"ผมไม่อาจรักใครได้อีกแล้ว !!"

เขียนโดย NavaYoTin


: ผมมีเรื่องหนึ่งที่อยากจะเล่า
แต่คงเป็นไปไม่ได้ที่ผมจะไปเล่าให้ใครต่อใครฟัง
ผมขอระบายลงในสมุดเล่มนี้
สมุดเล่มเดียวที่สามารถ รองรับความรู้สึกทั้งหมดของผมได้

ตั้งแต่เด็กจนโต ผมทำตัวเป็นเด็กดีของพ่อแม่มาตลอด ผมตั้งใจเรียน ตั้งใจทำงาน

ทำให้ทุก ๆ คนที่เขาคาดหวังในตัวผมได้ภาคภูมิใจ
นั่นคือเบื้องหน้าที่ผมทำให้พวกเขา
แต่เบื้องหลังลึก ๆ ของผม
พวกเขาหารู้เลยว่าผมรู้สึกอย่างไร ผมเจ็บปวดร้าวแค่ไหน
กับสิ่งที่ผมเป็นอยู่
ที่ผ่านมาชีวิตของผม เก็บกดและปิดกั้นตนเอง ในเรื่องความรัก
เพราะคำถามที่ว่า
ทำไม ? ผมจึงรู้สึกแบบนี้กับผู้ชายด้วยกันอย่างที่รู้สึกให้กับผู้หญิงได้!!!!

ผมเก็บความรู้สึกนี้ไว้เพื่อรอคำตอบมาโดยตลอด

จนผมอายุได้ 20 ปี ผมได้เข้ามาเรียนในตัวเมือง มาใช้ชีวิตแบบเด็กหอ
วันหนึ่งที่ผมได้รู้จักกับเนต
เพื่อนสอนให้ผมเล่น Pirch98
รู้ไหมครับว่าผมไม่อยากเชื่อเลย ว่าผมจะได้คุยกับคนที่เข้าใจผมจริงๆ

และรับรู้อีกว่าผมมี สังคมของผม คนที่ผมอยากเจอและอยากพบ
ไม่อยากบอกเลยว่าตอนนั้นผมติดเนตงอมแงม
เล่น Pirch98 เกือบทุกวัน
ยิ่งเล่นก็ยิ่งได้รู้จักอะไรหลาย ๆ อย่างมากขึ้น

ตอนนั้นจำได้ว่าห้องที่ผมเล่นคือห้อง #คนหล่อครับ #คนหล่อขอนแก่น
จนผมสามารถสร้างห้องของตนเองขึ้นมาได้คือห้อง
#ชายสารคาม
เล่นเนตอยู่สักพักก็ทำให้ผมได้พบกับคนหลาย ๆ
คนและก็คบกันอยู่สักพักจากนั้นก็เลิกกัน
ผิดหวังแล้วก็เจอคนใหม่เรื่อยๆ
ช่วงนั้นยอมรับว่าผมทำตัวเหลวไหลมาก ยังคิดกับตนเองเลยว่า
ผมทำลงไปได้ยังไง !!
คำตอบไม่ยากเลย ผมเกิดมาเป็นเช่นนี้
หากแต่ทำไปเพราะมันเป็นความจริงของผมและใจผมก็ปรารถนา
เช่นนั้นด้วย
บางครั้งที่ผมควบคุมการกระทำของตนเอง แต่มันก็ไม่เป็นผล
เพราะผมไม่อาจปิดกั้นความจริงได้

จนในที่สุด ผมได้รู้จักกับคน ๆ หนึ่ง "สมชาย"
เขาไม่ใช่ใครที่ไหนหากแต่เป็นเพื่อนที่เราส่ง
e-mail ถึงกันนั่นเอง
หลังจากที่เรารู้จักกันในเนต เวลาผ่านไปไม่นาน เราสองคนก็ได้เป็นเพื่อนกัน

ความผูกพันก็มีมากขึ้นและรู้ว่าแท้จริงแล้ว เราทั้งสองปิดกั้นตนเอง
จากความจริงที่เราเป็นอยู่
วันนั้นผมจำได้ว่า ผมชวนเขากลับบ้าน
และทุกคนที่บ้านผมก็รักเขามาก (โดยเฉพาะยายของผม)
เราขับมอไซด์ ไปด้วยกัน
ขากลับเราก็แวะทานก๋วยเตี๋ยวข้างทาง (นั่งติดกันด้วยครับ)
รู้ไหมครับว่า
ขาของเราทั้งสองอ่ะชิดกันเลยแหละครับ กินก๋วยเตี๋ยวไปก็พูดหยอกล้อกันไป

