปากกา กระเป๋า ถ้าผมชอบแล้วบอกเอ เอจะรีบด่าผมว่าเฉิ่ม เสร่อ
แต่วันรุ่งขึ้นเอก็จะมีสิ่งของสิ่งที่เค้าด่าผมเมื่อวาน
เป็นสมบัติของเขา ผมไม่เคยว่าเอเลยนะครับ เห็นว่าเอเป็นเพื่อนที่ดีเสมอมา
เอเป็นคนหน้าตาดี สูงโปร่ง ขาว หน้าเข้มๆ ผิดกับผมเลย

พอผมเล่าเรื่องปอให้เอฟัง เอก็ทำท่าทางสนใจทันที และอยากเห็นหน้าปอเป็นว่าเล่น
ผมก็ไว้ใจเอ เอาปอไปให้เอดู เอเห็นปอก็มาสไตล์เดิม ด่าว่าปอลับหลังสารพัด
และเสนอจะขอเบอร์ เพื่อจะโทรไปคุย

"จะได้รู้นิสัยเค้ามากกว่านี้ไง" เอพูด

ผมไม่เคยคิดอะไรเลย แต่ก็ไม่เคยคิดว่าความไว้ใจของผม จะทำร้ายผมเอง

หลังจากนั้นไม่นาน ปอก็ถามผม เรื่องหมง ผมงงๆ เล็กน้อย
แต่ก็ตอบไปตามความจริง
เชื่อมั้ยครับปอโกรธผมเป็นฟืนเป็นไฟเลยนะครับ
ทั้งที่ผมพยายามอธิบายสารพัดเลยว่าผมไม่ได้เล่นด้วย
ผมไม่ได้คิดอะไรกับหมง
ซึ่งปกติแล้วปอจะเป็นคนที่ฟังเหตุผลของผมมากนะครับ
คืนนั้นผมโทรไปหาปออีก
ปอไม่ยอมคุยและตัดบทวางไปเลย เหมือนไม่ใช่ปอเลยอ่ะครับ

พอวันรุ่งขึ้นผมสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ปอหายหน้าไปจากผมทันที

ผมงงและสับสนมาก ทำไมปอถึงเป็นไปได้ขนาดนี้
พอผมมาที่โรงเรียนเพื่อนๆก็ทำเหมือนผมเป็นตัวอะไรซะอย่าง

เพื่อนๆส่วนมากที่รู้จักปอกันดี พอผมถามว่าปอไปไหน ก็ได้แต่ทราบคำตอบว่าไม่รู้

ไม่รู้และหนีหน้าผมไป
ในขณะที่ผมไม่เหลือใครเลยก็มีไอ้หมงนี่แหละครับที่คอยอยู่ข้างผมเสมอมา


ปอหายไปจากชีวิตผมกว่าอาทิตย์นึง โทรไปที่บ้านก็ไม่มีคนรับ
ไปสวนกุหลาบก็ไม่ได้ไปโรงเรียน
ผมเสียใจมาก ผมร้องไห้ทุกวัน
เฝ้าถามตัวเองทุกวันว่า มันเกิดอะไรขึ้น
ผมพึ่งมีความสุขที่สุดมาได้แค่เวลาชั่วครู่
ทำไม
ทำไมคนที่ผมรักที่สุดถึงหายไปจากชีวิตผม โดยที่ผมไม่รู้สาเหตุเลยซักนิดเดียว

ระหว่างนั้นหมงก็ไม่เคยที่จะคิดยุให้ผมกับปอเลิกกันแต่กลับทำตัวเป็นเพื่อนที่ดีกับผม

และคอยแนะนำสิ่งต่างๆ กับผมตลอด ในขณะที่เอ ก็หน้าหายตาไปเช่นกัน
เพื่อนผมทุกคนล้วนทำตัวห่างเหินกับผมอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

ระหว่างที่ผมกำลังทำเวรที่โรงเรียนอยู่นั่น หูผมก็แอบไปได้ยินเพื่อนๆ
พูดกันว่า

"จริงเหรอวะ…"

