เรื่องราวความรักของผม (ปรับปรุง)

เขียนโดย อังปังคุง

เรื่องราวที่เกิดขึ้นนี้ผมเคยเขียนลงในนิตยสารฉบับหนึ่งเมื่อปีที่แล้ว
แต่อาจมีการเติมแต่เพื่อความไพเราะบ้าง
และฉบับนี้เป็นฉบับปรับปรุง (รวบรวม)
และมีบางส่วนที่ไม่โดนตัดไปหวังว่าคงไม่ผิดกติกานะครับ
หลายคนคงยอมรับและคิดว่าในช่วงชีวิตของคนเรา
คงมีความหวังว่าในวันหนึ่งข้างหน้าเราอาจจะเจอรักแท้

หรือไม่ก็เจอใครสักคนที่รักเราจริง แต่ผมกว่าที่เราจะเจอมันนั้น
ผมเชื่อแน่เลยว่าหลายๆ
คนคงอาจบอบช้ำเพราะความรักมามากต่อมากก็ได้
บทเรียนที่ผ่านมาจะเป็นบทเรียนที่มีค่า

รูปแบบของความรักที่ผ่านเข้ามาไม่เคยมีครั้งไหนที่เหมือนกันเลยสักครั้ง
และสำหรับชีวิตของผม

ความรักที่ผ่านเข้ามาก็เหมือนการที่ผมได้เปลี่ยนบทบาทการแสดง
บทบาทที่ผมจะต้องบังคับและควบคุมมันเพื่อให้ช่วงเวลาที่มันเข้ามาเป็นช่วงเวลาที่ทำให้หัวใจได้รับความอบอุ่น

ความรักก็เหมือนสายลม
หรือหยดน้ำที่มาคอยหล่อเลี้ยงให้หัวใจคนอย่างผมได้ชุ่มฉ่ำและสดชื่น

และผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่บอบช้ำมามากกับความรักในหลายๆ ครั้งที่ผ่านเข้ามา
ความรักของผมเริ่มต้นเมื่อตอนประมาณเกือบ 8 ปีที่ผ่านมา ผมเป็นคนต่างจังหวัด

และตอนนั้นเป็นครั้งแรกที่เข้ามาเรียนที่กรุงเทพฯ ผมเข้ามาเรียนในระดับ ปวส.

วิทยาลัยแห่งหนึ่งที่มีชื่อเสียงพอสมควรตามสายงานที่ผมเรียน
ก้าวแรกที่เข้ามาเรียนที่นี่ตอนนั้นทำให้ผมได้รู้จักกับเพื่อนหลายๆ
คน
รวมไปถึงคนที่ทำให้ผมได้รู้จักกับความรักครั้งแรก ที่หลายๆ
คนบอกว่ามันจะเป็นความรักที่ทำให้เราฝังใจกับมันมากที่สุด

และก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ
พอผมได้รู้จักกับมันช่วงเวลานั้นผมรู้สึกอบอุ่นและมีความสุขมากๆ
มันเริ่มต้นจากการก้าวเข้ามาเรียนที่วิทยาลัยแห่งนี้ แน่นอนก็เมื่อผมเป็นปี
1
ก็ต้องมีการรับน้อง การรับน้องใหม่ของที่นี่
วิทยาลัยแห่งนี้เรียกว่าโหดมหาโหดเลยทีเดียว
เรียกว่าระบบการ "ว๊าก"
ของมหาวิทยาลัยยังไม่ได้ขี้เล็บของที่นี่ แต่มันก็ทำให้พวกเราปี
1
ได้รู้จักกันเร็วขึ้น ได้เรียนรู้นิสัยใจคอกันและกัน
ได้พบกับมิตรภาพของเพื่อนรักที่พร้อมจะช่วยเหลือกันและกันโดยไม่มีข้อแม้อะไรเลย

รูปแบบการรับน้องของที่นี่ เริ่มจากการร้องเพลงเชียร์ ร้องเพลงประจำคณะ
มีบทลงโทษแปลกๆ
และโหดๆ ทำให้พวกผมได้เหนื่อยเกือบทุกวัน
กว่าจะถึงการรับน้องที่ต่างจังหวัดก็เล่นเอาพวกผมงอมไปก่อนหน้าแล้ว

พอถึงวันรับน้องใหญ่พวกเราเกือบทุกคนที่เป็น ปี 1
รวมไปถึงรุ่นพี่ด้วยก็รู้จักกันเกือบหมดเรียกว่าเร็วมากเวลาไม่ถึง
2 เดือน
คนเกือบ 300 คนรู้จักจำหน้าและชื่อได้หมด
ช่วงเวลาการับน้องที่ต่างจังหวัด ก็มีเกมส์แปลกให้พวกเราได้ ทดสอบความอดทด

อดกลั้น กันชนิดที่เรียกว่า ความอายไม่มีให้เห็นในหมู่พวกเรา
ตั้งแต่การแก้ผ้ากลางชายหาด
การช่วยตัวเองหมู่
ร่วมรักกับน้องแตงโมสาวน้อยชีวจิต และเกมส์แปลกๆ พิสดารอีกมากมาย

เรียกว่าเล่นเอาพวกเราทุกคนคลุกดินคลุกทรายกันสนุกไปเลย
การเข้ามาเรียนที่นี่ทำให้ผมพบกับเพื่อนซี้
2
คนที่ผมรู้สึกถูกชะตากับมันมาไม่ใช่เพราะความหล่อเหลาของพวกมันแต่เป็นเพราะนิสัยที่พวกเราเข้ากันได้มากกว่า

คนแรกชื่อสาม สามเป็นคนหน้าตาดีมากๆ เหมือนดารา หุ่นดี สูงขาว
มันจึงถูกเลือกให้เป็นเดือนของคณะจากการโหวดของเพื่อนๆ
ส่วนอีกคนชื่อแซน
เป็นคนใต้ที่ไม่ดำเหมือนคนใต้ทั่วไปจะออกเหลืองๆ มากกว่า
ตาโต จมูกโด่ง
คิวเข้ม หล่อพอตัวแต่สู้ไอ้สามไม่ได้ แต่หุ่นมันเรียกว่าทรมานใจมากๆ
ครับ
กล้ามเนื้อแน่นเป็นมัด แผ่นอกที่แข็งแกร่ง กล้ามท้องเป็นรอนสวย
ทำให้มันดูน่าเกรงขามในสายตาคนทั่วไป
ส่วนผมชื่อคิม เป็นคนมีเชื้อจีน ผิวขาว
ตัวไม่สูงนัก คิวเข้ม ไม่เป็นตี๋เต้าหู้เหมือนอาตี๋ทั่วๆ
ไป
และด้วยความที่หน้าผมและท่าทางของผมดูอ่อนแอ
แลดูไม่เหมือนกับเด็กที่เรียนช่างกลทั่วไป

จึงถูกเพื่อนและรุ่นพี่คอยแกล้งอยู่เป็นประจำ
ก็จะมีพวกมันสองคนคือไอ้สามกับไอ้แซนนี่แหละที่จะคอยกันๆ

และห้ามหรือคอยช่วยเหลืออยู่เป็นประจำ ผมให้ผมเหมือนมีบอร์ดี้การ์ดส่วนตัว
ชีวิตการเรียนที่วิทยาลัยแห่งนี้เข้มมาก
เรียกว่าเทอมแรกเกรดของผมไม่ค่อยดีเท่าไหร่
สามจะคอยติวให้ผมอยู่เป็นประจำ
สามจะไปนอนกับผมที่คอนโดอยู่เป็นประจำและบางครั้งไอ้แซนจะไปค้างกับผมและไอ้สามบ้างแต่ไม่บ่อยนัก

