"เรื่องที่ไม่จบ"

เขียนโดย np

เรื่องที่ผมจะเล่าต่อไปนี้ มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับเพื่อนผมคนหนึ่ง

 

 

"เก่ง" ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงคำวิเศษณ์แต่มันเป็นชื่อของเพื่อนผมคนนี้

ความจริงแล้วเรารู้จักกันมากันตั้งแต่มัธยมต้น
แต่เพิ่งมาเป็นเพื่อนกันก็ตอนมัธยมปลายนี้แหละครับ
เล่าย้อนไปเมื่อตอนม.ต้น
ผมกับเก่งอยู่ห้องเดียวกันแต่ก็ไม่ได้รู้จักอะไรกันมากมาย

ผมจะมีกลุ่มเพื่อนของผมอยู่ เก่งก็จะอยู่อีกกลุ่ม
จำได้ว่าตอนแรกที่ผมเข้ามาสัมผัสชีวิตเด็กนักเรียนมัธยมนั้น

เก่งเป็นเพื่อนในห้องคนสุดท้ายที่ผมคุยด้วย
แต่ไม่ใช่เพราะผมเข้าไปทักหรือว่าเก่งทักผมก่อนนะครับ

แต่เวลาที่มีงานกลุ่มเก่งก็มักจะมากวนเพื่อนในกลุ่มผม
ไอ้ท่าทางที่สุดแสนจะกวนๆบวกกับสีผม
สีผมที่ออกน้ำตาลอ่อนๆของเก่งทำให้
เก่งเป็นเหมือนจุดรวมความสนใจของห้อง

แต่นั้นก็ไม่มีอะไรมากมายผมยังคงรู้สึกว่าเก่งเป็นเพื่อนในห้อง
ผมยังสนใจที่จะเรียนและเล่นกับเพื่อนๆในกลุ่มของผมมากกว่า
จนพวกเราผ่านมาถึงม.3 ช่วงเวลาแห่งการเลือก
เลือกที่จะกำหนดจุดสตาร์ตของชีวิตการเรียนที่เหลือ

ทางโรงเรียนมีการสอบคัดเลือกนักเรียนทั้งในและนอกเพื่อเข้าเรียนต่อ ม.4
ใช่ว่าเราเป็นเด็กเก่าแล้วจะมีสิทธินะครับ
เราต้องดูหนังสือหนัก
บางครั้งก็นัดกันโดด เพื่ออ่านหนังสือ
วันสอบผ่านไปทุกคนเดินออกจากห้องสอบด้วยสีหน้าแบบเดียวกัน
ข้อสอบยากมาก
ทำไม่ได้เลย เฮ้ยแกมั่วไปกี่ข้อ เป็นประโยคยอดฮิตหน้าห้องสอบ

ผลสอบจะประกาศอีก 1 อาทิตย์ให้หลัง ผมกับเพื่อนๆในห้องแทบไม่มีสมาธิเลย

มันยิ่งกว่าตอนอ่านหนังสือเตรียมสอบอีก
ขณะที่พวกเรากำลังนั่งเรียนวิชาอะไรอยู่ผมก็จำไม่ได้
เพื่อนในห้องสามสี่คนขออนุญาตอาจารย์
ผมก็สงสัยว่าจะไปไหนกัน
หนึ่งในสามสี่คนตะโกนบอกว่า เขาเอาผลสอบมาติดที่บอร์ดแล้ว
เล่นเอาผมขนลุกซู่
เลยครับ ไม่กี่วินาทีห้องเรียนก็เหลืออาจารย์คนเดียว

ผมวิ่งเข้าไปหากลุ่มคนที่กำลังมุ่งดูรายชื่อ
ไม่ทันไรเก่งกระโดดกอดผมอย่างเต็มตัวเลยครับ

ผมเสียหลักดีที่น้ำหนักแล้วก็ตัวเราเท่าๆกัน ไม่งั้นคงถูกไอ้หมอนี่ทับตายเลย

เพิ่งรู้ว่าเก่งก็สอบติด
ผมก็ด้วยแต่เราไม่ได้อยู่ห้องเดียวกันนะครับมีการแบ่งห้องออกไป

เพื่อนที่สนิทกันก็ไปอยู่ห้องอื่น
คงเป็นเพราะที่ผมชอบคบอยู่กับเพื่อนกลุ่มเดียวกัน
เลยช่วงแรกๆยังปรับตัวเข้ากับห้องใหม่เพื่อนใหม่ไม่ค่อยได้
เดือนผ่านไป
เพื่อนทุกคนในห้องผมดูเหมือนจะเข้ากันดีแล้วผมก็เริ่มปรับตัวได้ดีแล้ว

เทศกาลงานกีฬาคณะสีก็มาถึง รุ่นน้องม.4
ที่เพิ่งเข้ามาใหม่มีทางเลือกอยู่สองทางคือ
เล่นกีฬากับขึ้นแสตนด์เชียร์
ซึ่งอย่างหลังนี้ รุ่นน้อง ม.4 ทุกคนรวมถึงผมจะหวาดหวั่นสะพรึงกลัวกันมาก

เพราะต้องมาซ้อมตอนเย็น เสาร์อาทิตย์ โอ้ย สารพัดรุ่นพี่จะนัดมา
ผมพอจะเล่นบาสได้บ้างเพราะตอนเด็กๆป๊าจะพาไปเล่น
ผมลงบาส
แน่นอนที่ผมเห็นเก่งก็ลงด้วย ม.4 แล้วเก่งดูโตขึ้นมาหน่อยผิดกับตอนที่อยู่

ม.ต้น แต่ก็ยังกวนเหมือนเดิม
ผมติดตัวจริงในขณะเดียวกันเก่งก็ดูเหมือนจะเป็นเช่นเดียวกับผม
ทางโรงเรียนจะจัดสถานที่ซ้อมกีฬาให้แต่ละคณะสี โดยแบ่งเป็นวันให้
สีผมได้สนามบาสโรงเรียนวันพฤหัส
ส่วนสีของเก่งเป็นวันอังคาร
ส่วนวันอื่นๆพี่ๆโค้ชจะพาไปซ้อมที่อื่นนอกโรงเรียน

ดีหน่อยที่บ้านผมอยู่ใกล้ๆโรงเรียนจึงกลับค่ำมืดได้
เย็นวันพฤหัสวันหนึ่ง การแข่งขันใกล้เข้ามาทุกที พี่จึงต้องซ้อมหนักขึ้น

อากาศเริ่มร้อนอบอ้าวตั้งแต่ตอนเช้า ในที่สุดฝนก็ตกลงมาอย่างหนัก
ผมรีบวิ่งลงจากอาคารฝ่าสายฝนเข้ามาในโรงยิม

ต้องแปลกใจที่วันนี้คนดูเหมือนจะเยอะเป็นพิเศษ ก็ปรากฏว่า
ทีมลีดเดอร์ของสีไหนไม่รู้
มาขอซ้อมในโรงยิมเพราะขืนอยู่ข้างนอกได้
ไปเชียร์กันบนเตียงผู้ป่วยแน่ เป็นธรรมดาครับที่
เมื่อมีผู้หญิงมาดู
เพื่อนผมในทีมย่อมต้องเก๊กกันสุดๆ
พวกลีดเดอร์แทนที่จะตั้งใจซ้อมดันหันมากรี๊ดพวกผม
ผลลัพธ์ก็คือ
เหมือนผมเล่นคนเดียวเลยครับคงเข้าใจนะครับ กว่ารุ่นพี่จะบอกซ้อมพอแล้ว