"จริง ไอ้เอมันบอกกูเอง เค้ารู้กันทั่วแหละ มึงก็รู้ว่าไอ้เอเป็นอะไรไอ้ต้นเป็นอะไร"

"อันนั้นน่ะกูรู้ แต่ไอ้เหี้ย ไอ้ปอมันเป็นแฟนกับต้น…..มาตั้งนานแล้วไม่ใช่เหรอวะ"

"นั่นมันที่ไอ้ต้นบอกมึง แต่ตอนนี้ที่เค้ารู้กันน่ะ ไอ้เอเป็นแฟนไอ้ปอ แล้วไอ้ต้น…ไอ้ต้นมันก็แย่งไป"

"แย่ง!!! ต้นเนี่ยนะ แย่งปอไปจากไอ้เอ มึงพูดเหี้ยอะไรเนี่ย"

"มึงไม่เชื่อกูเหรอ เค้าก็รู้กันให้ทั่วว่าไอ้ต้นมันเลวแค่ไหน มึงเองก็เถอะ ยังไปจีบมันอยู่ได้"

ใช่แล้วครับ คนที่พูดกับเพื่อนผม ตอนนั้นคือหมงนั่นเอง
ขณะที่ผมกำลังลุ้นฟังว่าหมงจะพูดอะไรต่อ

เพื่อนผมคนนี้มันก็พูดอะไรที่คาดไม่ถึงให้ผมได้ยิน

"ไอ้เอน่ะแม่งน่าสงสาร มีเพื่อนอย่างนี้ มึงเชื่อกูดิ ไอ้ต้นนะเว้ย
แม่งข่มเหงรังแกเอทุกอย่าง
มันทำแม้กระทั่งเพื่อนสนิทของมัน"

ถ้าผมมองเห็นหน้าหมง หมงคงทำหน้าประมาณว่ากัดฟันแล้วแค้นสุดๆ
"มึง มึง มึงไม่รู้ว่าต้นนิสัยยังไง มึงอย่ามาพูดส่งเดช ไอ้เหี้ยเออยู่ที่ไหน"

"ไอ้เอ มันก็อยู่กับไอ้ปอที่โรงพยาบาลไง"

"โรงพยาบาล!!!!! ไอ้ปอ ไอ้ปอเป็นอะไร"

"ไส้ติ่งอักเสป อ้าวมึงไม่รู้เหรอวะ ที่มันไม่มาโรงเรียนเราตั้งหลายวันไง

ใครๆก็สังเกตนะ ก็แต่ก่อนที่มันมารับไอ้ต้น ตอนมันรอ
มันก็เล่นบอลกับพวกไอมาร์คทุกทีแหละ
พอแม่งไม่อยู่ ไอ้มาร์คแม่งแพ้ยับเยินแหละ
มึงว่ามะ มันน่าจะมาอยู่โรงเรียนเราว่ะ
มันตัวยิงเลยนะเว้ย"

"กู กู กูไม่รู้อะไรเลย แล้ว ทำไม ไม่มีใครบอกต้นวะ"

"ไอ้เอบอกไว้ว่าไม่อยากให้มันไปกวนปอ คงเพราะไอ้ปอพึ่งบอกเลิกกับต้นมั้ง

เอมันคงกลัวต้นไปวุ่นวายที่โรงพยาบาล"

"โรงพยาบาลอะไร"
"เกษมราษฎ์"

หมงวิ่งไปจากระเบียงทันที ผมรีบวิ่งตามหมงไป แต่ก็ไม่ทัน
ผมวิ่งมาถึงหน้าโรงเรียนและเริ่มทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้น อะไร
อะไรที่ทำให้เอทำอย่างนี้ ผมไม่เคยคิดว่าเอจะทำกับผมได้ ทั้งที่ผมเชื่อใจ