ไอ้สามกับผมก็เหมือนเป็นคู่ปาท่องโก๋ เพราะเราสองคนจะเรียนด้วยกัน นั่งด้วยกัน

ทำรายงาน กินข้าวด้วยกันเป็นประจำ ส่วนไอ้แซนจะชอบไปกับเพื่อนกลุ่มอื่นๆ

เสมอจึงไม่ค่อยได้มาสุงสิงกับผมเท่าไหร่
แต่ยังคงทำรายงานกลุ่มเดียวกันเหมือนเดิม
ที่จริงผมก็ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน
เพราะตอนแรกๆ เราก็จะไปกันสามคนตลอด แต่พอเริ่มเทอมที่
2
นี่แหละที่มันเริ่มห่างๆ ออกไปเหมือนมีอะไรแต่ผมก็ไม่ได้คิดอะไรมาก
ผมกับสามจะโดนเพื่อนๆ
ล้ออยู่บ่อยๆ ว่าเป็นแฟนกันหรือมีอะไรกัน
เพราะชอบไหนมาไหนด้วยกันตลอด
แต่ผมก็ไม่แสดงท่าทีอะไรเพื่อให้พวกมันเลิกล้อกันไปเอง

ทั้งที่ในใจอยากให้เป็นอย่างที่พวกมันพูด
แต่ความจริงมันคงเป็นไปไม่ได้เพราะเราสองเป็นผู้ชายเหมือนกัน
และในที่สุดผมก็รู้ความจริงว่า สามนั้นแอบชอมผมอยู่
ชเนเดียวกับที่ผมแอบชอบมัน แต่ต้องคอยเก็บกดความรู้สึกนั้นเอาไว้ให้ลึกอยู่ในก้นบึ้งของหัวใจ ที่ไม่สามารถแสดงออกมาให้ใครๆและตัวมันเองได้รู้

วันนั้นเป็นวันเกิดของสามเราสามคนมีผม สามและแซน
พวกเราตกลงกันจะไปหาอะไรกินกันและจะไปนอนที่ห้องผม

เราสรุปกันที่ร้านจิ้มจุ่มข้างทางปากทางเข้าคอนโดผม
ที่พวกเราไปกินเป็นประจำเพราะราคาไม่แพงและอร่อย

คืนนั้นสามกับแวนกินเหล้าไปเกือบหมดกลมโดยมีผมคอยนั่งบริการเพราะไม่ค่อยชอบกินเท่าไหร่

เรียกว่าตอนกลับมันสองคนเกือบคลานขึ้นห้องเลยที่เดียว พอถึงที่ห้องผม
ไอ้แซนก็เล่นไม่ยอมอาบน้ำ
ผมเลยให้มันอนที่โซฟาหน้าห้องเพราะไม่ชอบ
เผลอแผลบเดียวมันก็หลับเป็นตาย

ผมกับสามเลยอาบน้ำพร้อมกันเพราะจะได้ไม่เสียเวลาเพื่อจะได้นอนเร็วๆ
ซึ่งก็ไม่มีอะไรต้องอายกันอยู่แล้วเพราะเห็นของกันและกันจนเป็นเรื่องปกติแล้ว

หลังจากอาบน้ำเสร็จระหว่างผมกำลังเป่าผมเพื่อให้แห้งจะได้นอน
สามนอนรอผมอยู่บนเตียงก็เอ่ยปากถามผมว่า
"คิม…วันนี้วันเกิดเรา..เราขออะไรนายอย่างหนึ่งได้หรือเปล่า"
"อะไรล่ะ…"


ผมงงเล็กน้อยกับคำถามที่มันถามผม และหันไปมองหน้ามันพร้อมกับยิ้มรอคำตอบจากมัน
"ไม่มีอะไรหรอก..เราจะมอกอะไรนายอย่างหนึ่ง..นายต้องสัญญาว่าจะไม่บอกใครนะแม้แต่กับไอ้แซน"
"อืมม..อะไรล่ะ ต้องเป็นความลับขนานนั้นเลยหรอ"
"อืมม…สัญญานะ"
"ก็ได้..วันนี้จะได้รู้มั้ยเนี่ย.."
"นายเป่าผมเสร็จหรือยังหล่ะ"
"อืมม.เสร็จแล้ว"
ผมพูดเสร็จก็ลุกเดินมานอนบนเตียงข้างๆ มันพร้อมกับรอฟังเรื่องที่มันจะบอกกับผม

สามมีอาการประม่าเล็กน้อย
สบตามาที่ผมเหมือนกับพยามสร้างบรรยากาศทำให้ผมพร้อมที่จะคล้อยตามสิ่งที่มันกำลังจะบอกกับผมต่อจากนี้

สามเอามือมาจับที่แขนทั้งสองข้างของผมพร้อมกับบอกให้ผมตั้งใจฟังให้ดี
ผมยิ้มและขำท่าทางที่สามแสดงออกมาต่อหน้า

มันทำเหมือนกับว่าที่ที่มะนจะพูดกับผมต่อไปนี้เป็นเรื่องสำคัญที่สุดในชีวิต
"คิม…เราเป็นเกย์…"
"อะไรนะ…นายว่าอะไรนะ…"
"นายได้ยินถูกแล้วคิม…เราชอบผู้ชายด้วยกัน"
ผมอึ้งและงง กับสิ่งที่มันบอกกับผม
ผมมองหน้ามันพร้อมกับส่งสายตามที่พยายามจะเข้าไปภายในความคินของมันตอนนี้ว่า

ที่สิ่งที่มันบอกกับผมเมื่อครู่นั้นมันบอกออกมาเพราะความเมาจากฤทธิ์ของเหล้าที่มันกิน

หรือเป็นสิ่งที่มันเป็นกดเอาไว้และอยากที่จะบอกผมมานานแล้ว
แต่ก็ต้องอึ้งกับสิ่งที่มันบอกต่อจากนั้น
"คิม…เราชอบนาย"
"สาม..นายพูดอะไรออกมา นายแน่ใจหรอ"
"เราชอบนาย…นายได้ยินถูกแล้วคิม"
"สาม.."
ผมพูดได้แค่นั้นเพราะอึ้ง สับสน ดีใจ จนบอกไม่ถูกกับสิ่งที่ผมเพิ่งจะได้ยิน

ทำไมผมถึงโชคดีขนาดนี้ คนที่ผมแอบชอบอยู่นั้นก็ชอบผมอยู่เหมือนกัน
และคนคนนั้นกำลังสารภาพกับผมอยู่ตรงหน้า

สามคลายมือจากแขนทั้งสองข้างของผม จากนั้นก็สวมกอดผมโดยการกดผมลงบนเตียง พร้อมกับจูบผมอย่างแผ่วเบาที่ริมฝีปากของผม

จากนั้นก็เอ่ยปากถามผมต่อว่า
"คิม..นายชอบเราหรือเปล่า"
"คือว่า…."
ผมยิ้มและนอนนิ่ง เพราะดีใจจนพูดอะไรไม่ออก สามขยับตัวลุกขึ้นข้างผม
จากนั้นสามก้มหน้าลงจูบริมฝีปากของผมอีกครั้ง