เล่นเอาเหงื่ออาบเต็มตัว ทั้งที่อากาศเย็นนะเนี่ย ฝนหยุดตกแล้ว
ท้องฟ้าข้างนอกก็มืดแล้ว
ขณะที่ผมกำลังหอบลูกบาสเสื้อนักเรียนกับรองเท้าจะกลับบ้าน
เก่งนั่งคร่อมจักรยานอยู่หน้าโรงยิม
ผมเห็นเก่งแล้วเก่งก็เห็นผม
"นายมาสอดแนมงั๊ยเนี่ย " ผมเดินเข้าไปถามขณะที่
กลุ่มลีดเดอร์กำลังทยอยกันกลับบ้าน
" แฟนนายทั้งนั้นเลยเหรอ " เก่งมองตามกลุ่มลีดเดอร์นั้น
"ไม่เอา อ่ะ แก่กว่าเราตั้งเยอะ แล้วนี้ซ้อมเสร็จแล้วดิ "
ผมพูดกะจะให้เก่งขี่พาไปส่งบ้านหน่อย
" เรา…ไม่ได้แข่งแล้ว มันไล่เราออกแล้ว" ผมนิ่งซักพัก ผมเข้าใจว่า มัน
ของเก่งคงหมายถึงรุ่นพี่ ตอนนี้ผมคิดว่าผมเดินกลับเองก็ได้
เมื่อเห็นตาเก่งเริ่มแดงๆ
"ไปเดี๋ยวไปส่ง" เก่งบอกพลางคว้าเป้หนังสือมา หลบตาคู่นั้น
บ้านผมกับเก่งอยู่ในหมู่บ้านเดียวกันใกล้ๆโรงเรียน

คงเนื่องจากความเหนื่อยและเพลียผมไม่รู้ว่านานเท่าไหร่ที่ผมหลับไป
สะดุ้งตื่นอีกทีก็ถึงบ้านแล้ว
ก่อนที่เก่งจะถีบจากไป
ที่หลังเก่งเป็นรอยเปียกเหงื่อ
นี่ผมนอนซบหลังเก่งมาตลอดทางโดยที่เก่ง…ไม่ว่าอะไร
งานกีฬาสีผ่านไป ทีมผมได้ที่ 3 ส่วนทีมของเก่งที่เก่งถูกไล่ออก ตกรอบแรก

หลังจากกีฬาสีเราก็เรียนกันอย่างหนัก
วันพุธหนึ่งหัวหน้าห้องเอางานที่อาจารย์สั่งให้จัดบอร์ดมา
แล้วให้เสร็จในวันศุกร์ แค่นั้นแหละครับทั้งห้องวุ่นวายกันใหญ่
ผมกับเพื่อนบางคนที่อยู่หอใกล้ๆโรงเรียนอยู่ช่วยกันทำจนเย็น

ท้องฟ้าเริ่มปราศจากแสงอาทิตย์ หลังจากนั้นไม่นานเราก็ละงาน
เตรียมกลับบ้านกัน
ผมออกมาเป็นคนสุดท้าย เดินลงมาจากตึกซักพัก
เก่งปั่นจักรยานเข้ามาหาอย่างเร็ว
มือข้างหนึ่งอุ้มลูกบาสไว้
เหงื่อเปียกโชกเต็มตัว
"นึกว่าจะมาไม่ทันซะแล้ว " เก่งพูดไปหอบไป
ผมยังงงที่อยู่ดีดีทำไมเก่งต้องมารับผมด้วย
"ก็เพิ่งเลิกเมื่อกี้ แล้วนายไปเล่นบาสมาเหรอ" ถึงจะเป็นคำถามที่โง่ๆ
แต่ผมไม่รู้จะพูดอะไรได้ดีกว่านี้แล้ว
เก่งไม่ตอบคว้ากระเป๋ากับอุปกรณ์จัดบอร์ดจากมือผม
"เดี๋ยวเราขี่เอง " ผมอาสาพลางจับไหล่ที่เย็นเฉียบของเก่ง
หน้าของเก่งตอนนี้เปียกไปด้วยเหงื่อ
แก้มเป็นสีแดงชมพูเรื่อๆ
สายตาที่มองผมทำเอาผมไม่กล้าสบตา ทำไมน่ะเหรอครับ
ผมเองก็ไม่รู้..
ผมรู้สึกว่าเก่งไม่หนักเลย อาจจะที่เราตัวเท่าๆกันก็ได้มั้งครับ
แต่ถึงยังไงผมก็รู้สึกประหม่าๆยังไงชอบกล

จนเราเลี้ยวเข้าทางเข้าหมู่บ้านที่มีต้นไม้ปลูกเป็นแนวไปตลอดทาง
แต่พอใกล้ถึงบ้านผม
สงสัยยางทนน้ำเราสองคนไม่ไหว
(เอ..ผมว่าหนักกันแค่คนละ 56-57 กิโลเองนะ)
ผมกับเก่งเลยต้องลงเดิน จนถึงบ้านผม ผมกะว่าจะให้
ป๊าไปส่งเก่งที่บ้านแต่เก่งบอกว่าไม่เป็นไร
แล้วก็เดินไสรถไป
" เก่ง " ผมเรียก เก่งหยุดแล้วหันมองผม ผมเป็นใบ้พักหนึ่ง
ก่อนจะนึกออกว่าจะพูดอะไร
"..พ..พรุ่งนี้เจอกัน"
เก่งยิ้มแล้วก็เดินจากไปในความมืด

หลังจากนั้น เก่งกับผมก็เริ่มสนิทกันขึ้นเรื่อยๆ ไปเรียนพิเศษ เดินกลับบ้าน

ผมจะมีมุขตลกของเก่งคอยทำให้หัวเราะอยู่ตลอดเวลา
นิสัยเก่งคือถ้าใครที่อยู่ใกล้จะรู้สึกว่าสบายใจ

นอกจากนี้ผมได้รู้ว่าเก่งเป็นคนที่อ่อนโยนมากๆ
นี่ถ้าผมไม่ได้สัมผัสเก่งจะไม่มีวันได้รู้เลย

หลายๆสิ่งเหล่านี้ทำให้เก่งเป็นคนน่ารักมากทีเดียว
แล้วการสอบปลายภาคก็กำลังจ่อคอหอยพวกเราอยู่ ทั้งการบ้านรายงาน ถาโถมเข้ามา

แทบจะทำให้ผมจมกองงานตาย ผมกับเก่งจะได้เจอกันบ้างก็
ช่วงเปลี่ยนคาบที่แค่บังเอิญเดินสวนกัน
เราพักทานข้าวไม่ตรงกัน
ถึงตรงกันผมก็ได้แต่นั่งกับเพื่อนๆในห้องเดียวกัน
นานๆครั้งจะนั่งด้วยกัน
บางทีผมเห็นเก่งนั่งอยู่ไกลๆกับเพื่อนๆในห้อง อยากจะลุกไปคุยแต่มาคิดดู

แล้วผมไม่รู้จะคุยเรื่องอะไรดี จนในที่สุดคาบพักกลางวัน
เก่งก็เดินเข้ามาหาผมเอง
ขณะที่ผมกำลังนั่งทำรายงาน ชีวะ อยู่
" ค..คือ เราอยากให้นายช่วยติว เลขกับฟิสิกส์ให้หน่อยอ่ะ " โธ่
ผมนึกว่าเรื่องอะไร
ดูท่าทางเก่งจะอายๆแต่ก็ดูจริงจัง
แค่นี้แหละครับที่ผมรู้สึกว่าเก่งยังเห็นว่ายังมีผมอยู่
" ได้ซิ " ผมตอบโดยพยายามข่มความปลื้มใจเอาไว้
"งั้น เคมีด้วยนะ จะให้ดีก็ ชีวะด้วย แฮะๆ"
ผมให้ได้ทุกเย็นถ้าเก่งว่างก็โทรมาบอกผมเดี๋ยวมาที่บ้านผมดีกว่า
เราจะได้ใช้ช่วงเย็นที่ว่างจากเรียนพิเศษมาดูหนังสือเตรียมสอบปลายภาค

ซึ่งช่วงแรกๆเก่งก็ไม่โทรมาแล้วผมก็ยุ่งๆเกี่ยวกับงานที่อาจารย์ให้
จนเหลืออีกไม่ถึงสองอาทิตย์ก่อนสอบ
เก่งก็โทรมา
ที่สนามหน้าบ้านผมติดกับรั้วไม้หน้าบ้านจะเป็นที่ดูหนังสือกัน
แต่บางที่ก็
เป็นการบ้านของเก่ง ไม่ก็รายงานของผมซะเอง เก่งเองก็ช่วยสอนภาษาอังกฤษกับผม