และหลงปรึกษาทุกเรื่องกับเอ แต่แล้วคนที่ผมไว้ใจและคิดว่าเป็นเพื่อนรักที่สุด

ก็กลับมาทำให้ผมเจ็บใจที่สุด ผมเอามือปิดหน้า และทรุดตัวลง
เข่าอ่อนด้วยความตกใจ
ไม่เคยเลยที่ผมจะรู้สึกเลวร้าย ขนาดนี้
ผมเสียเพื่อนที่ดีที่สุด และผมกำลังจะเสียปอไปอีกคน
ถ้าผมไม่ทำอะไรเลย
แต่ความรู้สึกแปลกที่เข้ามาแทนที่ความเสียใจ ก็เกิดขึ้นในใจผม
ผมรู้สึกอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน
ผมรู้สึกร้อนไปทั้งตัว และเริ่มกำหมัดแน่น
ใช่แล้วครับ ความแค้นไง คนที่ผมจะต้องไปเจอตอนนี้เลยก็คือ
เอ

"ต้นนนนนน"

ผมหันไป หมงนั่นเองหมงวิ่งมา หน้าตาตื่นและดูเหนื่อยหอบ

"ปอ ปอเข้า เข้าโรงพะ พะ พะ พยาบาล ไส้ติ่ง ปอเป็น เป็นไส้ติ่ง"

หมงพูดด้วยอาการลนลาน และหอบแฮ่กๆ ขณะพูด

"เรารู้แล้ว ขอบใจนะหมง"

หมงทำหน้างงๆ

"ต้น…ไม่…ไม่เป็นไรเหรอ"

ผมเงียบไป

"หมง…..ตอนนี่ถึงแม้เราไม่อยากยอมรับ แต่ตอนนี้มิตรคนเดียวที่เรายังเหลืออยู่

ก็คือ…….นาย…..หมง…..ขอบคุณมากที่เชื่อเรา ขอบคุณนะ"

หมงทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ ถ้าผมไม่โกรธอยู่คงขำออกมาแล้ว หมงพยักหน้า
และจับไหล่ผม

" เชื่อใจเราได้ ต้น"

ผมรู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก ในขณะเดียวกัน หมงก็จับมือผม
และดึงมือผมไปริมถนนทันที

"ในฐานะมิตรที่ดี เราขอแนะนำให้ต้นไปโรงบาลเดี๋ยวนี้ เราจะไปด้วย"

"เราน่ะไม่เป็นไร แต่นายอ่ะ มีเรียนต่อไม่ใช่เหรอ"

"เงียบไปเลยต้น จะให้เราไปเรียน เราก็เรียนไม่รู้เรื่องอยู่ดี
แล้วต้นคือคนสำคัญของเรานะ
เราต้องไปกับต้นก่อนอยู่แล้ว…."

ผมประทับใจในตัวหมงมาก หมงเรียกแท๊กซี่ เรามุ่งหน้าตรงไปที่เกษมราษฏ์ทันที
หมงมองหน้าผมเป็นระยะ อย่างสม่ำเสมอตลอดทาง ปากก็บ่นว่า ใจเย็นนะต้น
ใจเย็นนะต้น
ผมในขณะนี้ที่พกความแค้นไปเต็มที่ มองออกไปข้างนอก และกำหมัดแน่น
น้ำตาคลอด้วยความแค้น
เอเคยเป็นเพื่อนรักที่สุดของผม ตอนนี้ผมเชื่อเลยว่า
รักมาก ก็เกลียดมาก พอถึงเกษมราษฏ์
ผมลงจากรถอย่างเร่งด่วนทันที
หมงวิ่งไปถามห้องที่ปออยู่ และคว้ามือผมไว้

"ใจเย็นนะต้น ถ้าวู่วาม เราจะเป็นคนแพ้ เรา…เราจะจัดการเอเองส่วนต้น"