บางครั้งก็แอบสบตากันด้วยซ้ำ

จากนั้นเมื่อเรามาถึงหอพัก (หอสมชายครับ) เราก็นั่งคุยกันหาเรื่องสนุก ๆ

คุยกันไปเรื่อยๆ สักพัก เขาก็บอกว่า ขอดูลายมือผมหน่อย
(สงสัยเราหาเรื่องที่จะจับมือกันก็ไม่รู้)
ไอ้ผมเองก็ยอมให้เขาจับมือแต่โดยดี
(ตื่นเต้นมากเลยครับ) ผมใจสั่นมาก ทำอะไรไม่ถูก
ตาของผมได้แต่มองหน้าเขา
ในที่สุด ผมก็ตัดสินใจกำมือเขาแน่น ทีแรกผมนึกว่าเขาจะรีบเอามือออกซะอีก

เขากลับกำมือผมแน่นเช่นกัน แล้วเราก็มองตากันทั้งคู่
(รู้ไหมครับว่าความอบอุ่นได้เข้ามาในความรู้สึกของผมอย่างบอกไม่ถูก)
เขาค่อย
ขยับเข้ามาใกล้ๆ ผม หากแต่สายตาขอเราทั้งสองยังจ้องกันอยู่ไม่ขาดหาย

ตาประสานตา ใจหยั่งถึงกัน มือผูกพันกันแน่น ผมตัดสินใจกล้าๆ กลัว ๆ
และเอื้อมมือเข้ากอดเขา
เขาก็เช่นกัน เราทั้งคู่กอดกันแน่น
ผมบอกกับตนเองไม่ถูกเลยว่าผมทำอะไรอยู่
รู้แต่ว่า น้ำตาผมไหลออกมาเมื่อไหร่ไม่รู้ !!

วันนั้นเป็นวันที่ผมมีความสุขมาก
และความเป็นเพื่อนระหว่างเราก็ได้สิ้นสุดในวันนั้น
เราต่างบอกกันและกันว่า
เราคือแฟนนายและนายก็คือแฟนเรา หลังจากนั้นมา เราสองคนก็ติดต่อกันมาโดยตลอด

ไปไหนมาไหนด้วยกัน กินข้าว ดูหนัง ไปเที่ยว ถ่ายสติกเกอร์
รู้ไหมครับว่าช่วงเวลานั้น ผมมีความสุขมาก ที่สุดเลย
และชายก็ได้เข้ามาในหัวใจของผมอย่างแท้จริง "ผมรักนาย"

ความสุขมักจะอยู่กับเราได้ไม่นานนัก เวลาผ่านไปรวดเร็วมาก ผมเรียนจบ ปวส.

ส่วนชายก็จะปิดเทอมฤดูร้อน (เออ..ตอนนั้นชายอยู่ปี 2 ครับ เราก็อายุ 20 ปีทั้งคู่ )
ช่วงปิดเทอมที่จะมาถึง ชายนั้นไม่เท่าไหร่ แต่ผมสิครับ
ต้องเผชิญกับเรื่องต่าง ๆ ที่อาจจะทำให้ชีวิตตนเองเปลี่ยนแปลงได้

ผมจะต้องสอบเข้าเรียนต่อ ที่มหาวิทยาลัยให้ได้
เพื่อที่ผมกับชายจะได้เรียนที่เดียวกัน
เราสองคนวางแผนกันไว้ว่าเปิดเทอม
เราจะมาพักหอด้วยกัน และหากไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้
เราสองคนจะช่วยกันแก้ไข
ผมภูมิใจในตัวชายมากครับ วันสุดท้ายก่อนปิดเทอม

เราสองคนสัญญากันไว้ว่าจะยึดมั่นในความรักที่มีต่อกัน
เราไปเที่ยวร้อยเอ็ดด้วยกันครับ เพื่อที่จะเก็บความรู้สึกดี ๆ
ให้กันก่อนที่จะจากกัน รู้ไหมครับว่า นั่งรถบัสไปด้วยกัน ยังซบไหล่กันเลย
เดินเที่ยวห้างร้อยเอ็ดพลาซ่า ยังแอบจับมือกันอีกต่างหาก
เขายังบอกกับผมว่า ไม่ต้องอายใครหรอก เพราะไม่มีใครรู้จักเรา (ผมยังหัวเราะเลยครับ)