ซึ่งวิชานี้ผมอ่อนมากๆเลย เก่งชอบภาษาครับ แล้วก็เก่งภาษาอังกฤษด้วย
คงเพราะตอนเด็กๆเก่งเรียนอยู่ที่ต่างประเทศ
ผมจะมองดูเก่งเวลาตั้งใจฟังผมอธิบาย ผมมองจนเหม่อเลยก็ มีครับ
จมูกที่ยื่นออกไปเวลาที่ผมมองจากด้านข้าง
รับกับผิวแก้มที่น่าสัมผัสอย่างบอกไม่ถูก
บางที่ผมต้องเตือนตัวเองว่าเรากำลังสอนเพื่อนอยู่…สอนเพื่อนอยู่

เวลาที่เก่งสอนผม ผมก็แอบมองริมฝีปากที่ออกแดงๆเหมือนทาลิปสติก
แต่คงเพราะเก่งเป็นคนสุขภาพดี
หรืออาจจะเป็นที่เก่งขาวอยู่แล้ว
ไม่ได้ขาวแบบซีดนะครับ ขาวแบบคนสุขภาพดี
แล้วก็ดวงตาคู่ใสๆคู่นั้นแหละครับสะกดผมได้เกือบทุกครั้ง

จนเสาร์อาทิตย์สุดท้ายก่อนสอบ เก่งโทรมานัดผมตามเดิม
ผมเตรียมตัวตั้งแต่เช้า
เตรียมหนังสือ
ตัวอย่างข้อสอบที่ถ่ายเอกสารมาจากเพื่อนในห้อง
จนสายก็แล้ว….เที่ยงวันแล้ว…บ่ายแล้ว
ยังไม่เห็นวี่แววเก่งเลย
ผมอ่านหนังสือรอแต่ก็ไม่มีสมาธิซักเท่าไหร่ ตาก็ได้แต่จ้องที่ประตูรั้วบ้าน
จนค่ำ ผมบอกได้เลยว่าหงุดหงิดมากๆ ข้าวเย็นไม่กินเลย
เห็นอะไรมันขว้างหูขว้างตาไปหมด
ผมไม่โทรไปหาเก่ง
"ก็โทรมาบอกแล้วว่าจะมา ช่างเถอะ ไม่ใช่เรื่องของเรานี่หว่า "
ผมล้มตัวลงนอน พยายามข่มตาให้หลับ ใช่มันไม่ใช่เรื่องของเรา แล้วเราจะสนทำไม

แต่ทั้งความโกรธ
ไม่พอใจ ความเครียดจากงานทั้งหลาย ความร้อนอบอ้าวในคืนนั้น ตีกันให้ยุ่ง

มันเหนื่อยทั้งตัวและก็..ใจ ผมเตือนตัวเองอีกทีว่า
..มันไม่ใช่เรื่องของเรา…แต่ถ้าถ้าเป็นคนอื่นผมจะหลับได้เร็วกว่านี้

แต่เพราะเป็น คนที่ชื่อ เก่ง
ต่างหากที่ทำให้คืนนั้นยาวนานยากที่จะหลับ..แล้วผมก็ถามตัวเองอีกทีว่า…ทำไม
หลังจากนั้นแล้วผมไม่เจอเก่ง ไม่เห็นหน้าไม่ได้ยินเสียงจนวันที่สองของการสอบ

ผมลงไปกินข้าวกลางวัน พลางทบทวนวิชาที่จะสอบภาคบ่าย
เก่งเดินเข้ามาหาด้วยท่าทางปกติทุกอย่างซึ่งมันทำให้ผมเริ่มไม่ปกติ

เก่งถามคำผมตอบคำ เก่งลากเก้าอี้มานั่งใกล้ๆผม ในใจนะผมอยากจะหันไปพูดคุย

แต่อะไรที่เรียกว่าทิฐิมันดึงผมให้หน้าจ้องที่หนังสือ
ถึงผมไม่มองหน้าเก่งแต่ก็พอจะรู้ว่าเก่งรู้ว่าผม..โกรธ
"เฮ้ เป็นไร ทำข้อสอบไม่ได้หรอ" เก่งทำเสียงใส
"เปล่า "
"ต่อไปสอบอะไรหล่ะ เออนี้ โอห์มนายช่วยสอนสูตรนี้หน่อยเด่ะ "
เก่งวางกระดาษทดแผ่นหนึ่งบนหนังสือที่ผมกำลังอ่านอยู่

เท่านั้นแหละครับผมเหมือนหูอื้อเลย
" นายไม่ต้องมาให้เราช่วยหรอก ทีเราจะช่วย นายก็..นายก็
นายจะสนทำไมหล่ะเราอยู่คนละห้อง
ถ้าอยากรู้มาก มึงก็ไปถามอาจารย์เอาเอง"
ประโยคหลังผมรู้ว่าแรงมาก ผมไม่มองหน้าเก่งคว้าเป้ได้ก็ลุกเดินหนีจากเก่งไป

ทำไมอารมณ์ผมถึงแปรปรวนได้ง่ายขนาดนี้ จนวันสอบวันสุดท้าย เสร็จหมดสิ้นแล้ว

จบแล้วสำหรับเทอมแรก ผมเดินฝ่ากลุ่มคนที่
กำลังถกเถียงกันเรื่องข้อสอบเสียงให้ดังจอแจ
ขณะที่ผมกำลังเดินลงบันได
เก่งที่สอบอยู่คนละตึก เดินสวนขึ้นมา ผมไม่ทัก

เดินสวนกันอย่างคนไม่เคยรู้จักกันมาก่อน
"โอห์ม " เก่งเรียกผม ผมหยุดหันหลังมาเงยหน้ามองเก่ง
ระหว่างเรามีบันไดทอดตัวอยู่
" อย่าเพิ่งกลับนะ รอด้วย"
เก่งพูดแค่นั้น แค่นั้นจริงๆ ผมหายใจลึกๆ แล้วเดินลงมาที่โต๊ะม้าหิน
ที่หน้าตึกติดกับสนามบาส
นั่งรอ เสียงเด็กนักเรียนเริ่มทยอยเดินลงมาจากตึก
แล้วก็มีมือหนึ่งมาตบที่หลังผม
ผมหันไป
" เฮ้ย..ไอ้โอห์มไปป่าววะ" ไม่ใช่เก่ง หนึ่งเพื่อนห้องเก่าตอนอยู่ ม.ต้น

มาถามย้ำ เรื่องไปเที่ยวทะเลกันตอนปิดเทอม ซึ่งไปกันเฉพาะเพื่อนๆที่สนิทกัน

ไปกัน สามสี่วัน แต่ไปๆมาๆ เริ่มบานปลาย คนเยอะขึ้นประมาณ 10 คนได้ พ่อแม่

ของหนาม เพื่อนอีกคนหนึ่งเลยจะเป็นคนพาไป แต่กว่าจะหาคนพาไปได้
ไอ้หนึ่งกับเพื่อนอีกหลายคนต้องพยายามกันน่าดู

ส่วนป๊าผมก็อยากพาผมไปตั้งนานแล้ว
(ความจริงไม่ใช่ป๊าหรอกที่อยาก ผมต่างหากหล่ะ )
เลยอนุญาตเต็มที่ ตอนแรกๆแม่ผมก็คัดค้านหน่อยๆ
แต่ก็ไม่มีปัญหาอะไร นี่ถ้าหนึ่งไม่มาถามผมก็เกือบลืมไปแล้วเหมือนกัน
"ไปรวมกันที่บ้านยัยหนามนะเว้ย เออ แล้วเจอกัน"
"บาย" ผมลาหนึ่งก่อนที่จะนั่งรอต่อไป แต่ไม่ทันไรเสียงหนึ่งก็ดังอีกที
"ไอ้เก่ง เจอกันที่บ้านยัยหนามนะเว้ย"
ผมรู้เลยว่าเก่งลงมาจากตึกแล้ว ซักพักเก่งก็ทักผม แล้วนั่งลงข้างผม
นานเท่าไรไม่รู้
ผมกับเก่งนั่งในอยู่ในภวังค์ของความเงียบ เราได้แต่นั่งมองดู
..แป้นบาส…สนามบอลที่มีคนกำลังเล่นอยู่…ต้นสนที่อยู่รอบสนาม
"เออ…" เก่งเหมือนกำลังจะเริ่มบทสนทนา
…เริ่มซิ ..พูดอะไรก็ได้…
" พี !!" เก่งตะโกนซะจนผมตกใจ ที่ไหนได้
เก่งตะโกนเรียกเด็กที่กำลังเล่นบอลอยู่
สงสัยเป็นน้อง เก่งพรวดพราดลุกออกไป
ผมเองก็ไม่รู้จะอยู่ต่อทำไม แต่ก่อนที่เก่งจะวิ่งไปไกลกว่านี้