หมงมีสีหน้าเจ็บปวดอย่างเห็นได้ชัด
ผมเชื่อว่าที่หมงทำไปฝืนความรู้สึกตัวเองพอสมควร

"ต้นไปพูดกับปอนะ พูดกัน…..ดีๆนะต้น….เอ่อ…เรา เป็นพวกต้นนะ ยังไงก็"

หมงเงียบ จ้องหน้าผม
หมงโผเข้ากอดผม มันเป็นกอดที่ไม่เหมือนกอดที่หมงทำกับผมตามระเบียงทางเดิน

มันเป็นกอดที่ผมรับรู้ได้ถึงความจริงใจทั้งหมดที่หมงมีให้ผม
ความรู้สึกของหมงผมไม่อาจเข้าใจได้ทั้งหมด
แต่ผมก็รับรู้ว่าถ้าผมไม่มีหมง ผมคงไม่รู้จะทำยังไงต่อไป
"โชคดีนะครับ" หมงกระซิบแล้วรีบวิ่งนำหน้าผมไป
ผมรีบเดินไปที่ลิฟท์ในใจก็คิดว่า ปอคง งงๆและจะเริ่มอะไรกับปอดี
ปอคงโดนเอเป่าหูมามากมายแล้ว
แล้วผมจะทำยังไง ผมจะทำยังไงให้ปอเชื่อผม
ในที่สุดผมก็มาอยู่หน้าห้องปอ และทบทวนสิ่งที่จะพูด
ผมเปิดประตูเข้าไป

ปอนั่งอยู่บนเตียงในห้องพิเศษของโรงพยาบาล
สายตาจับจ้องมาที่ผมด้วยสายตาแบบที่อ่านยากเฉพาะตัวของปอ

"พึ่งมาได้หรือยังไง"

"เราไม่…ไม่รู้เรื่องเลยนะว่า..ว่า ปอ"

"พอเถอะต้น ปอไม่อยากฟังอะไรทั้งนั้น" ปอหันหน้าไปริมหน้าต่าง

"คือ ไม่มีใครบอกเราเลย ปอ ปอต้องเชื่อเราดิ" ผมหมดหนทางที่จะหาคำพูดดีๆแล้ว

ได้แต่พูดด้วยเหตุผลจริงๆเท่าที่ผมมี

"ทำไมล่ะ ในเมื่อทำไมคนทั้งห้องต้นรู้ว่าปอป่วย แต่ทำไม…ทำไม
แฟนปอแท้ๆถึงไม่รู้เรื่องเลยว่า…"

"เอ…เอสั่งทุกคนไม่ให้บอกเราว่าปอเป็นอะไร"

ปอจ้องผมแล้วก้มหน้า

"ทำไมเอต้องทำอย่างนั้น เอเป็นเพื่อนที่ดีของต้นนะ
ทำไมต้นต้องไปกล่าวหาเค้าอย่างนั้นด้วย"

หมงเข้ามา

"แล้วนั่นใครน่ะ อ๋อ นี่พากันมาจะมาเยาะเย้ยเราน่ะซินะ" ปอน้ำตาคลอ
"ปอไม่อยากฟังอะไรทั้งนั้น" ปอเมินหน้าหนีผม

"นายต้องเชื่อต้น ปอ นายรู้ดีกว่าใครว่าต้นนิสัยเป็นอย่างไร"

ผมหันไป หมงพูดด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น แล้วจ้องหน้าปอแบบกินเลือดกินเนื้อ
"นายไม่เกี่ยว นี่มันเรื่องระหว่างเรา"

"ออกไปจากห้องชั้นได้แล้ว"

ขณะที่หมงกำลังจะอ้าปากพูด เสียงเปิดประตูก็ดังขึ้นอีกครั้ง
คราวนี้คนที่เข้ามาในห้องคือ

……..เอ

เอทำหน้างงมากๆ มองผมที หมงที ปอที อย่างหน้าเสีย ผมมองหน้าเอ แล้วทันใดนั้น

ร่างกายของผมขยับเองโดยอัตโนมัติ ผมเดินอย่างเร็วไปที่เอ
และต่อยเข้าที่หน้าเอพอดี
เอล้มลง ผมลงไปต่อยเอต่อ