และวันนั้นก็มาถึง วันที่เราต้องจากกัน แม่ของชาย มารับชายที่หอพัก
ผมก็ช่วยชายเก็บข้าวของขึ้นรถ
ตอนนั้นประมาณต้นเดือนเมษายน ปี 44 ครับ
ฝนตกปรอย ๆ บรรยากาศเงียบเหงามาก
มองไปไหนก็เหมือนกับมีแต่ความเศร้าไปหมด
หลังจากที่เก็บของเสร็จ ชายก็ขอแม่ไปส่งผมที่หอพักของผม

เราสองคนขับมอไซด์ฝ่าฝนมาด้วยกัน เปียกทั้งคู่เลยครับ หลังจากมาถึงหอผม
เราสองคนก็ได้แต่จ้องตากัน
คงทำได้เพียงเท่านี้ในเวลานี้ที่เราสามารถทำได้
(จริง ๆ ผมตอนนั้นอยากจะกอดชายให้แน่น
และบอกกับเขาว่าผมรักเขามาก !! )

ฝนที่ตกลงมา และแม่ที่คอยเขาอยู่ ทำให้เราอยู่ด้วยกันไม่นานเหมือนที่อยากจะทำ

ผมมองตามหลังชาย ที่ขี่มอไซด์ฝ่าฝนที่ตกลงมาปรอยๆ
น้ำตาผมไหลออกมาพร้อมกับน้ำฝนที่เปียกไปทั้งตัว
ผมตั้งสติได้
และบอกกับตนเองว่า นับแต่วินาทีนี้ไป จนถึงวันเปิดเทอม ผมจะรอเขา

รอวันที่เราจะกลับมาหากันเหมือนเดิม

ฤดูร้อนแห่งการปิดภาคเรียน ชายยังพักผ่อนอยู่กับครอบครัวที่นครพนม
หากแต่ผมยังขมักเขม้นอ่านหนังสือ
เพื่อที่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้
แต่เราทั้งสองยังติดต่อกันอยู่เสมอ หลังจาก
ที่ผมอ่านหนังสือเสร็จ
ผมก็จะหยิบจดหมายชายมาอ่าน และก็ตอบจดหมายเขา ยิ้มอยู่คนเดียว

อย่างนั้นแหละครับ นับวันนับคืน รอวันที่จะเปิดเทอมของชาย
เออ..เราเขียนจดหมายถึงกันนะครับ
สัปดาห์หนึ่งไม่ต่ำกว่า 4-5 ฉบับ
จนแม่ชายถามชายว่าจดหมายใคร ชายก็บอกว่าของเพื่อน

แบบว่าขอให้เรารู้กันก็พอครับ

วันสอบของผมก็มาถึง ผู้คนต่างมาจากหลายจังหวัด หลายสถาบัน
เพื่อสอบเข้ามหาลัยให้ได้
(พวกผมจบ ปวส.ครับ จึงต้องแข่งขันกันสอบเข้ามหาลัย
หลักสูตรปริญญาตรีต่อเนื่อง 2 ปี)
วันนั้นก็พกความมั่นใจและความพร้อมมาสอบเชียวหละครับ
สมกับที่อ่านหนังสืออย่างขมักเขม้น
ผมทำข้อสอบได้ และผมก็สอบติดครับ
ผมรีบรายงานชาย ชายดีใจมาก แผนที่เราวางไว้
ผ่านไปแล้วหนึ่งอย่าง

เราเกิดมาเป็นชาย อายุ 21 ปี บริบูรณ์ ก็ต้องคัดเลือกทหารแล้วครับ
ใจผมกระวนกระวายมาก
เกรงว่า หากติดทหารผมกับชายคงไม่ได้อยู่ด้วยกัน
อีกอย่างผมเป็นลูกชายคนโต
ที่ได้เรียนหนังสือคนเดียว ก็หวังว่าเรียนจบมา
ก็คงต้องดูแลครอบครัวและญาติพี่น้องด้วย
ก็ภาวนาขอให้ผมมีโอกาสได้เรียนต่อ
และได้ดูแลพ่อแม่ของผมด้วยเถิด ผมจับได้ใบดำครับ
รู้สึกว่าอะไรหลายๆ
อย่างที่หนักใจของผม ได้ยกออกไปแล้ว อีกอย่างแผนที่วางไว้กับชาย

