Love on my taxi..........(ตอน1-2)

โดย คนขับแท็กซี่

บทที่1 เหตุผล
ผมชื่อ รภิทร์ เพื่อนๆมักเรียกพีท หลายคนไม่เข้าใจว่าทำไมผมถึงต้องเป็นแบบนี้

แต่ไม่มีใครรู้ถึงความเจ็บปวดที่คนเหล่านี้ได้รับ รวมทั้งตัวผมด้วย
เคยบ้างไหมล่ะ เวลาแอบรักใครแล้วบอกเขาไม่ได้ เพราะถ้าบอกใครเขา
เขาคงจะยอมรับไม่ได้แน่นอน

แต่สิ่งที่ทรมานที่สุดคือการต้องตามหารักแท้ที่ไม่มีวันเป็นจริงได้ในโลกที่ไม่ยอมรับ

อดีตที่เจ็บปวดนั้นได้ตอกย้ำผมอยู่ตลอดเวลา การที่ถูกทอดทิ้งโดยผู้เป็นพ่อ

แววตาเกลียดชังที่ได้รับ ทำให้ผมเปลี่ยนไป เกือบ 3 ปีแล้ว
ที่ผมใช้ชีวิตส่วนใหญ่ไปกับการทำงานและตามหารักแท้จากใครสักคนหนึ่ง

แต่มันยากเหลือเกิน เพื่อนคู่นอนคนหนึ่งเคยบอกผมว่า
“ไม่มีรักแท้ในคนแบบเราหรอก คนแบบเราก็ต้องเปลี่ยนคู่นอนอยู่เรื่อย”
แต่ผมก็ยังเฝ้าตามหาอยู่เรื่อยมา
นึกในใจว่าคงต้องมีสักวัน
สักวันที่เป็นของเรา คนแบบเรา

บทที่ 2 ชีวิตแบบเรา

หลังจากที่เรียนจบ ผมก็เดินเตะฝุ่นไปเรื่อย และก็ทำงานในร้านอาหารร้านหนึ่ง
เป็นร้านเล็กๆ มีนักร้องมาร้องตอนประมาณ 3 ทุ่มขึ้นไป ผมก็ฟังทุกวันเพราะดี
หวังว่าสักวันคงได้ทำแบบนั้น แต่ตอนนี้ก็แค่พนักงานเสิร์ฟ ทำเฉพาะตอนกลางคืน
ส่วนกลางวันผมก็ขับแท็กซี่ ผมมักจะขับอยู่แถวๆ รัชโยธิน หลังๆนี้เริ่มโทรมๆ

เนื่องจากพักผ่อนไม่เพียงพอ บางครั้งผมก็โดดงานไปเที่ยวบ้าง
ส่วนใหญ่ก็ อาร์-ซี-เอ ในผับแห่งหนึ่ง ผมมักจะเมาจนเพื่อนต้องหามกลับทุกที
เพื่อนคนนี้เป็นคนดีครับ เขารู้ว่าผมเป็นแต่ก็ยังยอมรับและเป็นเพื่อนผมตลอดมา
แต่ผมไม่เคยคิดอะไรกับเขาเลย แค่เพื่อนจริงๆ เขามีแฟนอยู่แล้วสวยมากๆ
คืนนี้ก็โดดอีกเช่นกัน แต่คืนนี้ไม่ค่อยเมาเท่าไหร่ก็กลับบ้านเอง

แต่เช้าขึ้นมานี่ดันตื่นสาย เลยต้องเร่งรีบกันหน่อย
ผมก็ยังขับรถแท็กซี่ช่วงเช้าเหมือนเดิม หาเหยื่อ หรือเรียกว่าลูกค้าคงจะดีกว่า
ผมขับไปเรื่อยๆ แล้วโชคก็ช่วยผม(ผมมักจะคิดว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นโชคชะตา)

เมื่อผ่านบริษัทแห่งหนึ่ง ผู้ชายคนหนึ่งก็โบกรถ
แต่งตัวเหมือนนักธุรกิจในมือมีกระเป๋าเอกสารสีดำ ดูดีมาก
แต่ผมสงสัยว่าทำไมเขาต้องโบกแท็กซี่ ทำไมไม่นั่งรถมีราคาแพงๆ
เมื่อผมเข้าใกล้ ถึงกับทำอะไรไม่ถูก
นั่นมันชายในสเป็คที่ผมเคยแอบชอบเขาตอนมัธยมนี่ ตายล่ะ