เก่งหันมาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆ
"แล้วเจอกัน.." แล้วก็วิ่งตรงไปสนามบอล ผมหันหลัง
ในใจมันอึดอัดอย่างไงบอกไม่ถูก
ก้าวเดินกลับบ้าน..คนเดียว

"ป๊า หวัดดีครับ " ผมสวัสดี ป๊าที่มาส่งผมที่บ้าน หนาม
" เที่ยวให้สนุกนะ ถึงแล้วโทรบอกแม่เค้าด้วย" เพื่อนผมมารอกันเต็มแล้ว

ทุกคนดูมีความสุขที่จะได้ไปเที่ยวด้วยกัน เอาหล่ะยิ้มได้แล้ว สนุกได้แล้ว
"เด็กๆขึ้นรถได้แล้ว หนุ่มๆช่วยขนกระเป๋าด้วยจ้ะ อ้าวสาวๆขึ้นรถได้แล้ว"

แม่หนามจัดการสั่งการ เมื่อรถตู้มาถึง สายตาผมยังกวาดตามองหาเก่ง
เก่งนั่งอยู่เบาะข้างหลังผมนี่เอง
สายๆเราก็มาถึงบังกะโลที่พัก
เรานอนแยกกันผู้ชายนอนรวมกันห้องหนึ่ง ซึ่งก็กว้างพอสำหรับหกคน
มีเตียง
เฮ้หวัดดีเตียง พอนอนได้ซัก สี่คน นั่นตู้ หวัดดี สบายดีมั้ย
" เป็นไรวะ ไอ้นี่พูดคนเดียว" เพื่อนผมทัก
" แล้วนี่นอนกันไงหล่ะเนี่ย" ผมเอ่ยถามเพราะเห็นว่าเตียงมันคงนอนไม่พอแน่
"..ก็ นาย ไอ้ต่อ ไอ้หนึ่งแล้วก็..เก่ง นอนข้างบน เดี๋ยวเรากับไอ้นัน
ข้างล่าง"
เดียร์รวบรัดเสร็จสรรพ
" เฮ้ย ไอ้เดียร์ ทำไมกูต้องนอนข้างล่างด้วย เค้าไม่ยอม นะ" นั่นแหละ

นัน
" เออๆ เดี๋ยวคืนนี้กูก็ปล้ำมึงซะหนิ ไม่ต้องเรื่องมาก ไปๆได้แล้ว
พ่อยัยหนามจะพาไปตลาด"
เราไปเที่ยวตลาดกัน ซื้อของที่จะมาทำอาหารค่ำคืนนี้
เห็นบอกว่าพวกผู้หญิงจะแสดงฝีมือ
พวกผมได้ยินแล้วขนลุก
เตรียมจัดคิวเข้าห้องน้ำได้เลย พวกเราเดินผ่านร้านขายเสื้อผ้า

มีเสื้อเพ้นท์ลาย ผ้าถุง หมวก ผ้าอะไรก็ไม้รู้ เพ้นท์ลาย ผืนใหญ่ๆ
ห้อยเต็มไปหมด
แล้วพวกผู้หญิงก็ หายเข้าไปในร้านนั้น ผืนนั้นสวย ผืนนี้งาม
เฮ้อสงสัย จะได้กินข้าวเย็นกันมั้ยเนี่ย
พวกเราเดินแหวกๆกันอยู่ในร้าน
ที่ผ้าหลากสีสันพลิ้วไปตามแรงลม ผมไปสะดุดตาเอาผ้าเพ้นท์ลายเปลือกหอย

แล้วก็สัตว์น้ำ สีฟ้า มันสวยจนผมลูบอยู่พักใหญ่ๆ
จนสีที่เพ้นท์แทบจะหลุดติดมือ
แต่ก็แค่ดูๆ ซักพัก เราก็ออกไปซื้อเสบียงกัน
หน้าที่จับกังตกอยู่ที่ผู้ชายครับ
เก่งเดินรั้งท้ายอยู่กับนันและต่อ
แต่ช่างเถอะจะเดินตรงไหนผมก็ไม่..สนใจอยู่แล้ว

ขบวนเราแวะทานข้าวกลางวันก่อนจะ ลงเล่นน้ำตอนบ่ายๆทีช่วงแดดอ่อนๆ
ผมได้รู้ว่าน้ำทะเลเค็มหลายครั้ง
จนต้องเกาะห่วงยางไว้
พวกผู้หญิงก็ได้แต่เกาะห่วงกันเป็นกลุ่มแต่ก็ไม่วายถูกพวกผู้ชายลากไปโต้คลื่น

วี้ดว๊ายกันใหญ่ เก่งว่ายมาเกาะห่วงยางแล้วลากผมออกไปบ้าง
ผมขึ้นไปนอนบนห่วงยางมีเก่งเกาะอยู่ข้างๆ

ไม่พอครับเก่งเอาโคลนที่พื้นมาโป็ะที่หัวผม แค่นั้นผมเริ่มใจอ่อน
ลืมว่าผมกำลังโกรธเก่งอยู่
ลืมเหมือนกับมันไม่เคยได้เกิดขึ้น
เก่งดูสนุกมากขึ้นถ้าคลื่นเพิ่มขนาดขึ้น

ผมเหลือบมองหน้าเก่งที่กำลังสนุกเหมือนเด็กๆ ผมสีน้ำตาลอ่อนๆเปียกน้ำ

แต่ผมจ้องไม่นานก็ถูกคลื่นซัด ห่วงยางหงาย แล้วก็ผมไม่ต้องกินเกลือไปปีหนึ่ง

ตกค่ำ เราออกมากินของทะเลที่ซื้อมาหน้าบังกะโล นั่งได้ซักพัก
เริ่มมีเสียงกีต้าร์ดังขึ้น
ผมมองดูทั้งหาดดูเหมือนจะมีเราแค่กลุ่มเดียว
นอกจากแสงเทียนกับตะเกียงของเราแล้ว
ที่ปลายหาดมีแสงไฟสว่างระยิบระยับ
ผมเดินหาที่นั่งถอดรองเท้ารอง
ลมพัดเย็นสบายเสียงกีต้าร์สลับกับเสียงร้องเพลงยังคงดังมาเป็นระยะ

" นายว่า ฟ้ากับหนาม ใครสวดมนต์เพราะกว่ากัน.."
เก่งกระโดดไถลลงนั่งข้างผม
ผมหันไปมองหนามกำลังร้องเพลงอยู่ นี่คงเป็น
สวดมนต์ของเก่ง แต่ก็เสียงยัยหนามก็เหมือนสวดมนต์อยู่จริงๆ
ฟังดูขลังดี
" เออ.." เก่งขยับเข้ามาใกล้ผม เราอยู่ห่างจากที่เพื่อนๆอยู่พอสมควร
"
เฮ้ยโอห์ม เรา\'โทษว่ะ ถ้าทำให้นายไม่พอใจอะไร"
" ก็ ไม่เป็นไร ไม่เป็นไรอยู่แล้ว" ผมยิ้มตอบ เราเข้าใจ ผมให้อภัย
กลับมาเป็นเพื่อนกันอีกครั้ง
ในใจผมตอนนี้ค่ำคืนนี้มัน..อธิบายไม่ถูก
ผมได้แต่นั่งอยู่กับเก่ง ตอนนั้นผมจึงได้รู้ว่าทำไม่เก่งถึงโดนไล่ออกจากทีม