ก็เสร็จไปอีกแล้ว แผนที่สอง รู้ไหมครับว่า ตอนคัดเลือกทหารนั้น
ผมไม่ได้คิดถึงเรื่องอื่นเลย
คิดถึงแต่ชายคนเดียว หากผมติดทหารขึ้นมา
ผมคงเสียใจแย่

คุณเคยได้ยินไหมครับว่า คนเราไม่มีอะไรที่จะสมหวังไปทุกอย่าง
มีสมหวังและก็ต้องมีผิดหวัง
ผ่านแผนที่สองไป แผนสุดท้ายคือ
เมื่อผมสอบเข้ามหาลัยได้ ผมจะต้องหางานทำระหว่างเรียน

ช่วงเวลาที่ผมรอชายเปิดเทอม ผมไม่เคยอยู่เฉยๆ
เที่ยวสอบถามหาสมัครงานตามที่ต่าง
ๆ อยู่ตลอด แต่ก็ไม่มีที่ไหนเขารับผมสักที
เพราะเห็นว่ายังเรียนต่อกลัวทำงานให้เขาไม่เต็มที่
สุดท้ายก็ไปลงเอยที่
เซเว่นอีเลเว่น (ไม่คิดเลยว่าจะได้มาเป็นหนุ่นเซเว่นครับ)

ชายดีใจมากที่ผมมีงานทำ และทุกอย่างที่เราวางแผนไว้
ก็เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

ถึงวันรายงานตัว ที่ผมสอบเข้ามหาลัยได้ เขาเรียกค่าธรรมเนียมตั้ง 4,000 บาท

ค่าเทอมอีก หน่วยกิตละ 400 บาท รวม ๆ แล้ว ก็ตกเกือบหมื่นครับ
ด้วยฐานะของผมยากจนมาก
(ผมเป็นลูกชาวนาครับ)
ไม่มีเงินที่จะรายงานตัวภาคเรียนแรก แม่ก็บอกว่าไม่อยากให้ผมเรียน

เพราะแม่ไม่มีแรงทำงานหาเงินส่งผมอีกแล้ว ผมไม่รู้จะไปเอาเงินมาจากไหน
เพราะตั้งแต่เรียนมาไม่เคยเสียค่าเทอมแพงขนาดนี้มาก่อน
คน ๆ เดียวและคนที่ผมรัก บอกกับผมว่า
"เพื่อ อนาคตแฟนตนเอง เงินแค่นี้ เราให้นายยืมไม่ต้องคืนก็ได้ "
ชายให้ผมยืมเงิน
เงินที่ให้ยืมก็เป็นเงินเก็บจากกองทุนกู้ยืมที่ชายเตรียมไว้ใช้จ่ายตอนเปิดเทอมนั่นแหละครับ

ผมก็กะว่าจะทำงานใช้หนี้เขาและส่งตนเองเรียนไปเรื่อย ๆ
ก็คงนานพอสมควรกว่าจะใช้หนี้ชายครบ
ก็เกรงว่าเปิดเทอม
ชายจะไม่มีเงินไว้ใช้จ่ายอยู่เหมือนกัน

ผมทำงานอยู่ที่เซเว่น ไม่เป็นอย่างที่คิดเลยครับ งานหนักมาก
เวลาทำงานก็ไม่ค่อยแน่นอน ถูกใช้ทำโน่น เช็ดนี่ ทั้งวัน
เวลาจะหยุดพักทานข้าวก็ไม่มี เข้างานก็ตั้งแต่ 7.00 น เลิกงานแต่ละที
กว่าจะเช็คอะไรต่าง ๆ เสร็จก็เกือบ 3 ทุ่ม ครับ
ผมเกรงว่าถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป คงทำให้ผมไม่มีเวลาเรียน เต็มที่แน่ๆ
ผมจึงตัดสินใจลาออก
(ทำงานได้ 3 วันครับ) แล้วผมก็โทรไปบอกชาย
ชายไม่พอใจอย่างมาก และบอกกับผมว่า
"ทำไมไม่อดทน อนาคตเป็นของนาย อยู่ที่นายคนเดียว ไม่มีใครช่วยนายได้ นายเข้าเรียนมหาลัย ค่าใช้จ่ายก็ไม่ใช่น้อย ๆ .." ผมพยายามจะอธิบายให้ชายฟัง แต่ก็ไม่เป็นผล