"ไอ้เอ ไอ้เหี้ย กูไปทำอะไรให้มึงวะ" ผมต่อยไอ้เออย่างไม่ยั้งมือ
หมงรีบเข้ามาห้ามผม แต่ผมขัดขืนไว้ได้ แล้วเสียงปอก็ดังขึ้น

"หยุดเดี๋ยวนี้นะต้น หยุด!"
ปอเข้ามาขวางระหว่างผมกับเออย่างรวดเร็ว

"ปอไม่เข้าใจ ว่าทำไมต้นต้องทำอย่างนี้ ปอไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น
แต่อย่างน้อยเอก็เป็นเพื่อนที่ดีของต้นนะ
ไม่เห็นต้องทำกันขนาดนี้เลย
ระหว่างที่ต้นไม่มา เอก็ดูแลปอตลอด"

ปอจ้องตาผม ผมหน้าเสียอย่างมาก รู้สึกอยากร้องไห้เป็นที่สุด ทำไมเกิดอะไรขึ้น

ผมโมโหถึงขีดสุด หมงจับผมไว้แน่น

"งั้นแปลว่าถ้าเรามาดูแลปอ ปอก็คงฟังที่เราพูดใช่มั้ย"

"ปอไม่ว่าต้นหรอกที่ไม่มาดูดำดูดีปอเลย
แต่ต้นไม่น่าที่จะกล่าวว่าเพื่อนตัวเองนะ"

"ก็ลองถามมันดูซิ!!!!!" ผมตวาดใส่เอ หมงยิ่งจับผมไว้แน่น ในขณะที่ปอพยุงเออยู่

ปอมองหน้าเอ

"เอบอกทุกคนแหละปอ แต่ต้นไม่เคยสนใจเอง วันๆต้นทำอะไรบ้างหละ นอกจากคุยกับหมง"

"ต้น" ปอหันมาที่ผม

"ถามเค้าซิวันๆ แทบจะไม่คุยกับใครเลย อยู่กับหมงทั้งวัน จริงมั้ยต้น"

เอทำหน้ายิ้มเยาะมาที่ผม

"นั่นมันเป็นเพราะแก เอ แกพยายามที่จะ"

"พอแล้วต้น ปอจะไม่ฟังคำว่าร้ายของต้นอีก พอเถอะ"

"แต่ปอต้องฟังเรา"

"ไม่ต้น…..ปอ….ปอมองคนผิดไปจริงๆ"

ผมยืนนิ่ง ทำไมปอต้องพูดแรงขนาดนี้กับผมด้วย ใจผมหายไปหมด
ผมจ้องปอด้วยสายตาที่เจ็บปวด

"กลับไปเถอะ กลับไปหัวเราะเยาะปอ ที่โง่อยู่ที่นี่เหอะ"
ผมหมดความอดทน

"แล้วทำไมปอไม่เคยฟังเราเลย ทำไมไม่เชื่อแฟนตัวเองบ้าง
เราอธิบายเหตุผลทั้งหมดให้ฟังแล้ว
ปอกลับไม่ฟังเอง จะให้เราพูดอย่างไร
คนงี่เง่าอย่างปอคงไม่เข้าใจเราหรอก"

ผมตวาดเสียงดังด้วยความโมโหที่ปอไม่เชื่อผมเลย
ถึงจุดนี้ปอโมโหถึงขีดสุดเหมือนกัน
"ถ้าปองี่เง่า ต้นก็เป็นจอมหลอกลวงน่ะแหละ" ปอตวาดผมกลับ
และเอามือทุบโต๊ะข้างๆเตียง
ปอก้มหน้าด้วยความเจ็บแผลที่ท้อง

"ปอหมดความเชื่อมั่นแล้ว"

"เราสองคนคงไปกันไม่รอด"

"เราเลิกกันเถอะ"

.

[Home]