แล้วก็วันที่เก่งผิดนัด เพราะว่าต้องไปเยี่ยมตาที่ป่วย เรื่องแค่นี้เอง

ผมหล่ะนึกโมโหตัวเองที่คิดบ้าๆอยู่ได้ตั้งนาน จู่ๆเก่งก็เอนหัวพิงบ่าผม

ความรู้สึกอุ่นๆ เป็นอะไรที่ผมรู้สึกว่าใจมันเต้นไม่เป็นจังหวะ
ผมว่าผมไม่เคยไม่ความรู้สึกอย่างนี้มาก่อนในชีวิต
ใบหน้ารู้สึกร้อนนิดๆ
ดึกมากพอสมควรบางคนทยอยเข้าไปนอน
แต่จนแล้วแม่หนามก็มาเรียกให้เข้านอนกันได้แล้ว
ผมนอนอยู่ขอบเตียง
เก่งนอนอยู่ใกล้ๆ
" เก่ง หลับยังหล่ะ"
"..หลาบแล้ว สนิทด้วย" เสียงเก่งตอบขึ้นมา
แค่นั้นแล้วผมก็เงียบไปเพราะมันดึกแล้ว

ผมแปลกใจที่ทำไมพวกคนอื่นๆทำไมหลับไวจังแล้วก็ดูเหมือนหลับเป็นตายด้วย
" โอห์ม..นายมีแฟนยังง่ะ.." สงสัยจริงว่าหลับสนิทแล้วจริงๆหรือเปล่า
" ยัง..นายหล่ะ รักใครมั้งยัง"
แต่ก็ไม่มีเสียงใดตอบขึ้นมาเงียบไปนานผมคิดว่าเก่งคงหลับไปแล้ว
หลับดีกว่า
".. นายไงหล่ะ.." ผมเบิกตาโพล่ง อึ้งกับคำที่ได้ยิน
ถึงมันจะกินเวลานานกว่าเก่งจะตอบแต่มันเป็นการตอบที่ค่อนข้างจะ…ตรงคำถาม
ผมไม่เคยถามว่าที่เก่งพูดนั้นพูดเล่นรึเปล่า เก่งเองก็ไม่เห็นมีทีท่าอะไร

ขนาดขากลับผมกับเก่งนั่งเบาะเดียวกัน ผมยังไม่อยากเอ่ยถาม
แค่ได้เฝ้ามองเก่งหัวเราะ
ยิ้ม พูดคุย เท่านี้มันก็ทำให้ผมอิ่มเอมแล้วครับ
หลังจากกลับจากเที่ยวทะเล
ผมกับเก่งก็ไม่เจอกันเลย
ผมเคยคิดว่าจะชวนเก่งไปเล่นบาสแต่ก็หลายครั้งที่ต้องยกเลิกความคิด

บ้านผมกับเก่งอยู่ห่างกันพอสมควรแต่ก็พอเดินไปหาได้ แต่
ไปหาแล้วจึงได้รู้ว่าเก่งไปพักอยู่กับพี่สาว
เวลาปิดเทอมทำไมมันสั้นจัง
ในที่สุดวันเปิดเทอมก็อ้าแขนต้อนรับ
ช่วงเปิดเทอมนั้น ผมกับเก่งไม่ค่อยได้เจอกันซักเท่าไหร่
แต่ก็ส่วนมากแล้วเราจะไปเรียนพิเศษ
กลับบ้านด้วยกันอยู่แล้ว
ถึงผมไปเรียนไม่ทัน เก่งก็ยังจองที่นั่งข้างๆให้ผมไว้นั่งข้างกัน

บางครั้งผมเกือบจุกตายเพราะขนมที่แม่เก่งฝากมาให้ป๊ากับแม่ผม
แต่ป๊ากับแม่บอกว่ากลัวอ้วน
เวลาที่ผมอยากจะโทรไปหาเก่ง ราวกับเก่งรู้
โทรมาหาผมก่อนก็หลายครั้ง ถึงตอนนั้นบางทีก็มีเรื่องคุยกันมากมาย

บางทีก็สั้นนิดเดียว แต่ดูเหมือนหลายครั้งที่ เก่งจะบอกอะไรผมแต่ก็เงียบไป

แล้วก็หลายครั้งที่ผมก็เกิดนึกบ้าอยากพูดอะไรซักอย่างที่มันรู้สึกอยู่ข้างใน

แต่มันพูดไม่ออก ทุกครั้งที่จ้องตาใสๆคู่นั้นของเก่งมันทำให้ผมลืมหมดทุกอย่าง

ผมไม่รู้เหมือนกันว่าตอนนั้นผมรู้สึกอย่างไรกับเก่ง
ผมคิดว่าต้องมีซักวันน่าที่ผมพร้อมที่จะพูด
อาจจะเป็นวันพรุ่งนี้ก็ได้
เย็นวันหนึ่ง ผมกลับลงมาจากห้องสมุด มองดูนาฬิกาก็เย็นมากแล้ว
ผมตรงไปกำลังจะกลับบ้าน
อากาศค่อนข้างหนาวยิ่งใกล้วันปีใหม่ ยิ่งหนาวมาก
ผมเดินผ่านห้องทะเบียน…แล้วก็จักรยานคันหนึ่งมาดูคล้ายจะเป็นของเก่ง

นี่จะมารอรับผมเหรอ คงไม่มั้ง แต่ใจผมอยากให้ใช่
เก่งเป็นคนที่มีน้ำใจเสมอไม่เฉพาะแค่ผม
กับเพื่อนกับครูอาจารย์
มันเป็นจุดหนึ่งที่ทำให้เก่งเป็นคนที่น่ารักในสายตาผมเสมอ

แต่วันนี้มันเย็นแล้วด้วย ผมยังมีการบ้านกับหนังสือ รออยู่
ใกล้สอบกลางภาคแล้วด้วยครับ
เป็นกลางภาคสุดโหดที่สุดเลยครับ
แต่พวกผมก็ได้วันปีใหม่และวันชดเชยเป็นรางวัลตอนสอบเสร็จ

เก่งโทรมาชวนผมไปที่บ้านเก่งฉลองปีใหม่กับเพื่อนๆ
ผมเองถึงบ้านอยู่ในหมู่บ้านเดียวกันแต่ก็ไม่เคยไปบ้านเก่งมาก่อน

ผมเดินมาตามที่เก่งบอก ยิ่งเย็นใกล้ค่ำ อากาศหนาวมาก ลมยังดันพัดอีก
ผมเดินมาถึงรั้วไม้ที่พันไปด้วยไม้เลื้อยที่ถูกพันด้วยหลอดไฟสีเหลืองอีกที

มองไปที่หน้าบ้านมาประตูแผงไม้ มีต้นไม้ที่ดูเหมือนมีคน
(พยายาม)ตกแต่งด้วยสายหลอดไฟที่ลากยาวมาจากรั้ว
ผมเดินเอามือลากไปตามรั้ว
มีมือหนึ่งพร้อมกับเสียงหัวเราะแตะที่มือผม มือเก่งนั้นเอง
" สวยมั้ยเรากับไอ้เดียร์ช่วยกันแต่งนะเนี่ย" เก่งพูดด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ
" สวยซิ" ผมว่ามันสวยเพราะเก่งเป็นคนทำ
ผมกับเก่งเดินขนานกันมาโดยมารั้วกั้นถึงหน้าประตู

เพื่อนมากันแล้วเยอะเหมือนกัน บางคนยังถกเถียงกันเรื่องข้อสอบอยู่เลย
เรานั่งล้อมวงกันที่โต๊ะในสนามเล็กๆข้างบ้านเก่ง

เก่งอยู่ในชุดเอี๊ยมแต่งตัวเหมือนเด็ก แต่ก็น่ารักไปอีกแบบ
ผมหนาวสั่นจนเก่งต้องไปเอาเสื้อกันหนาวมาให้
ค่อยยังชั่ว
ผมนี่แย่จริงไม่ได้เอาของขวัญมาแลกกันเลยต้องดูของขวัญเก่งไปอยู่ในมือคนอื่น