ผมก็หยิบหมวกขึ้นมาใส่ ในใจก็ทั้งดีใจและไม่ดีใจ
กลัวว่าเขาจะเห็นเราในสภาพโทรมๆ
แบบนี้ แต่ดีใจจนน้ำตาแทบไหล
ไม่ได้เจอเขามาเกือบ 7 ปีแล้วนะ เขาดูดีมากเหมือนตอนอยู่มัธยมเลย
ผิวขาว คิ้วสีดำดก ผมหยักโศก หน้าคมหล่อ ผมแทบจะหัวใจสลายอยู่แล้ว
อยากให้เขารู้จังว่าผมเป็นใคร
“ไปโรงหนังไอแมกซ์”
ผมนึกในใจว่าเขาคงนัดแฟนไว้แน่เลย แต่ผมไม่ได้เสียใจหรอกนะ
ผมขับต่อไป ในรถนั้นเงียบกริบ ผมก็รู้ว่าเขาพูดไม่เก่งก็ไม่รู้ว่าจะทำไง
ก็เลยเปิดเพลงฟัง
แต่เหมือนโชคช่วยอีก เพลงที่ดังขึ้นเป็นเพลงที่ผมเคยซื้อซีดีให้เขา
แต่ผมไม่บอกเขาหรอกนะว่าผมเป็นคนให้ ผมบอกว่าเป็นเพื่อนผมซึ่งเป็นผู้หญิง
ผมก็ร้องคลอตาม แล้วก็อดไม่ได้ที่จะพูดบ้าง “เคยฟังเพลงนี้หรือเปล่าครับ”
ผมรอคำตอบเขาอย่างลุ้นๆ “เคยเหมือนกันนะ แต่นานมาแล้วเหมือนกัน” เขาตอบ
“ผมเคยซื้อซีดีเพลงนี้ให้เพื่อนคนหนึ่งนะ”
ผมนึกในใจว่าใกล้เข้ามาแล้ว
แต่เขากลับนิ่งเงียบไป ทำให้ผมรู้สึกแย่มากๆ
ทีเดียว ช่างมันเถอะ
พอถึงโรงหนังผมก็จอดพอเขาจ่ายค่าโดยสารแล้วลงจากรถ ผมบอกเขาว่า

“หวังว่าคงได้เจอกันอีกนะ จิ๊บ” เขามองหน้าผมอย่างสงสัยในตัวผมมากๆ
แต่เขาก็ปิดประตูรถแล้วเดินจากไปด้วยรอยยิ้มบางๆ
ที่แสนจะเปี่ยมล้นด้วยเสน่ห์ที่สะกดใจผมมาตลอด 5 ปีที่อยู่มัธยม
โดยไม่เหลียวแลใครอื่นเลย ดูเหมือนผมจะโดนสะกดอีกครั้งแล้วสิ
ให้ตายผมดีใจมากที่สุดเลย ทั้งๆ ที่ก็รู้ว่าเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะรักผม
ตอนนั้นเขาก็พูดกูๆ มึงๆ กับผม ทั้งยังมีแฟนด้วย ก็แน่ล่ะ ใครเขาจะมาสนใจเรา

นึกๆ ไปก็เศร้าใจ แต่เกิดอะไรกับผมเนี่ย ผมหยิบป้ายหน้ารถขึ้นมา
พลิกกลับไปเป็น ”งดให้บริการ” แล้วผมก็ขับเข้าไปจอดรถ
ในใจหวังแค่ให้ได้เห็นเขาเต็มๆ ผมตามเขาไปข้างใน

เขากำลังยืนรอใครสักคนพลางก็ดูนาฬิกา คงรอแฟนแน่เลย
ผมเพิ่งนึกได้ว่าใกล้วันเกิดเขาแล้วนี่นา 22 เมษายน
ผมเลยกะว่าจะซื้อซีดีเพลงให้เขาอีก ก็เลยเดินไปซื้อที่ร้านขายซีดี

หลังจากนั้นเขาก็หายไปแล้ว ผมตามหาเขาซะทั่ว
และไปเจอกำลังซื้อตั๋วดูหนังอยู่กับผู้หญิงคนหนึ่ง
ดูเป็นผู้หญิงเก่ง สวยอีกด้วย ผมก็ไปถามคนขายตั๋วว่าพวกเขาดูเรื่องอะไร