คราวนี้ผมจูบสามตอบแทนคำตอบที่ผมให้ แขนทั้งสองข้างของผมโอบกอดแผ่นหลังของสาม

เราสองคนเหมือนตกอยู่ในห่วงแห่งความฝัน ลิ้นของผมและของสามต่างผลัดกันลิ้มรส

สัมผัสไปตามร่างกายของกันและกัน
มือทั้งสองของของเราต่างกอดก่ายและผลัดเปลี่ยนกัน
ลูบไล้ไปตามส่วนต่างๆ
ของร่างกายของกันและกันอย่าแผ่วเบาและนุ่มนวล
เสื้อผ้าของเราสองคนถูกถอดออกไปกองอยู่ที่ข้างๆ
เตียง
ร่างกายของเราสองคนกอดก่ายกันไปมาจนเหมือนจพยามแทรกเข้าไปในร่างกายของอีกคนให้ได้

ริมฝีปากของเราสองคนไม่ยอมละ
ออกจากริมฝีปากของกันและกันยังคงดูดดื่มอารมณ์และความรักที่ต่างฝ่ายต่างพยามหยิบยื่นให้กันจน

ความสุขที่ได้รับนั้นแผ่ซ่านไม่ตามทุกอณูของร่างกาย
ลำแขนและหัวไหลที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อของสาม
แผ่นอกกว้างได้รูปและแข็งแกร็ง
หน้าท้องที่แบบราบ ไรขนที่อ่อนนุ่นที่ทอดยาวจากบริเวณใต้สะดือ

และปกคลุมหนาขึ้นตรงส่วนนั้น ความเป็นชายของสามชูชันอวดรูปร่างที่สวยงามของมัน

ส่วนนั้นของสามตั้งชูชันตั้งฉากกับร่างกาย
มันเป็นภาพที่ผมไม่อาจยับยั้งใจต่อไปอีกได้

ผมเปลี่ยนอริยาบทจากนอนนิ่งเป็นฝ่ายเริ่ม รุกเร้าแทนบ้าง
ผมเริ่มจูบไปตามร่างกายของสาม
เริ่มจากใบหน้าที่หล่อเหลาของสาม
และเลื่อนต่ำลงเรื่องมาถึงบริเวณซอกคอ แผ่นอกที่แน่นและเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ

ผมหยุดอยู่ตรงที่หัวนมทั้งสองข้างของสาม ผมค่อยๆ ใช้ริมฝีปากขบมันเบาๆ
และนุ่มนวล

สามครางออกมาเบาพร้อมกับใช้ท่อนแขนกอดมาที่ตัวผมและให้มือที่ว่างอีกข้างหนึ่งจับเส้นผมของผมขยี้เบา

คงเพราะต้องการเพื่อผ่อนคลายความเสียวซ่านที่ได้รับ
ผมค่อยใช้ลิ้นเลียต่ำลงเรื่อยและมาหยุดตรงส่วนที่แสดงถึงความเป็นชายของสาม

จากนั้นผมใช้มือจับมันกำและค่อยใช้ปากของผมคลอบมันเข้าไป ส่วนหัวของมันค่อยๆ

หายเข้าไปในปากของผมสามสะดุ้งเล็กน้อยในตอนแรก จากนั้นก็ค่อยๆ ผ่อนคลายลง

สามเด้งสะโพกไปมาพร้อมกับส่งเสียงครางออกมาเป็นระยะ จากนั้นไม่นานนัก
สามก็เป็นฝ่ายทำกับผมบ้าง
โดยให้ผมเป็นฝ่ายนอน และจากนั้นสามก็เริ่ม
ระดมจูบไปตามร่างจากของผมและจากนั้น
สามจับส่วนนั้นของผมใส่เข้าไปในปากของเค้า
ไออุ่นจากภายในช่องปากของสมาทำให้ผมเสียวมาก
จนต้องครางออกมา
ผมโยกสะโพกไปตามแรงดูดที่สามทำกับส่วนนั้นของผม
มันช่างเป็นความสุขที่ผมเองอยากจะหยุดมันไว้อย่างนั้นจริงๆ
เราสองคนผลัดกันถ่ายทอด และถ่ายเทความสุขให้กันและกัน
ในท่าที่ผมและสองต่างอมส่วนนั้นของกัน

ความเป็นชายของผมและสองต่างฝ่ายต่างขยับเข้าออกภายในปากของฝ่ายตรงข้ามไปตามจังหวะแห่งความสุข

ไม่นานนักเราสองคนก็ถึงจุดๆ ไปนั้นเกือบพร้อมๆ กัน
พร้อมเราสองคนต่างกลืนกินน้ำรักของกันและกัน

สองบอกกับผมว่าเค้าดีใจที่ผมชอบเค้าเหมือนกัน
ผมไม่ตอบอะไรได้แต่นอนกอดสามเป็นจนเช้า

โชคดีที่เราใส่เสื้อผ้ากันก่อนที่จะนอนไม่เช่นนั้นไอ้แซนคงต้องรู้แน่นอนว่าเมื่อคืนผมมีอะไรกับสอง

และเราสองคนก็ไม่เป็นแค่เพื่อนกันธรรมดาอีกแล้ว
รุ่งเช้าไอ้แซนตื่ก่อนผม มันแปลกในที่ผมกับสามล๊อกห้อง
มันยื่นเคาะห้องอยู่นานกว่าผมและสามจะรู้สึกตัวเดินไปเปิดให้มัน

มันมองหน้าผมแปลกแต่ก็ไม่พูดอะไร ผมกับสามเลยโล่งอกที่มันไม่สงสัยเราสองคน

หลังจากวันนั้นผมกับสามก็คบกันแบบที่หัวใจของเราสองคนต้องการ
ไม่มีอะไรที่เราสองคนต้องปิดบังกันอีกแล้ว
เราสนิทสนมกันมากขึ้น
สามมานอนที่ห้องผมบ่อยขึ้นกว่าแต่ก่อน ในที่สุดไม่นานนักสามก็บอกว่ารักผม

และผมเองก็บอกรักกับสามเช่นกัน
คืนนั้นเป็นคืนที่ผมและเค้ามีความสุขที่สุดเลยก็ว่าได้
วันนั้นก็เหมือนวันปกติ ผมขับรถจากคอนโดไปเรียนที่วิทยาลัยเหมือนทุกวัน
และสามก็กลับมานอนที่ห้องผมตามปกติเหมือนทุกครั้ง
แต่คืนนั้นไม่เหมือนทุกคืน
เรามีปาร์ตี้เล็กกัน มีเพียงผมและสามสองคน ผมนอนบนตักของสามดูทีวีอยู่บนโซฟา

โดยสามเอามืออันอบอุ่นของเค้าลูบเส้นผมอันอ่อนนุ่มของผมอย่างแผ่วเบา
ไออุ่นที่ผมได้รับจากสามนั้นเป็นความรู้สึกที่ผมไม่อยากจะลุกหรือเปลี่ยนอริยาบทเลย

ผมยังคงนอนนิ่งโดยมีสามโอบกอดมาที่ตัวผม เราคุยกันไปถึงเรื่องราวต่างๆ
ที่พบเจอต่างเล่าเรื่องราวต่างๆ

และความรู้สึกที่เกิดขึ้นให้กันและกันฟังแต่บทสนทนาก้มาหยุดตรงที่สามถามผมว่า
"คิม…นายรักเราบ้างหรือยัง"
"ไม่รู้สิ..สาม…ทำไมหรอ"
"ก็เราอยากจะบอกนายว่าตอนนี้….เรารักนาย..รู้สึกดีๆกับนายมาก"
"ก็คงเหมือนกันมั้ง…เราก็รู้สึกอบอุ่นที่ไอ้อยู่กับนาย"
ผมพูดจบก็ลุกขึ้นจูบแก้มสามเบาๆ แทนคำว่ารักและความรู้สึกที่ผมมีให้กับเค้า