เพราะที่ชายพูดมามันถูกต้องทุกอย่าง ผมยืมเงินเขา
ยังไม่มีปัญญาจะใช้คืนเขาเลย
ถ้าเปิดเทอมมา จะมาอาศัยเขาอีก
คงจะลำบากด้วยกันทั้งสอง

ช่วงเวลานั้นผมกลุ้มใจมากครับ ทำอะไรไม่ถูก อีกไม่กี่วันก็จะเปิดเทอมแล้ว

ผมกลับไปหอชาย มองดูรอบ ๆ ห้อง ซึ่งที่นี่แต่ก่อนเราเคยอยู่ด้วยกัน
เคยได้รับความอบอุ่นจากกันและกัน
ตอนนี้มีแต่ความเงียบเหงา และอ้างว้าง
ผมมองดูปลาในตู้ที่ชายบอกผมก่อนไปว่าให้มาดูแลและให้อาหารมันทุกวันผมก็มาอยู่เป็นประจำ

และก็ดูอัลบั้มรูปของชายและรูปถ่ายสติ๊กเกอร์ที่เราเคยถ่ายคู่กัน
ยังทำให้ผมมีความหวังว่า เปิดเทอมเราจะได้อยู่ด้วยกันอีก

มาถึงตอนนี้ผมไม่อยากจะเขียนต่อเลย หากมันจะเป็นการตอกย้ำความรู้สึกตนเอง

ผมก็จะพยายาม แม้จะเขียนด้วยน้ำตา เพื่อให้ผมได้เก็บความรู้สึกนี้ไว้
กับผมไปตลอด วันใดที่ผมสบายใจขึ้น ผมจะได้หยิบมันขึ้นมาอ่าน

ปกติทุกวันผมจะต้องไปที่ไปรษณีย์ เพื่อรับจดหมายของชาย ช่วงหลังมานี้
จดหมายที่ส่งมาทุกวันก็เริ่มจะห่างบ้าง
แต่ผมก็คิดเอาเองว่าใกล้เปิดเทอมแล้ว
ชายคงไม่อยากเขียนมา คงจะรอให้เปิดเทอม
เจอกันทีเดียว
และแล้ว......ผมก็ถึงกับเข่าอ่อน ใจสั่นไปหมด จดหมายฉบับนี้มันไม่เหมือนกับทุกๆ ฉบับที่เราเขียนถึงกัน
"สวัสดีครับแฟนของเรา...." มันไม่ใช่เลย "เพื่อน"

"ถึงเพื่อน" คำขึ้นต้นที่เปลี่ยนไป กับวันเวลาที่ใกล้เข้ามา ผมทำไรไม่ถูก

ผมสับสน มันเหมือนกับผมฝันไป ตื่นขึ้นมาแล้วน้ำตาคลอ เพียงปลอบใจตนเองเสมอ

เราฝันไป แต่นี่มันไม่ใช่ น้ำตาผมยังอุ่น ผมยังสัมผัสกับสิ่งต่าง ๆ ได้
ชายเขียนจดหมายมาขอโทษผม
บอกว่าตั้งแต่ปิดเทอมไป เขาได้อยู่กับครอบครัว
มีพ่อแม่และก็น้องที่คอยรักและให้ความหวัง
ตั้งแต่เขารู้จักกับผม
เขาไม่คิดถึงสิ่งเหล่านี้เลยเขาอยากตั้งใจเรียน ที่ผ่านมาเขาหลงผิด

ที่ได้ทำตัวไปอย่างนั้น รู้ไหมครับว่า ผมพูดอะไรไม่ออก
เพราะสิ่งที่เขาพูดมานั้นไม่ผิดอะไรเลย
ดีซะด้วยซ้ำที่เขาคิดได้อย่างนั้น
เราควรจะดีใจกับเขามากกว่าจะไปเสียใจจริงไหมครับ

วันเปิดภาคเรียนก็มาถึง ชายเรียนปี 3 ส่วนผมก็เป็นนิสิตใหม่ของมหาลัย
(ผมกับชายเรียนคนละคณะกันครับ) เราไม่ได้อยู่ด้วยกันอย่างที่วางแผนไว้
เพียงแต่แวะไปหาเขาอยู่บ่อยๆ ชายในวันนี้ไม่เหมือนกับที่ผมเคยรู้จักและรอคอย