ผมก็ซื้อตามเขานั่งข้างหลัง และพอหนังฉายไปสักพัก
ผมก็สังเกตเห็นว่าผู้หญิงคนนั้นควงแขนเขาอยู่
เป็นภาพที่บาดลึกลงไปถึงใจอันเปราะบางของผม ซึ่งทำให้เสียวแปร็ดขึ้นทันที
ผมถอนหายใจเบาๆหนึ่งทีและเดินออกมาเลย ผมก็เสียใจอยู่ลึกๆ
แล้วก็กลับไปขับรถต่อ พอตอนเย็นผมก็ไปทำงานที่ร้านอาหาร
ผมเสิร์ฟอาหารไปร้องเพลงไป พอถึงเกือบสามทุ่ม
ผมก็ยังไม่เห็นมีนักร้องมาเลย นึกในใจว่าอีกเดี๋ยวคงมา
และก็เดินออกไปเสิร์ฟลูกค้าอีกคนหนึ่ง
ให้ตายสิ
นั่นเขา จิ๊บ นั่งอยู่กับผู้หญิงคนนั้น ผมรีบยัดถาดเข้ามือเพื่อน
และอ้อนวอนให้เขาไปเสิร์ฟให้ เขาก็งงนิดหน่อยถามว่าทำไมผมก็บอกเขาว่า
เสิร์ฟให้หน่อยเถอะนะ เขาก็เสิร์ฟให้ ผมก็หน้าบานสิ เดินเข้าครัว
ร้องเพลงไปตามประสาคนกำลังดีใจ
ผู้จัดการเดินเข้ามาดูท่าทางแปลก
ผมก็ไม่ได้สนใจอะไรเห็นหน้าเขาเครียดๆ ผมก็ร้องเพลงต่อไป
ไม่รู่จะร้องเพลงอะไร
ก็ร้องเพลง All by myself ความหมายก็ใช้ได้ แต่ผู้จัดการหญิงนี่สิ

เดินมาหยุดตรงหน้าผม แล้วมองหน้าผมแปลกๆ พระเจ้าเธอจะเอาผมไปร้องเพลง
เพราะนักร้องมาไม่ได้
ตายแน่ ผมยืนกรานปฏิเสธไม่ออกไปร้องแน่
แต่เธอขู่ว่าเขาจะตัดเงินเดือนผม
เอาแล้วไงผมอยากร้องไห้มาก
ผมบอกว่าไม่เห็นจำเป็นต้องร้องเลย เธอบอกว่าเพื่อนเก่าของเขาอยากฟัง

เขาชี้ให้ดู นั่นจิ๊บนี่ พระเจาช่วยผมจะทำไงได้ ก็ต้องออกไปร้องสิ
แต่ผมขอใส่หมวก ผู้จัดการเธอก็ดีนะ เอาชุดมาให้ผมใส่พร้อมเสร็จสับ
ผมก็ออกไปยืนเก้ๆ กังๆ
อยู่บนเวทีกับนักดนตรี ผมกัดริมฝีปากล่างด้วยความหวาด
ก็ไม่เคยขึ้นเวทีร้องมาหลายปีมากแล้ว
ตั้งแต่ตอน ม.2 ที่ประกวดร้องเพลงได้ที่หนึ่ง (ขออวดหน่อย)
แล้วจิ๊บเขามองผมไม่กะพริบ

ผมก็ก้มตลอดเลย รอดนตรีขึ้น รอยยิ้มเขาช่างมีเสน่ห์จริงๆ
เอ้าดนตรีขึ้นแล้วผมลืมร้อง
ตายแน่ ผมจับจังหวะ และเริ่มร้องไปตามดนตรี

w.. was young                 I never needed anyone     And making love was just for fun
Those days are gone         Livin' alone                  I think of all the friends I've known 
When I dial the telephone    Nobody's home

All by myself Don't wanna be All by myself Anymore
ผมเริ่มเข้าถึงความหมายของเพลงและเริ่มใส่ลีลาท่าทาง
Hard to be sure             Sometimes I feel so insecure  And loves so distant and obscure 
เขามองผมตลอดเลย ดีใจจัง
Remains the cur 
All by myself         Don't wanna be     All by myself         Anymore 
All by myself         Don't wanna be     All by myself         Anymore 
When I was young  I never needed anyone                    Making love was just for fun
Those days are gone

All by myself         Don't wanna be     All by myself         Anymore 
All by myself         Don't wanna be     All by myself         Anymore … 
พอร้องเสร็จนี่ ปลื้มแทบตาย เสียงปรบมือดังมาจากหลายๆโต๊ะ
ผมก็โค้งคำนับตามธรรมเนียมแล้วก็วิ่งลงจากเวทีเข้าห้องครัวแทบไม่ทัน

ผู้จัดการก็เดินเข้ามาหาทันทีด้วยใบหน้าเบิกบาน
“นี่เธอเคยเรียนร้องเพลงที่ไหนรึเปล่า”
“เปล่าครับ เก่งแต่เกิด” “โอ้โห
ไม่ค่อยคุยเลยนะ” ผมก็เขินๆนิดหน่อย
“ฉันรู้นะ ว่าเธอน่ะเป็น… แบบนั้น”
“แบบไหนเหรอครับ”
“เธอก็รู้อยู่แก่ใจ ฉันสังเกตมานานแล้ว และฉันก็รู้ว่าทำไมเธอถึงไม่เอาจานไปเสิร์ฟที่โต๊ะนั้น
แล้วก็รู้ว่าทำไมเธอต้องใส่หมวกร้องเพลง เธอแอบชอบผู้ชายคนนั้น ใช่ไหมล่ะ”
เหอ ผมอึ้งไปนานทีเดียว พูดไม่ออกเลย มือไม้สั่นไปหมด
“อืม.. ฉันไม่ได้แอนตี้คนแบบเธอหรอกนะ ทุกคนเลือกเกิดไม่ได้ ฉันเข้าใจ
แต่ฉันแค่อยากจะบอกเธอว่าเขาน่ะมีคู่มั่นแล้วนะ”
“คือ ผมก็ไม่ได้คิดจะให้เขามาชอบผมหรอกครับ”
“อืม งั้นเหรอ และฉันก็แค่จะบอกว่า คู่มั่นเขาเป็นคู่มั่นที่พ่อแม่เขามั่นให้น่ะ ไม่แน่เธออาจยังพอมีหวังนะ”