จากนั้นสามก็จูบตอบผมและเราสองคนก็จบลงที่บทรัก
ที่เราสองคนคุ้นเคยกันที่โซฟาหน้าทีวี
เราถ่ายทอดความรักที่มีต่อกันให้รับรู้
ผมรักสามและสามก็รักผม
ผมกับสามยังคงสานความสัมพันธ์ระหว่างเราเหมือนทุกๆ วัน
มันเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุด

ทุกครั้งทีสามไปค้างประผมที่คอนโดเราก็จะมีอะไรกันเกือบทุกครั้ง
สามนุ่มนวลกับผมมากและที่สำคัญสามไปเคยคิดล่วงเกินส่วนนั้น
(ประตูหลัง)
เลยสักครั้ง แต่มีอยู่ครั้งหนึ่ง
คืนนั้นสามมานอนที่คอนโดกับผมเหมือนปกติ วันนั้นสามเรียกผมเข้าไปในห้อง

แล้วบอกให้นั่งบนเตียง ผมยังไม่ทันถามอะไร
สามดึงตัวผมเข้าไปพร้อมกับประกบที่ปากผมแล้วบดขยี้อย่างเมามัน
ผมหายใจแทบไม่อก
จากนั้นสามบอกให้ผมถอดเสื้อผ้าออก
ผมทำตามอย่างว่าง่ายเพราะเราเป็นแฟนกันนี่หลังจากนั้น

ผมก็รู้หน้าที่ดีว่าผมต้องทำอะไรบ้าง
เพราะมันเป็นเรื่องธรรมดาแล้วสำหรับเราสองคน

แต่ระหว่างเพลงรักของเราสองคนกำลังดำเนินอยู่นั้น สามเอ่ยปากขอผมว่า
"คิม…เราขอประตูหลังนายได้หรือเปล่า"
"สาม…ไม่เอาอ่ะ..เราไม่ชอบ"
"ไม่เป็นไร…เราขอโทษนะที่พูดออกมา"
"นายโกรธเราหรอสาม"
"เปล่า..ไม่โกรธ..ใครจะกล้าโกรธแฟนตัวเองล่ะ"
"จริงๆ นะ เรารักนายนะสาม"
"คิม…เรารักนาย..นายไม่ต้องกลัวหรอก"
ได้ยินแค่นั้นก็ทำให้หัวใจของผมชุ่มฉ่ำขึ้นมาทันที่
หลังจากวันนั้นสามก็ไม่เคยขอมันอีกเลยสักครั้งเดียว

คงเพราะไม่ต้องการให้ผมรู้สึกอึดอัด และรู้สึกผิดที่ไม่ยอมให้ทำตรงนั้น
เราสองคนจบลงด้วยการอมให้กันและกันทุกครั้ง

ผมกลืนกินน้ำรักของสามทุกครั้งเช่นกัน แม้รสชาดของมันบางครั้งมันคาวมากก็ตาม

แต่ผมก็เต็มใจทำ และเช่นเดียวกันสามเองก็กลืนกินน้ำรักของผมเช่นกัน
หลังจากเสร็จเราสองคนจะนอนกอดกันอยู่บนเตียง

โดยที่ผมจะนอนโดยเอาหน้าว่างอยู่บนแผ่นออกที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อของสาม

ผมรู้สึกชอบฟังเสียงหัวใจของสามเต้น
มันทำให้ผมรู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูกจริงๆครับ
ภายนอกผมกับสามยังคงแสดงท่าทีที่เป็นเพื่อนกันอยู่เพื่อไม่ให้เพื่อนๆ
ที่แผนกสงสัยเราสองคนไปมากกว่าเดิม

สามเองเริ่มมาค้างที่ห้องของผมบ่อยขึ้นกว่าเดิมเรียกว่าแทบจะทุกวันเลยก็ได้

 

เรียกว่าความรักของผมช่วงนั้นมีความสุขมากที่สุดครับ
แต่ก็เหมือนว่ามันคงจะเร็วไปที่ผมจะเจอกับความรักที่แท้จริง

โชคชะตาจึงทำให้มันต้องถึงจุดสิ้นสุดลงโดยที่มันไม่อาจที่จะจะหวนคืนกลับมาได้อีก
"สามวันนี้นายจะไปคอนโดหรือเปล่า…จะได้ให้ขับรถให้วันนี้เมื่อยๆ ยัง
ไงไม่รู้ "
"อ๋อ…ไปสิ…"
บางวันผมจะไปรับสามที่บ้าน ทำให้ผมสนิทกับครอบครัวของมันมาก
พ่อแม่ของสามเอ็นดูผมเหมือนลูกคนหนึ่งของท่าน

ท่านชอบถามถึงผมเสมอถ้าวันไหนสามไปนอนที่บ้าน
เวลากลับบ้านผมจะซื้อของไปฝากพ่อแม่ของสามเสมอ
ผมจะเรียกพ่อแม่ของสามว่า
พ่อกับแม่ทุกคำและท่านก็ยินดีที่ผมเรียกท่านสองคนอย่างนั้นด้วย

ผมไปบ้านของสามบ่อยๆ ในที่สุดพ่อแม่ของสามก็รู้ว่า
ผมกับสามไม่ใช่เพื่อนกันธรรมดา
แต่ท่านก็ไม่เคยถามหรือตำนิเราสองคน
ท่านยังคงให้ความรักและเป็นห่วงเราสองคนเหมือนเดิม

ผมรักและให้ความนับถือท่านเหมือพ่อแม่แท้ๆ ของผมจริงๆ
"แม่ครับ….วันนี้ผมกลับบ้านซ้อขนมมาฝากครับ"
"ขอบใจลูก ….คิมคราวหลังไม่ต้องนะมันสิ้นเปลืองเปล่าของเก่ายังไม่
หมดเลย"
"ไม่เป็นไรครับ….แล้วพ่อไปไหนครับ"
"ยังไม่กลับเลย…แล้ววันนี้คิมกับสามมีธุระอะไรหรือเปล่า"
"ทำไมหรอครับ"
"อยู่ทานนข้าวเย็นกับแม่ก่อนนะคิม"
"ครับแม่ วันนี้ไม่มีธุระอะไรครับ"
หลังจากทานข้าวกับพ่อแม่ของสามเสร็จ
คืนนั้นผมกับสามไปดูหนังรอบดึกด้วยกันที่สยาม
แล้วถึงเลยกลับมายังคอนโดกัน
ถึงคอนโดก็เกือบตีหนึ่ง ก่อนนอนสามบอกกับผมว่า
"คิม..เรารักนายมากนะ.."
"เราก็กรักสามเหมือนกัน เรามีความสุขที่มีสามเป็นแฟนนะ"
"เราก็เหมือนกันคิม"
เราสองคนนอนกอดกันจนเช้า
ผมตื่นก่อนวันนั้นเป็นวันเสาร์เราไม่มีเรียนยังไม่ต้องรีบร้อนอะไร

ผมจึงไม่ปลุกสามปล่อยให้นอนต่อไป ผมทำความสะอาดห้องไปเรื่อยๆ
กว่าจะเสร็จก็เกือบห้าโมงเช้า