ซักพัก ยัยหนามก็ลุกขึ้นมาบอกว่าในทุกคนแสดงอะไรอย่างหนึ่ง เริ่มเลยครับ

บางคนก็ตลก บางคนก็อายๆ พอถึงคิวยัยหนามไม่ต้องเดาเลยครับ
ยัยนี่สวดมนต์อีกตามเคย
ดีที่พอมีเสียงกีต้าร์ ส่วนมากก็จะร้องเพลงกันน่ะครับ
จนดึก พ่อแม่บางคนก็มารับกลับบ้าน
เป็นอันว่าผมก็ต้องกลับแล้วซินะ
ผมช่วยเก่งเก็บของแล้วเตรียมตัวกลับ
" เฮ้ยกลับนะ " ผมบอกเก่ง "เดี๋ยวก่อนๆ ให้เราไปส่งดีกว่า "
ซึ่งผมก็ไม่ขัดเก่งหรอกครับดีซะอีกไม่ต้องเดินให้เมื่อย
พอถึงบ้านผม
ผมเกิดนึกห้ามตัวเองไม่อยู่
" เก่งนายแต่งตัวอย่างนี้ก็หล่อเหมือนกันนี่หว่า "
ถ้าตาผมไม่ฝาดหรือคิดไปเอง
ผมเห็นใบหน้าเก่งแดงๆ
แล้วก็ตาใสๆคู่นั้นฉายแววซุกซน
" ไอ้บ้า เล่นมาชมกันอย่างนี้ก็เขินแย่ ไปหล่ะ "
น้ำเสียงยังตะกุกตะกักอยู่รู้ได้เลยว่าเก่งเขิน
" เก่ง สุขสันต์วันปีใหม่" ผมเพิ่งนึกขึ้นได้
เก่งยกมือโบกเป็นการตอบว่า…เช่นกัน

คืนนั้นผมนอนนึกว่าทำไมเก่งถึงได้อายขนาดนั้น
แต่เก่งก็น่ารักในแบบนั้นอยู่แล้ว
ผมมองเพดานแล้ว คิดว่านี่ผมกำลังชอบเก่งหรอ
ในฐานะอะไรหล่ะ..เพื่อน ก็ว่าไปอย่าง
แล้วถ้าอย่างอื่นหล่ะ
..นี่ผมเป็น..เหรอ..ไม่เด็ดขาด ผมจะไม่…แต่มันอึดอัด
อึดอัดทุกครั้งที่อยู่ใกล้เก่ง
ถ้าปล่อยให้เป็นยังนี้อีกต่อไป
ผมกลัวว่าจะมีสักวันที่ ผมบอกไป แล้ว เก่ง
อาจนึกเกลียดผมก็ได้ ผมทำอะไรได้
นอกจากเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดที่จะได้อยู่ใกล้ๆเก่งเวลาที่เก่งต้องการ

มันฟังดูเอียนใช่มั้ยครับ ผมหลับตาปี๋ กดความคิดในหัวทั้งหมด
จนผมตะโกนออกมาเบาๆ
ว่า ผมต้องเป็นแค่เพื่อนของเก่งที่เป็น..ผู้ชายเต็มตัว
ผมคิดไปเองว่า ไม่ยากที่จะข่มความรู้สึก ผมหลบหน้าเวลาที่จะเจอเก่ง
ผมบอกว่ารอสักพักเดี๋ยวก็จะชินเอง
แล้วผมก็ไม่วายที่จะเจอเก่งจนได้
ที่วิชาพละเป็นวิชาสุดท้ายของวัน
ผมกะจะเล่นบาสต่อรอให้เก่งเดินกลับบ้านไปก่อน

แต่ผมดันเห็นเก่งคุยอยู่กับเพื่อนที่หน้าโรงยิม
ไม่ซิครับดูเหมือนน้องชายมากกว่าน่าจะประมาณ
ม.2-3 เก่งหันขวับมาทางผม
เล่นเอาตกใจ ..คุมสติไว้ เล่นบาสต่อ..อย่า..สนใจ
" กลับบ้านยัง"
"นายกลับไปก่อนเหอะ" ผมทำได้ดี ผมเริ่มรู้สึกว่าเก่งดูเหมือนเพื่อนคนอื่นๆ

พยายามต่ออีกนิดเดียว ผมชู้ตลูกเช็ดห่วงแต่ไม่ลง
แล้วอะไรบางอย่างก็ลอยมาที่ผม
ด้วยสัญชาตญาณเวลาเล่นบาส ผมรับไว้ไม่ให้ร่วง
..มันเป็นห่อกระดาษติดโบว์สีขาวอันเล็กๆ
มีการ์ดเขียนโดยมีรอยลิควิดลบนิดหน่อยไว้ว่า
…สุขสันต์วันเกิด…
เก่งหายไปแล้ว ผมรู้ว่าวันเกิดผมเลยมาแล้วสองวัน ข้างในห่อกระดาษเป็น
ผ้าเพ้นท์ลายสีฟ้า
รูปเปลือกหอยกับสัตว์น้ำ
ผมแน่ใจว่ามันเป็นผืนเดียวกับผืนที่ผมจับตอนไปเที่ยวทะเลแน่นอน

นาทีนั้นมันตื้นตัน มันรู้สึกผิด มันอีกหลายมัน ที่ทำให้ผมจะร้องไห้

ผมไม่เคยร้องตั้งแต่เริ่มชีวิตมัธยม จะสุขสุดๆหรือทุกข์มากๆ
จะเหนื่อยจะเกรดตก
ไม่ว่าจะอะไร ผมไม่เคยที่ต้องเสียน้ำตา
เก่งน่ะ..เห็น..ผม แล้วผมหล่ะ..เห็นเก่งบ้างมั้ย

เรื่องที่ผมไม่เคยขอหลายเรื่องที่เก่งหยิบยื่นให้ถึงแม้มันเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆ
แต่มันก็คอยเติมเต็มความสุขของผมเสมอมา
มันถึงเวลาที่ผมจะบอกให้เก่งได้รับรู้แล้ว จะโกรธ จะเกลียด จะขยะแขยง
บางทีเก่งอาจจะได้ไม่ต้องมาเสียเวลากับผมอีกต่อไป

ผมเริ่มจะพยายามบอกเก่งเท่าที่จะทำได้
จนเวลาที่เหมาะสมที่จะบอกคือตอนเดินกลับบ้าน
เก่งพูดคุยเป็นปกติทุกอย่าง
แล้วผมก็เริ่ม
" เออ..เก่งถ้าเรามีอะไรซักอย่างที่จะบอกใครแล้วไม่กล้าบอกเนี่ย "

ผมพยายามไม่มองหน้าเก่ง
"..เพราะ" เก่งเองก็น้ำเสียงเริ่มดูจริงจังมากขึ้น เรายังคนเดินต่อไป
" เพราะถ้าบอกไปแล้วมันจะทำให้ ต้องมีบางอย่างเปลี่ยนแปลงไปน่ะซิ "
ผมรู้สึกว่าเหตุผลไม่เข้าท่าเลย
เก่งนิ่งเงียบ เหมือนกำลังคิดอะไรอยู่
แล้วเก่งก็หยุดเดิน ผมชะงักหยุดตาม
เก่งมองผม
ผมสีน้ำตาลอ่อนของเก่งต้องแสงแดดทำให้ดูเหมือนเก่งเป็นทูตสวรรค์ในชุดนักเรียน

แต่นำสาส์นร้ายมา
" โอห์มนี่เราจะพูดจริงๆนะ พ่อให้เรากลับไปเรียนที่…. ปีหน้าแล้ว
คงไม่ได้เจอนายอีกนานเลย"
" ด..ดี จัง" ผมพูดได้แค่นั้นเพราะหูมันอื้อไปหมด
"น..นายเก่งภาษาอยู่แล้วนี่
ส..สบายอยู่แล้ว"
ผมไม่รู้ว่าเก่งพูดอะไรอีก มันตื้อไปหมด เก่งยิ้ม แล้วเราก็เดินต่อไป