บางครั้งที่ไปหาเขาเขายังไม่มีเวลาให้เรา ไม่อยากเจอเราด้วยซ้ำ

ผมเริ่มทำใจในสิ่งที่เกิดขึ้น คิดเพียงว่าทุกอย่างที่ผ่านมา เป็นเพียงฝันร้าย

ที่ผมตื่นขึ้นมาแล้วน้ำตาไหล เหมือนกันที่ผมเคยเป็น
ได้เพียงแต่ปลอบใจตนเองเท่านั้น
จากนั้นมาเราก็ห่างกัน
บางครั้งที่ผมอยากเจอเขา ผมก็ห้ามตนเองไว้
เพื่อที่จะให้เรื่องทุกอย่างมันจบลงด้วยดี

เรื่องของผมยังไม่จบเพียงเท่านี้นะครับ ผมเป็นนิสิตใหม่มหาลัย เปิดเทอมมา

ได้เจอเพื่อน ซึ่งมาจาก ที่ต่าง ๆ มีทั้งเพื่อนสนิทและเพื่อนร่วมห้อง
ทำให้ผมไม่ได้คิดอะไรมาก

เวลาที่ผมเหงาผมก็จะมีเพื่อนคอยปลอบใจและสนุกสนานรื่นเริงด้วยกัน
เปิดเทอมได้ไม่กี่อาทิตย์
พอดีช่วงนั้น มหาลัยเปิดสอบเจ้าหน้าที่ หลายอัตรา
ผมก็ลองไปสอบดู ผมสอบติดครับ
ตำแหน่งพนักงานการเงินและบัญชี ผมดีใจมากครับ
จากนั้นผมก็เรียนและทำงานด้วย
ผ่านไป 2-3 เดือน
ผมเริ่มมีเงินให้แม่ใช้เป็นรายเดือน เก็บไว้ใช้กับตนเองบ้าง

และชีวิตของผมก็ราบรื่นมาอีกครั้ง จนผมได้มารู้จักกับคน ๆ หนึ่ง

"เปี๊ยก" เรารู้จักกันโดยบังเอิญ ก็คบกันอยู่ไม่นานหรอกครับ
ผมกับเปี๊ยกก็ไปด้วยกันบ่อยๆ มารับส่งผม ไปทานข้าวด้วยกัน ผมเริ่มรู้สึกดี ๆ
ให้กับเปี๊ยกก่อนจะคบกันผมก็บอกเปี๊ยกทุกอย่างว่า ผมเคยคบกับชายมาก่อน
และเป็นอย่างไร เปี๊ยกเขาเป็นคนที่มุ่งมั่นครับ มีเหตุผล
เขาก็ให้ข้อคิดหลายๆ อย่างกับผม จนเราเริ่มจะคบกันอย่างลึกซึ้ง

แต่แล้ววันหนึ่ง "สมชาย" ก็มาบอกกับผมว่า ขอโทษด้วยที่ผ่านมาทำไม่ดีกับผม

ในใจลึก ๆ เขายังรักผมอยู่ และไม่อยากให้ผมไปเป็นของใคร เขาขอคืนดีกับผม
และให้ผมตัดสินใจว่าจะเลือกเขาหรือว่าเปี๊ยก จะให้ผมดีใจหรือเสียใจหละครับ

กับคน ๆ หนึ่งที่เรารัก รักจนทุ่มเทหมดทุกอย่าง
อีกคนเป็นคนที่ให้ชีวิตใหม่กับเรา
เพื่อนครับ หากแต่ว่า
"ตัดบัวยังเหลือเยื่อใย ผมไม่อาจตัดใจจากชายได้"
ผมขอเลิกกับเปี๊ยก
เปี๊ยกเขาเสียใจแต่ก็ไม่เท่าไหร่ เพราะเราเพิ่งรู้จักกัน

และเขาก็ขอให้ผมกับชายคบกันไปได้ด้วยดี

ผมกับชายกลับมารักกันอีกครั้ง แก้วที่มันแตก
ถึงแม้จะนำมาประติดประต่อให้เป็นแก้ว
แต่ความสวยงามมันก็คงไม่อาจกลับคืนมาได้
เช่นกันกับความรักที่ผมกับชายสร้างมันขึ้นมาใหม่