ผมเลยจัดการไปเตรียบอาหารให้สามก็ไม่มีอะไรมากแค่โจ๊กซองเติมน้ำใส่ไมโครเวฟซัก

3 นาทีเป็นพร้อมทานได้แล้ว ผมเข้าไปปลุกสามหลังเตรียบอาหารเสร็จ
สามลุกขึ้นหอมแก้มผมเบาแล้วถามว่า
"คิม…กี่โมงแล้ว"
"จะเที่ยงแล้วสาม…ไปเร็วเดี๋ยวโจ๊กเย็นหมด"
"อืมมมม ….น่ารักจังแฟนเรา"
"วันศุกร์หน้าเรามานอนด้วยไม่ได้นะคิม พอดีต้องไปทำธุระให้
พ่อกับแม่ กว่าจะเสร็จคงดึกเลยนะ"
"ไม่เป็นไรหรอก…ทำไมรีบบอกจังเลย…"
"เดี๋ยวลืม…บอกไว้ก่อนก็แล้วกัน"
"ไปเร็ว…เดี๋ยวโจ๊กเย็นหมด..กินเสร็จแล้วรีบแต่งตัว..จะได้ออกไปซื้อของ
กัน"
หลังจากแต่งตัวเสร็จเราสองคนก็ขับรถออกไปซื้อของ ตอนนั้นยังไม่ค่อยมี พวก

โลตัส บิ๊กซี มากเท่าไหร่ จึงต้องอาศัยซุปเปอร์ของห้างใกล้ๆ
คอนโดเพราะประหยัดเวลา
และค่าน้ำมันมากกว่า
นอกจากเป็นทางผ่านเราถึงจะได้ใช้บริการ
และบางครั้งผมจะเอามาจากบ้านเพราะบ้านผมขายของใช้เหมือนกัน

ผมกับสามถึงแม้ว่าเราสองคนจะไม่มี SEX กันจนเกินเลยถึงขั้นที่บางคนทำกัน

แต่เราก็พอใจที่จะอยู่กันแบบนี้ พอใจในสิ่งที่เราสองคนทำให้กัน
มีความรักซึ่งกันและกัน
เข้าใจกัน ผมว่ามันดีที่สุดแล้วสำหรับเราสองคน
เพราะผมเองคงไม่ยอมแน่ๆ ถึงแม้ว่าผมจะรักสามมากเพียงใดก็ตาม

และผมก็คงไม่ยอมเหมือนกันถ้าสามอยากให้ผมทำกับเค้าแบบนั้น
ผมพอใจที่เราเป็นอยุ่กันแบบนี้และไม่หวังให้มันดีไปกว่านี้ด้วย
ตลอดเวลาที่เรียนด้วยกันเราสามคนมี ผมกับสามความสุขมาก จนเวลาล่วงเลยมาถึงปี
2
เทอม 1 เป็นนับว่าช่วงเวลาสุดท้ายที่เราสองคนจะเรียนด้วยกัน
หลังจากจบจากที่นี่ผมตั้งใจจะเรียนต่อระดับปริญญาตรี

ส่วนสามคงจะต้องทำงานเพราะฐานะทางบ้านของมันไม่อาจที่จะส่งเสียให้มันเรียนต่อไปได้

ไอ้สามสัญญากับผมว่าถ้าเราเรียนจบและทำงานเราสองจะย้ายมาอยู่ด้วยกันอย่างถาวรที่คอนโดของผม

แล้วเหตุการณ์ที่ไม่น่าเกิดขึ้นก็เกิดขึ้นจนได้ วันนั้นก่อนสอบมิดเทอม 1 เดือน

วันนั้นเป็นวันศุกร์เป็นวันที่สามเคยบอกว่าจะต้องไปทำธุระให้พ่อกับแม่
ผมเลยขับรถไปส่งสามที่บ้านและขับรถกลับคอนโดคนเดียว
"สามเราไปแล้วนะ พรุ่งนี้คอยเจอกันนะ"
"อืมม….ไม่แน่ถ้าเสร็จเร็วเราจะขับรถมอไซด์ไปหาที่คอนโดนะคิม"
"ไม่เอาอันตราย เอาไว้พรุ่งนี้เรามารับดีกว่า"
"อืมมม….ไม่รู้นะ….ตามใจก็แล้วกัน"
"อืมมม….พรุ่งนี้เจอกัน"
ไม่มีรางบอกเหตุ อะไรเลยมันยังยังคงเป็นปกติ เหมือนทุกวัน
ผมอาบน้ำนอนไปได้พักหนึ่งยังไม่หลับดี

เวลาเกือบเที่ยงคืนเสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น
"ตึ๊ดดดด..ตื้นนน…ติ้งๆๆ……"
"สวัสดีครับ….."
"คุณภควัฒน์ใช่ไหมครับ….."
"ครับ…มีธุรอะไรครับ"
"คุณมีรู้จักคนชื่อ อธิป …… หรือเปล่าครับ"
"รู้จักครับมีอะไรครับ เพื่อมผมเอง"
"เพื่อนของคุณประสบอุบัติเหตุ …ตอนนี้อยู่โรงพยาบาลxxxxx.ครับ"
"อะไรนะครับ…………"
"เพื่อนคุณอยู่ที่โรงพยาบาล อาการไม่น่าไว้ใจครับ
เราไม่สามารถติดต่อญาติผู้ป่วยได้พอดีในกระเป๋าผู้ป่วยมีรูปคุณและเขียนเบอร์ไว้ผมเลยติดต่อมาครับ

คุณพอจะติดต่อญาติให้ได้หรือเปล่าครับ"
"ได้ครับ โรงพยาบาลอยู่ไหนครับเดี๋ยวผมจะไป"
"ที่……………ครับ สวัสดีครับ"
"ขอบคุณครับ…."
ผมรีบลุกขึ้นแต่งตัวขับรถออกไปที่โรงพยาบาลทันที
ระหว่างทางผมโทรบอกที่บ้านของสาม

และโทรบอกไอ้แซนที่หอพักบอกให้มันมาที่โรงพยาบาลด่วนที่สุด
ไม่รู้ทำไมว่าตอนนั้นผมถึงโทรหาไอ้แซน
อาจคงเป็นเพราะแซนมันสนิทกับสามมาก
และมันก็เป็นเพื่อนที่ผมสนิทที่สุดคนหนึ่งที่วิทยาลัย
ผมขับรถไปเกือบ 15 นาที
กว่าจะถึงโรงพยาบาล มันช่างเป็นเวลาที่ยาวนานจริงๆ
ในใจตอนนั้นขออย่าให้
สามเป็นอะไรไปเลย เพราะผมอยู่คนเดียวไม่ได้แน่ๆ ผมรักมัน

มันเป็นทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตผม
เมื่อถึงโรงพยาบาล เวลาเกือบตีหนึ่ง ผมเดินไปถามที่แผนกฉุกเฉินทันที
ไม่นานพ่อแม่ของสามเดินทางมาถึงโรงพยาบาล
ผมจึงได้รู้ว่า
สามขับรถมอไซด์มาหาผมแล้วเกิดอุบัติเหตุ อาการของสามน่าเป็นห่วงมาก