ผมน่าจะนึกออกเก่งอ้ำอึ้งที่จะพูดอะไรหลายครั้ง…ที่ห้องทะเบียน..
" เออเกือบลืม ถ้านายอยากบอกอะไรก็บอกๆไปเหอะ เดี๋ยว ไม่มีโอกาส
ม่ายยู้ด้วยน้า..า.."
ผมไม่บอก ขอเก็บไว้ดีกว่า ให้เก่งจำภาพเพื่อนอย่างผมเป็นภาพที่ดีดี
อย่าให้เก่งต้องมาเสียใจที่เคยมีความทรงจำที่เลวร้ายก่อนไปเลย
เวลาของเก่งกับผมน้อยลงทุกที เมื่อการสอบปลายภาคใกล้สิ้นสุดลง
ผมตั้งใจว่าสอบเสร็จวันสุดท้ายจะรีบออกไปหาเก่งที่ตึกที่เก่งสอบอยู่

แต่อาจารย์ดันขอแรงให้ยกของไปห้องสมุดหน่อย ระหว่างทางสวนกับเก่งพอดี
หน้าเก่งแดงๆเหมือนถูกแดดเผาที่แก้มและก็จมูก
" มา..มาช่วย เออโอห์มเดี๋ยววันนี้ไปบ้านเรานะ มีอะไรจะให้ดู "
เก่งช่วยผมยกทั้งที่มันยกคนเดียวก็ได้

พอถึงห้องสมุดยังไม่ทันได้ยินอาจารย์ขอบใจจบประโยค
เก่งดึงข้อมือผมวิ่งลงจากตึกผ่านนักเรียนที่เพิ่งลงมาจากตึก
" ไม่ต้องรีบก็ได้ เรา.." เก่งดูเหมือนไม่ได้ยินวิ่งพาผม
เข้าตามถนนในหมู่บ้าน

น่าสงสารที่นกกำลังเกาะอยู่ตามรั้วที่เราวิ่งผ่านแล้วบินหนีกันกระเจิง
จนในที่สุดก็ถึงบ้านเก่ง
(เล่นเอาลิ้นห้อยเลย)
" เราจะให้ดูหนังอะไร น่าไม่ใช่หนังเอ็กซ์ก็แล้วกัน"
ผมเคยมาบ้านเก่งก็จริงแต่ไม่เคยเข้ามาเกือบถึงห้องนอนเก่ง
ผมสวัสดีแม่เก่ง
แม่เก่งกำลังจะออกไปข้างนอกพอดี แม่เก่งเป็นนักธุรกิจครับ

ส่วนพ่อเก่งทำงานอะไรผมก็ไม่เคยถาม เราเข้ามาให้ห้องนอนเก่ง
เก่งโยนเป้หนังสือลงบนเตียง
ห้องเก่งดูรกดีเหมือนกัน
ฝาผนังเต็มไปด้วยโปสเตอร์ทีมฟุตบอล นักบาส แปะนู่นแปะนี่

มีชุดบาสกับกีฬาอื่นๆแขวนอยู่ ผมว่าบางชุดที่มีลายเซ็นอยู่ เก่งคงไม่ได้ซัก

แต้ห้องเก่งปูพรมพื้นเลยไม่ค่อยสกปรกเท่าไหร่
มีระเบียงยื่นออกเห็นสนามข้างบ้าน
ผมคิดว่าที่หน้าต่างเคยมีผ้าม่าน
แต่เก่งคงคิดว่ามันสวยดี เลยดึงออก
" นายน่าจะเก็บกวาดซักหน่อยนะ"
ผมพยายามนั่งบนเตียงที่มีทั้งลูกบาสและอื่นๆอีกมากมาย
เก่งหันมายิ้ม
พลางค้นอะไรซักอย่างที่ทีวี ปลายเตียง ผมนั่งลงกับพื้นข้างเก่งที่ปลายเตียง

ผมจำได้ว่าหนังนี้ผมเคยดูแล้ว Shakespeare In Love เก่งบอกว่าชอบมาก
พี่สาวที่เก่งชอบเรียกว่า
เจ้กวาง ส่งมาให้ เก่งพยายามชี้ให้ดูหลายฉาก
ผมเองไม่ได้รู้สึกรำคาญอะไรเลย

เก่งอยากให้ผมรับรู้ว่าเก่งชอบอะไรและอยากให้ผมชอบด้วย
ดูท่าเก่งจะชอบหนังเรื่องนี้มากทีเดียวไม่ละสายตาเลย

ไม่ครับผมไม่บอกว่าผมดูแล้ว ปล่อยให้เก่งมีความสุขดีกว่า
ซึ่งมันก็ทดแทนได้ที่ผมมานั่งดูหนังที่ดูแล้ว

กว่าหนังจะจบก็เย็น แม่เก่งกลับมาพอดี แม่เก่งชวนผมทานข้าว
เก่งพยายามคะยั้นคะยอให้ผมอยู่เป็นเพื่อนดูบอลคืนนี้เพราะพ่อเก่งไม่อยู่

รู้ใช่มั้ยครับว่าผมทนตาคู่นั้นไม่ไหว ผมโทรบอกป๊าว่าจะค้างบ้านเก่ง
เราทานข้าวเสร็จ
กว่าจะลงสนามกันก็อีกหลายชั่วโมง
ผมกับเก่งมานั่งเล่นกีต้าร์ที่หน้าบ้าน
จับคอร์ดผิดบ้าง ผมร้องผิดบ้าง
หัวเราะกันเองบ้าง ไม่จบซักเพลง แต่ก็รวมๆกันแล้วก็น่าจะได้หนึ่งเพลงพอดีนะ
พอถึงเวลาครึ่งแรก เราจดจ่อกันมาก บางทีเก่งสะใจจนผมตกใจ
ครึ่งแรกผ่านไปเก่งขึ้นไปนอนบนเตียงรอ
บอกให้เรียกด้วยถ้าครึ่งหลังมาแล้ว
นานไม่รู้เท่าไหร่ ผมเผลอหลับไปดูนาฬิกาก็เริ่มวันใหม่แล้ว

ทีวีเปลี่ยนเป็นรายการอื่นแล้ว ผมปิดทีวี
คลานขึ้นไปนอนที่เก่งนอนคนเดียวกินเนื้อที่หลายเอเคอร์

ผมพยายามเบียดตัวแทรกข้างๆ ..แทนที่ผมจะหลับแต่ผมเริ่มรู้สึกตาสว่าง
นอนตะแคงมองใบหน้าที่กำลังหลับของเก่ง
ดูไร้พิษภัย บริสุทธิ์
ผมตกใจที่เก่งพลิกตัวหันมาทางผม ใบหน้าตรงหน้าหลับปุ๋ยเหมือนเด็กไร้เดียงสา

ผมขยับเข้าไปใกล้ …มือเก่งวางอยู่ระหว่างหน้าเราสองคน
มันใกล้จนรู้สึกได้ถึงลมหายใจอุ่นๆที่กระทบหน้าผมเบาๆ
นาทีนั้นเสียงเพลง I
Love You ของ Sarah Mclachlan ดังอยู่ในหัวผม ความเงียบกลืนโลกของผม

ผมเอามือวางบนฝ่ามือของเก่ง ยื่นหน้าไปใกล้จนปากผมสัมผัสลงที่มุมปากของเก่ง

ผมค่อยๆวางหัวตัวเองลงที่เดิมมองใบหน้าของเก่งภาวนาให้คืนนี้ยาวนาน
ผมเคยนอนไม่หลับเพราะเก่ง
คืนนี้ก็เหมือนกัน
แต่ผมดันพ่ายแพ้จนหลับไปในที่สุด…
มีลมเย็นพัดเข้ามาทางระเบียงทำให้ผมตื่น เก่งยังนอนอยู่ตรงหน้า
โดยที่มือที่ผมวางไว้บางฝ่ามือเก่ง
ตอนนี้เก่งกุมไว้เบาๆ
แล้วเสียงเคาะประตูก็ทำลายบรรยกาศที่น่านอน
" เก่งตื่นยังลูก เก่ง ลูก โทรศัพท์"
เก่งสะดุ้งตื่นกระเด้งตัวออกจากเตียงลงไปรับโทรศัพท์
ผมตามลงไป นั่งที่โซฟา
ยังเช้าอยู่แต่แม่เก่งเตรียมพร้อมจะออกไปทำงานแล้ว
" เมื่อคืนสนุกมั้ยลูก เดี๋ยวแม่จะออกไปทำงานแล้ว
ข้าวเช้าแม่เตรียมไว้แล้ว"
ผมยิ้มตอบเพราะยังง่วงๆอยู่
เก่งกำลังยืนคุยโทรศัพท์ผมสีน้ำตาลอ่อนบนหัวดูยุ่งๆ
ปากสีชมพูขยับพูด
ผมเองเพิ่งสังเกตว่าชุดนอนที่เก่งใส่เป็นเพียงเสื้อยืดตัวเล็กกับกางเกงขาสั้นที่ให้เห็นขาที่เนียน