ผมก็ไม่รู้จะพูดอะไรได้แต่หน้าแดง

“เอาเถอะ ฉันจะคิดว่าเธอเป็นผู้ชายแล้วกัน อย่างน้อย เธอก็ยังเคยชอบผู้หญิง ใช่มั้ยล่ะ”
พอเธอพูดจบจิ๊บก็เดินเข้ามา

ผมรีบคว้าหมวกมาใส่ กระซิบบอกผู้จัดการว่าเขามา
ผมแกล้งหยิบหนังสือการ์ตูนขึ้นมาอ่าน
แต่ให้ตายสิ ผมอ่านกลับหัว
จิ๊บเขาเลยหยิบการ์ตูนผมกลับด้านให้และยิ้มให้
ผมกัดปากตัวเองอีกแล้ว
เขามาหาผู้จัดการและเดินออกไปด้วยกัน หัวใจแทบสลายอีกครั้ง

ผมไม่รู้ว่าเขาจำผมได้หรือเปล่า ว่าเป็นคนขับแท็กซี่ และก็เคยเป็นเพื่อนกัน

แต่ผมรู้สึกสายตาของเขาที่มองเหมือนคุ้นเคยกับผม แค่นั้นผมก็ดีใจจะแย่อยู่แล้ว

หลังจากนั้นผมก็เสิร์ฟอาหารตามปกติ แต่มือไม้นี่สั่นไม่หยุด
ยังดีที่ไม่ทำอะไรตกหกไป
ผมสังเกตดูเขาคุยกับผู้จัดการอยู่ตลอดเวลา
ก็อยากเห็นหน้าเขานานๆน่ะ หลังจากเขากลับไป

พอผมทำงานเสร็จก็ไปหาเพื่อนที่เป็นแบบเดียวกัน โดยนัดเจอที่ผับแห่งหนึ่ง

ผมเล่าให้เพื่อนฟังเพราะทนเก็บไว้ไม่ไหว ผมเล่าไปเล่ามาก็นึกเศร้าๆ
ที่เขามีคู่มั่นแล้ว ก็เลยซัดเหล้าเข้าไปซะเยอะเลย
เลยต้องลำบากให้เพื่อนไปเอาไปส่งที่คอนโดอีก
ผมรู้สึกตัวอยู่บนเตียงนุ่มๆ ในห้อง เพื่อนผมมันก็บอก

“กูสงสารมึงจริงๆ เลยว่ะ จะไปตามหารักแท้มันทำไมวะ
ชาตินี้มึงก็ไม่เจอหรอก ยิ่งกับผู้ชายอะนะไม่มีหรอก
ใครเขาจะมาชอบคนอย่างพวกเรา”

ผมก็บอกมัน
“เขาไม่ธรรมดา เขาเป็นคนพิเศษสำหรับฉัน
เขาดีกับทุกๆ คนที่ชอบเขา ก็เขาหน้าตาดีนี่”

“เออๆ เรื่องของมึง กูก็รู้ว่าทำไมมึงถึงเป็นแบบนี้
มึงกำลังอยากหาใครสักคนคอยปกป้อง
เพื่อทดแทนการที่มึงถูกทอดทิ้งในวัยเด็กใช่ไหม
งั้นกูก็ขอให้มึงได้พบเข้าสักวันแล้วกันนะ กูกลับก่อนแล้ว”

ผมก็ยิ้มดีใจที่มันเข้าใจผม
“โชคดีว่ะ” แล้วผมก็หลับไปต่อ
ก่อนนอนภาวนาให้ฝันถึงเขา แต่ตื่นขึ้นทีไรก็จำได้ว่าไม่เคยฝันถึงเขาเลย

วันนี้ก็เช่นกัน ตื่นมาตอนเช้าก็เหมือนๆ ทุกวัน อาบน้ำ กินข้าว และก็ไปทำงาน

นี่แหละคือชีวิต (ของผม)

[1-2] [3-4] [5-6]

Go Back (กลับหน้าแรก)