หัวฟาดกับถนนยังไม่รู้สึกตัวตั้งแต่มาถึงโรงพยาบาล ผมรู้สึกเสียใจกับเหตุ

การณ์ต่างๆ และสิ่งที่เกิดตอนนั้น ผมบอกกับพ่อแม่ของสามว่า
"พ่อครับ แม่ครับ….ผมขอโทษ…ผม….ผม…"
"คิม…ลูก…พ่อเข้าใจลูก..มันเป็นอุบัติเหตุลูก"
"ไม่ใช่ความผิดลูกหรอกนะ….คิม…แม่ไม่โทษคิมหรอกนะ มันเป็นชะตา
ของสามเค้าเองลูก"
"คิม..อย่าโทษตัวเองเลยนะ ไม่มีใครอยากให้มันเกิดขึ้นหรอก"
"ใช่..คิม พ่อพูดถูกเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับคิมนะ คิมฟังแม่นะไม่ว่าอะไรจะเกิด
ขึ้น มันเป็นแค่อุบัติเหตุนะ ไม่ใช่ความผิดของใคร"
ไม่นานหมอออกมาบอกว่าสามสิ้นใจแล้ว เพราะเลือดคลั่งในสมองและทนพิษบาดแผลไม่

ไหว กระดุกซี่โครงหัก ปอดฉีก ได้ยินแค่นั้นแม่ของสามร้องไห้ออกมาเหมือนกับผม

แทบยืนไม่อยู่ ทรุดลงไปตรงนั้น จนพ่อของสามต้องพยุงมานั่งที่โซฟา
ส่วนแม่ของสามเข้มแข็งมากร้องไห้สักพักก็หยุด

แล้วมานั่งปลอบผมไม่ให้เสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
พยายามบอกผมว่ามันเป็นเพียงแค่
อุบัติเหตุ
พ่อของสามไปจัดการเรื่องโรงพยาบาลเสร็จ
พ่อ แม่ของสามและผมก็เข้าไปดูสาม ร่างของสามนอนอยู่บนเตียงมีผ้าสีขาวคลุมไว้

พ่อเปิดผ้าออก ใบหน้าของสามยังคงหลับตาศรีษะของสามมีรอยชำจาการกระแทก
ผมเข้าไปกอดร่างของสามโดยไม่อายสายตาของใครๆ
ในห้องรวมทั้งพ่อแม่ของสามด้วย
ร้องไห้ออกมาจนพ่อแม่ของสามบอกว่า
"คิม…ลูก..สามเค้าไปดีแล้วอย่าให้เค้าต้องห่วงอะไรอีกเลยนะ"
"แม่ว่าเราไปพักผ่อนดีกว่านะเดียวจะไม่สบายไปอีกจะยุ่งใหญ่นะ"
"ครับแม่……ฮืออออ…"
สักพักไอ้แซนก็มาถึงพ่อกับแม่ของสามก็ขอตัวกลับบ้าน
ก่อนกลับยังบอกผมว่าให้ผมกลับไปพักผ่อนก่อนแล้วค่อยมาใหม่พรุ่งนี้

แต่ผมไม่มีแรงเลยจริงๆ ในใจอยากอยู่กับสามให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ผมบอกกับพ่อแม่ของสามว่า
"พ่อครับ…แม่ครับ…คิมขออยู่ที่นี่สักพักนะครับ"
"ตามใจลูก…แต่อย่าคิดมากล่ะ แซนอยู่เป็นเพื่อนคิมนะลูกเดี๋ยวพ่อกับ
แม่ขอกลับบ้านก่อน พรุ่งนี้จะได้จัดการเรื่องรับศพสามไปที่วัดนะ"
"ครับแม่ ไม่ต้องเป็นห่วงเดี๋ยวผมพาคิมกลับบ้านเอง"
"พ่อไม่นะคิม…."
"แม่ไม่นะคิม… ไม่ต้องคิดมากล่ะ"
"…ครับ…."
หลังจากพ่อแม่ของสามกลับไปแล้ว ผมนั่งอยู่หน้าโรงพยาบาลจนถึงเช้า
ร้องไห้จนแทบไม่
มีน้ำตาอะไรจะให้ ไหลอีกแล้ว ในหัวไม่มีความคิดอะไรเลย
มันรู้สึกแคว้งคว้างในใจมันเลื่อนลอย
กลัวกับการที่จะต้องอยู่คนเดียว
กลัวไปหมดทุกเรื่อง เดินเข้ามานั่งข้างๆ
ผมกอดผมแล้วบอกว่า ให้
ทำใจให้เข้มแข็งไว้ มันบอกว่า
"คิม….ทำใจดีๆ ไว้เดียวไม่สบายไปอีก…นะ เราอยู่นี่แล้วไม่ต้องกลัว"
"แซน…สามไม่อยู่กับเราแล้ว…ไม่กลับมาหาเราแล้ว….ฮืออออ….."
ผมนั่งกอดไอ้แซนร้องไห้อย่างไม่อายสายตาใครที่เดินผ่านไปผ่านมา
ไม่นานไอ้แซนดึงตัวพาผมกลับมาที่รถ
แล้วพาผมกลับโดยมันขับรถให้ผม
ผมยังร้องไห้อยู่อย่างนั้นจนถึงคอนโดเกือบตี
ห้าแล้ว
ผมร้องไห้จนหลับไปโดยมีไอ้แซนนอนข้างๆ เป็นเพื่อน ทำไมต้องเกิดเหตุการณ์ที่

โหดร้ายแบบนี้กับผม สามคนที่ผมรักที่สุดทำไมต้องจากผมไปด้วย
ทำไม…..ทำไมต้องเป็นแบบนี้
แล้วพรุ่งนี้ผมจะอยู่ได้อย่างไร ผมจะไปเรียนกับใคร
ผมจะนั่งเรียนกับใคร ผมจะกอดใคร
"สามเรารักนายเราขาดนายไม่ได้"
ตอนนั้นผมคิดได้แค่นั้นจริงๆ ไอ้แซนปล่อยให้ผมนอนจนเกือบบ่าย

ผมตื่นขึ้นมาในใจคิดว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ขอให้ มันเป็นแค่ความฝัน

ขออย่าให้มันเป็นความจริง แต่ ชีวิตยังไงมันก็หนีไม่พ้น การเกิดแก่ เจ็บตาย

เป็นเรื่องที่ใครๆ ไม่สามารถหนีมันได้พ้น
เราทุกคนต่างหากที่จะต้องยอบรับความจริง
อดทนกับมันให้ ได้
เราถึงจะสามารถใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ได้
ไอ้แซนเห็นผมตื่นแล้วเลยทำโจ๊กให้ผมกิน

ตอนนั้นผมกินไปได้ไม่ถึงครึ่งซองซึ่งปกติแล้วผมคนเดียวต้อง 2
ซองถึงจะอิ่มแต่มันกินไม่ลงจริงๆ
ตาบวมจนแดงไปหมด ไอ้แซนเข้ามากอดผมแล้วบอกว่า
"พ่อกับแม่ของสามโทรมาถามว่านายเป็นอย่างไรบ้าง ท่านสองคนเป็นห่วงนายนะคิม"
"อืมมม..ขอบใจนะแซนที่อยู่เป็นเพื่อนเรา"
"ไม่เป็นไร…เราเป็นเพื่อนนายนะ..เป็นห่วงนายและรักนายไม่แพ้ใครๆ หรอกนะ"
"ขอบใจนะแซน"
ผมพูดได้แค่นั้น ต่อมน้ำตาของผมก็แตกอีกครั้ง
ถึงแม้ว่ามันแทบจะไม่น้ำตาไหลออกมาให้
เห็นอีก แต่ผมก็ไม่สามารถอดทนต่อเหตุการณ์เลวร้ายที่เกิดขึ้นนั้นได้
ผมยอบรับว่าตอนนั้นผมอ่อนแอมากจริงๆ
ผมตั้งคำถามกับตัวเองตลอดว่า
ต่อไปนี้ผมจะอยู่อย่างไร จะทำอย่างไร
เวลาที่ผมอยู่กับสามช่วงเวลาที่ผมมีความสุขที่สุด