แปลกที่โตป่านนี้แล้วเก่งไม่ยักกะมีขนหน้าแข็งแต่กลับเนียนขาว โอ๊ย!!
ผมชักฟุ้งซ่านไปกันใหญ่แล้ว
พอเรียกสติกลับมาได้
เก่งบอกว่าพวกเพื่อนผมโทรมานัดเก่ง ไปเลี้ยงไอติม

เพื่อนๆคงรู้หมดแล้วว่าเก่งจะไม่ได้อยู่กับเราปีหน้า
เก่งมาส่งผมที่บ้านพร้อมกับย้ำว่าขอให้มาให้ได้วันนัด
แน่นอนครับ ผมไปพร้อมกันกับเพื่อนที่กำลังเตรียมเซอร์ไพร้ส์เป็น
เสื้อยืดที่เขียนความรู้สึกต่างๆของเพื่อนๆเอาไว้
ดูมันแน่นเอียด
เก่งมีเพื่อนเยอะมากผมไม่รู้จะเขียนตรงไหนเลยเลยกลับเสื้อเขียนด้านใน…ตรงที่หน้าอกด้านซ้าย

ผมเตรียมของไว้ให้แล้วครับเป็นเข็มกลัดที่ผมเอารูปจากหนัง Shakespeare In Love
ที่เก่งชอบมาเป็นลาย

พอถึงเวลานัดเก่งมาถึงเราเดินเที่ยวกันนิดหน่อยก่อนจะมาพักกินข้าวกลางวันที่ร้านไอติม

เก่งสนุก คุย หัวเราะกับเพื่อนทุกคน ผมเองก็รอโอกาสเหมาะๆจะให้เข็มกลัด

แต่เก่งกำลังมีความสุขที่ได้คุยกับเพื่อนๆ ผมก็ได้แต่ปล่อยเวลาให้ล่วงเลย
จนบ่ายเราเดินจะไปส่งเก่งที่บ้าน
แต่..เก่งมาสะดุดทักเอาเด็กผู้หญิงอายุน่าจะมากกว่าพวกเราหนึ่งปี

เก่งเข้าไปทัก สองคนดูสนิทสนมกันมาก
ซักพักเก่งก็หันมาบอกว่าแยกกันตรงนี้เลยก็ได้
ขอบใจสำหรับทุกๆอย่างที่มีมาให้
ตลอดเวลา 4 ปี ที่เป็นเพื่อนกันมา ถึงตรงนี้
ฟ้าเกิดบ่อน้ำตาตื้น
ขอบใจและดีใจที่ได้รู้จักกัน มันมีค่าและก็หายากมาก
พอถึงตรงนี้ เดียร์
หนึ่ง นันกับพวกผู้หญิงที่เหลือ น้ำตาซึมกันเป็นแถว

ส่วนผมกับต่อไม่ร้องเพราะต่อไปเข้าห้องน้ำ
ส่วนผมมันบอกไม่ถูกแต่ไม่ร้องแล้วกันครับ
เก่งบายทุกคน
หันหน้ามาหาผมทำท่าเหมือนจะให้ผมโทรไปหาด้วย
แล้วเดินคุยกับเด็กผู้หญิงคนนั้นลงบันไดเลื่อนหายไป

ผมยังเห็นเก่งหันหน้าคุยไปยิ้มไปจนลับตาผมไป เพื่อนๆแยกย้ายกันไป
ผมยืนนิ่งเข็มกลัดยังอยู่ในกระเป๋ากางเกง
ผมตรงกลับบ้านโทรหาเก่งทันที
พ่อเก่งรับ แต่เก่งยังไม่ถึงบ้าน ผมไม่ทานข้าวเย็นเข้านอนแต่หัวค่ำ

ผมยังไม่อยากรับรู้อะไรทั้งสิ้น แต่ก็ใช่ว่าผมจะหลับลง
แม่ผมคงแปลกใจมาเคาะประตูถามว่าหลับหรือยัง
ผมไม่ตอบ เงียบสนิท
หูมันเริ่มอื้ออีกแล้ว
อย่างที่บอกแม่ผมคงห่วงที่ผมเข้านอนเร็วผิดปกติมาเรียกผมตั้งหลายครั้งแต่ก็ต้องเลิกไป

เพราะผมไม่อยากคุยอะไรทั้งนั้น
ภาพที่เก่งเดินจากผมไปโดยที่ไม่หันมาลาอย่างที่ควรจะเป็น

ต่อให้หลับตาขนาดไหนมันก็ยังอยู่ตรงนั้น…
แล้วเช้าวันรุ่งขึ้นผมตัดสินใจตื่นมาแต่เช้า
วันนี้ผมจะบอกให้เก่งรับรู้ว่าผมรู้สึกอย่างไรกับเก่ง

อย่างที่เก่งบอก….ถ้านายอยากบอกอะไรก็บอกๆไปเหอะ เดี๋ยว ไม่มีโอกาส….
ผมวิ่งออกจากบ้านเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ไปบ้านเก่ง
แต่พอใกล้ๆถึงผมชะลอเดิน
ผมคิดอะไรออกแล้วถ้าเก่งตื่นมาในสภาพที่งัวเงียอาจจะฟังผมไม่รู้เรื่อง

ตู้โทรศัพท์ตรงข้ามบ้านเก่งผมโทรเข้าไป กะจะปลุกเก่งก่อน
เสียงสัญญาณดังนานพอสมควร
แม่เก่งรับ
" โอห์มเหรอ …เก่งเหรอลูก พ่อกับแม่ไปส่งเก่งเค้าเมื่อคืนจ้ะ
บินไปเมื่อคืนเนี๊ย "
ผมใจหายวาบตัวเย็น มือข้างหนึ่งดันผนังตู้ไว้
" เมื่อคืนเห็นเก่ง โทรไปหาตั้งหลายรอบ แต่แม่โอห์มบอกว่าโอห์มหลับแล้ว"
" ค..ครับ ข..ขอบคุณครับ สวัสดีครับ" ผมยืนในตู้นานทีเดียว
ตอนเก่งบอกทีแรก

ผมไม่ได้ตั้งใจฟังว่าเก่งจะไปวันไหน…แยกกันที่ห้างเก่งไม่ได้บอกว่าให้ผมโทรหาแต่เก่งจะโทรหาผมต่างหาก

แล้วที่ผมพลาดที่จะรับทั้งที่แม่ผมเรียกตั้งหลายครั้ง
ทั้งที่เก่งเป็นคนที่เกรงใจ
ถ้าผมหลับก็ไม่กล้าโทรมากวน
แต่นี่เก่งโทรมาหลายครั้งแสดงว่า..เก่งอยากคุยกับผมเป็นคนสุดท้ายก่อนไป

ผมเคยคิดวางแผนไว้ว่าเราจะได้ลากัน อาจจะได้คุยกันนานหรืออาจสั้นๆ
ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกหรืออะไรก็ได้ที่ผมได้เห็นเก่ง

แต่ภาพสุดท้ายคือเก่งลงบันไดเลื่อนไปกับผู้หญิงคนหนึ่งโดยที่ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเก่งเห็นผมหรือเปล่า
ผมเก็บของทุกอย่าง..ผ้าเพ้นท์ลาย...เข็มกลัด…เสื้อกันหนาวที่ลืมคืนเก่ง…แล้วนั่งลงบนเตียง

รอให้เวลาผ่านไป รอให้เวลาลบเลือน ความทรงจำนี้
และรอ..การเปิดเทอมใหม่ที่กำลังจะมาถึง


.

[Home]