ความรักของเราเป็นไปด้วยความระหองระแหง เราสองคนทะเลาะกันบ่อยมาก
ในที่สุด "ละครเรื่องเดิม สุดท้ายมันก็ต้องลงเอยเหมือนเดิม" ผมคงไม่เสียใจเท่าไหร่

เพราะความรักของผมได้ถูกทำลายไปหมดตั้งแต่ครานั้นแล้ว
ไม่มีเหลือที่จะเก็บเอาไว้ให้เสียใจกับใครอีก

ผมในวันนี้ ไม่เหมือนในวันก่อน คนที่มีความเข้มแข็ง ต่อสู้ชีวิต มาตั้งแต่เด็ก

ต้องมาเสียคนกับความรักที่ไม่เข้าท่า น่าขยะแขยง
"ผมไม่อาจที่จะรักใครได้อีกแล้ว" หากแต
่ "ความรักที่มี มันคือการข่มใจ ตนเองเท่านั้น "ผมอ่อนแอมาก จนไม่เป็นอันทำอะไร


ผมตัดสินใจย้ายหอพัก เข้ามาพักที่หอพักนิสิต (หอพักนิสิตชาย) ในมหาลัย
เพื่อหนีความวุ่นวายในเมือง มาตั้งใจทำงาน
(หอพักกับคณะที่ผมทำงานอยู่อยู่ใกล้กันครับ)
ผมเริ่มออกกำลังกายดูแลสุขภาพตนเอง
พยายามลืมเรื่องทุกอย่าง ที่ผ่านมา

แม้เรายังเจอกันในบางครั้ง ผมก็พยายามคิดว่าเราไม่เคยรู้จักกันมาก่อน
หารู้เลยว่าเป็นการทำร้ายจิตใจตนเองมาก
เขาอยากให้ผมคิดกับเขาเป็นเพื่อน
และมอบความรู้สึกดี ๆแบบเพื่อนที่มีให้กัน
คงไม่มีใครหรอกครับ ที่จะทำได้
เพราะเหตุการณ์ที่ผ่านมามันยากนักที่จะทำให้เรากลับไปเป็นอย่างนั้นได้

คงได้แต่ทำใจและข่มใจตนเองเท่านั้น

ทุกวันนี้ ถึงแม้ผมจะดูมีความสุข ในสายตาของคนอื่น แต่ในใจลึก ๆ ของผม
มีแต่ความเหงาอ้างว้าง อยากมีความรักเหมือนกับคนอื่นทั่วๆ ไป
คงไม่ไขว่คว้าหาความรักอีกแล้ว หากแต่รอสักวัน ที่จะพบกับความรักได้
ผมคงใช้เวลาในการเก็บเศษเสี้ยวความรักที่ยังเหลืออยู่
สร้างขึ้นมาใหม่ และให้งดงามเหมือนเดิม

เรื่องของผมยังมีอีกเอยะครับ พูดไปก็คงไม่มีวันจบ
เพราะเราทุกคนต่างก็ต้องเจอกับเรื่องต่างๆในวันข้างหน้า
เจอกับเรื่องดี ๆบ้าง ร้าย ๆ บ้าง นั่นคือประสบการณ์ของชีวิต
ที่สอนให้เรารู้จักอะไรต่างๆ ตราบที่เรายังมีลมหายใจอยู่

วันนี้ ผมนอนไม่หลับครับ ผมนั่งเขียนเรื่องของผมตั้งแต่ 5 ทุ่ม
นี่ก็เกือบจะตี 3 แล้ว วันนี้ ผมคงได้ระบายความรู้สึกมากแล้ว สบายใจขึ้นแล้วครับ
ก็อยากฝากเพื่อน ๆ ไว้ด้วยว่า "ความรัก" มันไม่ใช่สิ่งที่จะมาทำลายชีวิตหรืออนาคตเรา
หากแต่เป็นเพียงเหตุการณ์หนึ่งในชีวิตเท่านั้น นี่ก็ปีใหม่แล้ว ปี 2545
คิดจะทำอะไรใหม่ ๆ ให้กับตนเองหรือยังครับ หากยังไม่คิด คิดซะ
ก่อนที่จะสายเกินไปนะครับ

จาก NavaYoTin

.

[Home]