ความสุดที่มากมายจนผมเองไม่อยากขาดมันเลย ต่อไปนี้ผมต้องอยู่คนเดียว
ไม่มีสามอยู่ข้างกายผม
ลมหายใจของผมคงมีแต่สามตลอดไป
หลับตาลงครั้งใดผมยังคงเห็นภาพของสามเสมอ

ไม่รู้อีกนานแค่ไหนผมจึงจะทำใจที่จะอยู่คนเดียวได้
ผมจะทำอย่างไรกับชีวิตที่ต้องดำเนินต่อไป
เรื่องราวที่ผ่านมาเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นระหว่างผม กับเพื่อนอีกคนที่สนิทกันถึงแม้ว่ามันดูจะเวอร์ไปสักหน่อย แต่ก็เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตผม

และเหตุการณ์ต่างๆที่ผ่านเข้ามาทำให้ผมแข็มแข็งและเรียนรู้ว่าผมจะใช้ความรักอย่างไร

และทำให้ผมได้รู้ว่าบางครั้งมันก็เป็นเพียงแสงแดดที่ผัดผ่านมาทำให้เราร้อนรุ่ม

หรือเป็นเพียงหยุดน้ำที่ทำให้เราชุ่มฉ่ำหัวใจเพียงชั่วครู่ชั่วยามเพื่อขัดเวลาให้ใจเราได้แข็มแข็งขึ้น

พร้อมที่จะเรียนรู้และพบเจอกับความรักที่จะเข้ามาในครั้งต่อๆ ไปนั่นเอง
หลังจากเสร็จงานศพของสามแล้ว
ผมยังคงเงียบและเก็บตัวไม่มีจิตใจที่คิดจะทำอะไรต่อไปและความอ่อนแอของผมทำให้ผมไม่สามารถไม่มีจิตใจทำข้อสอบมิดเทอม

ผลสอบออกมาผมตกหมดทุกวิชา เพื่อนๆ
หลายคนสงสัยว่าทำไมการตายของสามทำให้ผมเปลี่ยนแปลงไปได้ถึงเพียงนี้
ไม่คุย
ไม่เล่น ไม่ทำอะไรเลย วันๆ ปล่อยให้เวลามันผ่านไปจากเช้าถึงเย็น เย็นมาเช้า

ตอนกลางคืนผมจะร้องไห้คิดถึงแต่สามจนหลับไปเกือบทุกกัน
ไอ้แซนเอก็เช่นกันคงสงสัยว่าการตายของสามทำให้ทำให้ผมเปลี่ยนไปได้มาขนาดนี้

มันเริ่มมานอนค้างเป็นเพื่อนผมเพราะเป็นห่วงผม
มีหลายครั้งมันจะคอยปลอบและกอดผมทุกครั้ง
แต่มันก็ไม่ได้ทำอะไรให้ดีขึ้น
ผมยังคงทำตัวเลื่อนลอยเหมือนเดิม จนในที่สุดไอ้แซนคงทนไม่ได้ที่ผมเป็นแบบนั้น

มันมาคุยกับผมมันบอกว่า
"คิม...วันนี้เราขอไปนอนกับนายนะ..เรามีเรื่องจะคุยกับนาย"
"อืมม...ตามใจ"
พอตกเย็นไอ้แซนกลับมาพร้อมผม
ระหว่างทางขับรถกลับบ้านเราสองคนแทบจะไม่ได้คุยอะไรกันเลย

พอถึงคอนโดมันบอกให้ผมอาบน้ำ จากนั้นมันก็อาบต่อหลังจากแต่งตัวเสร็จมันก็ให้

ผมไปนั่งคอยมันที่โซฟา เดี๋ยวมันจะมาคุยด้วย
ผมนั่งรอมันสักพักมันเดินเข้ามานั่งข้างๆ
ผมแล้วพูดว่า
"คิม...นายทำตัวแบบนี้ไม่ได้นะ..."
"ทำไม..ชีวิตเรา...ตัวเรานายจะเดือดร้อนกับเราทำไม"
ผมพูดออกไปแบบยังไม่ทันคิด ไอ้แซนได้ยินแค่นั้นก็ ใช้มือตบผมที่หน้าอย่างแรง

เล่นเอาผมหน้าชาไปทั้งหน้าเลย รอยแดงเป็นรูปมือของมันผลุดขึ้นมาที่หน้าผมทันที

ผมอึ้งจนน้ำตาไหลเลย พูดไม่ออก
มองหน้ามันและเข้าใจมันว่ามันตบผมทำไมไอ้แซนมองหน้าผมแล้วพูดว่า
"คิม....นายยังเห็นว่าเราเป็นเพื่อนนายหรือเปล่า..นายพูดแบบนั้นออกมาได้ไง

เราเสียใจนะ"
"เรา..........เรา....ขอโทษแซน.."
"ไม่เป็นไร..เราขอโทษที่ทำรุนแรงกับนายเหมือนกัน"
"อืมม..."
"คิม..นายเลิกทำตัวเลื่อนลอยแบบนี้สักทีนะ..มันจะทำให้นายเรียนไม่จบ
นะถ้านายมัวแต่เหมอลอยไปวันๆ แบบนี้"
"ก็เรา........."
"ทำไม.....เป็นอะไรไอ้สามจากไปเดือนหนึ่งแล้วนะ
นายทำตัวแบบนี้นายคิดว่าไอ้สามรู้เข้าจะดีใจหรอ"
"คือ....แซน...เรา"
"การที่นายทำตัวแบบนี้ วันๆ ไม่ทำอะไร มัวแต่นั่งเหมอลอยคิดถึงแต่มัน
ทำแบบนี้คงไม่ทำให้สามฟื้นขึ้นมาหรอกนะ"
"แซน...นายไม่เข้าใจ"
"ทำไมจะไม่เข้าใจ.....การที่เสียคนรักไป...ทำไมเราจะไม่เข้าใจ..คิม"
"แซน..นายรู้ได้ยังไงว่าเรากับสามเป็น......."
"เรารู้ก็แล้วกัน...ท่าทีของนายสองคนปิดเราไม่ได้หรอก"
"........แซนนายไม่รังเกียจเราหรอ"
"ไม่หรอก..เราเป็นเพื่อนนายนะ....เรารับได้อยู่แล้ว"
"แซน...ขอบใจนายมาก...ที่นายเข้าใจเราสองคนถึงแม้ว่ามัน....จะ"
"คิม...เราเป็นเพื่อนกันนะ...ไม่ว่านายกับสามจะเป็นอะไร...เราก็ยังคงเป็นเพื่อนกันเสมอ"
"แซน...."
"แต่นายทำตัวแบบนี้ไม่ถูกนะ....คิม"
"นายไม่เข้าใจเรา...แซน"
"ทำไมเราจะไม่เข้าใจ...คิม"
"นายเคยรักใครแล้วเสียเค้าไปหรอถึงได้รู้.... เราไม่เห็นนายมีแฟนซักที เลย"
"ก็นายไง...คิม"
"อะไรนะ..."
"ใช่เรารักนายคิม
....อาจจะไม่สมควรแต่เราก็รักนายเหมือนกับที่สามรักนายเช่นกัน"
ผมได้ยินแค่นั้นก็มองไอ้แซนอย่างสงสัย ว่ามันรักผมได้อย่างไร
มันไม่เคยมีทีท่าที่จะรักผมเลยสักครั้งและตลอดเวลาที่ผมอยู่กับสาม

บางครั้งผมกับสามทะเลาะกัน มันเองจะคอยไกล่เกลี่ยเสมอ ผมถามมันว่า
"แซน... นายรักเราตั้งแต่เมื่อไหร่"
"คงพอๆ กับสามนั่นแหละเพียงแต่ว่าเราเห็นว่า นายชอบสามอยู่และ
สามก็ชอบนาย และเราเป็นเพื่อนกัน......เราเลยหลีกทางให้"
"แซน........."
"ใช่
เรารักนาย....เราเห็นคนที่เรารักมีความสุขกับเพื่อนที่เรารักเราก็ยินดี"
"แซน......ขอบใจนายมากนะ"
"ไม่เป็นไร...คิม"
"แล้วเรื่องที่นายรักเราสามรู้เรื่องหรือเปล่า"
"รู้ ...รู้มาตลอดแต่เราสองคนไม่เคยบอกให้นายทราบ"
"ทำไม....แซน"
"เราของร้องสามไว้
....เพราะไม่อยากให้นายทำตัวไม่ถูกถ้ารู้ว่าเราก็คิดกับนายเกินกว่าเพื่อนคนหนึ่ง"
ผมได้ยินเข้าอย่างนั้นก็เงียบไป พูดอะไรไม่ออก ในใจตอนนั้นสับสนพอสมควร

ผมบอกตัวเองว่าถ้าตอนนั้นผมรู้ว่าไอ้แซนคิดกับผมแบบไม่ใช่เพื่อนผมคงทำตัวไม่ถูกเหมือนกัน

แล้วไอ้แซนพูดกับกับผมต่อว่า
"คิม...นายจะให้โอกาสเราดูแลนายแทนสามได้หรือเปล่า"
ผมได้ยินไอ้แซนบอกกับผมอย่างนั้น
ก็ยิ่งสับสนว่าสิ่งที่ผมได้ยินนั้นเป็นเป็นความจริงหรือเปล่า

ผมจะต้องทำอย่างไร ตอบตกลงให้ ไอ้แซนแฟนกับผม หรือจะปฏิเสธมัน
การปฏิเสธจะทำให้
มันเสียใจหรือเปล่า ผมเองบอกตัวเองไม่ได้จริงๆ
ว่าจะตอบมันอย่างไร ไอ้แซนยังคงมองตาผมและกุมมือผมไว้ในอุ้มมืออันอบอุ่นของมัน

เพื่อรอคำตอบจากผม
"แซน........คือเรา......."
"ทำไมล่ะ...คิม...."
"มันคงเป็นไปไม่ได้หรอกแซน คือตอนนี้เราไม่ได้รักนายแบบนั้น"
"มันจะเกิดขึ้นอีกไม่ได้หรอ คิม...เราขอโอกาสได้ มั้ย"
"แซน...................."
"นะ...คิม....นะ"
"นายไม่เข้าใจแซน"
ตอนนั้นผมก็ตัดสินใจบอกออกไปอย่างนั้น
ถึงแม้ว่าจะเป็นการทำร้ายจิตใจของเพื่อนที่ผมรักมากที่สุด

แต่ผมก็ต้องทำเพราะช่วงเวลานั้นผมไม่อาจที่จะรักใครได้อีกจริงๆ
สามยังคงนั่งอยู่ในหัวใจทั้งสี่ห้องของผมตลอดเวลา

ถึงแม้ว่าสามจะไม่สามารถกลับมาอยู่กลับผมได้เหมือนเดิมอีกแล้วก็ตาม
แต่แซนยังคงอ้อนวอนให้ผมให้โอกาสให้มันสักครั้ง

ถึงแม้ว่ามันจะเป็นโอกาสเพียงน้อยนิดแต่ขอให้มันได้ลอง
และขอให้ผมลองคบกับมันดู
"คิม...เรารู้เราคงมาแทนที่สามไม่ได้ แต่เราของโอกาสนะ
ขอให้เราดูแลคนที่เรารักด้วยเถอะนะ"
"แซน........."
"นะ...คิม..เราขอร้อง..เรารักนายจริงๆ"
ในที่สุดผมก็ยอม ความใจอ่อนของผม ความอ่อนแอของผม
ผมยอมให้ไอ้แซนเข้ามาทำหน้าที่แทนสาม
ถึงแม้ว่ามันจะดูไม่ถูกต้องในความคิดผม
แต่ผมก็ไม่อาจที่จะทำร้ายจิตใจเพื่อนที่ผมรักไปได้มากกว่านี้อีกแล้ว

เพราะยังไงตอนนั้นผมก็เหลือไอ้แซนเพียงคนเดียวที่เข้าใจความรู้สึกของผม

แต่ผมบอกกับมันว่า
"แซนเราตกลง......แต่ขอบอกว่าเราขอเวลานะ"
"ได้.คิม...แค่นายให้โอกาสเรา เราก็ดีใจแล้ว ไม่ว่ามันจะนานแค่ไหน เราก็รอได้

ถ้าเมื่อไหร่นายทำใจได้ก็อย่าลืมเราก็แล้วกัน"
"อืมมม"
จากนั้นไอ้แซนโน้มตัวลงเพื่อจะจูบผม แต่ผมเอามือปิดปากมันไว้
เพื่อไม่ต้องการให้มันทำอย่างนั้นเพราะผมเองรู้สึกว่า

มันผิดที่จะมีอะไรกับไอ้แซนตอนนี้
เพราะมันจะเป็นเพียงสิ่งที่เกิดขึ้นจากความใคร่

มากกว่าที่จะเกิดขึ้นเพราะความรัก ซึ่งไม่ยุติธรรมระหว่างผมกับมันเลย
ผมบอกมันว่า
"เดี๋ยวแซน....อย่า"
"อืม....ทำไมล่ะ"
"มันยังไม่ถึงเวลาแซน"
"เรา..ขอโทษ...คิม..."
"ไม่เป็นไรแซน ไปนอนดีกว่าดึกแล้ว...แซน"
"อืมม....ไป"
คืนนั้นภายในห้องผมนอนกอดแซน เอาใบหน้าของวางไปบนแผ่นอกของแซน
แซนโอบกอดที่ตัวผม

ความอบอุ่นที่เกิดขึ้นช่างคล้ายกับความอบอุ่นที่ผมได้รับจากสามถึงแม้ว่ามันจะไม่

เหมือนสักทีเดียว แต่มันก็ทำให้ผมสุขใจได้พอสมควร
เราสองคนไม่มีอะไรเกินเลยกว่านั้นอีก
จนเช้าผมตื่นขึ้นมาบนอ้อมแขนของแซน
ผมแกะแขนของแวนที่กอดผมอยู่ออกโดยแซนยังคงนอนหลับสนิทอยู่

จากนั้นผมจึงลุกขึ้นแต่งตัว ตั้งใจว่าจะไปทำบุญให้กับสาม
หลังจากแซนตื่นมาผมเลยบอกให้ไปอาบน้ำและชวนมันไปด้วย
"แซนตื่นแล้วหรอ..."
"อืมมม....คิมตื่นนานแล้วหรอ"
"เออ....เร็วรีบอาบน้ำแต่งตัวเดี๋ยวเราอยากจะไปทำบุญให้สามเค้า"
"อืมม...ที่ไหนล่ะ"
"คงเป็นที่วัดสุทัศน์ ที่นั้นเราไปทำสังฆทานกับสามบ่อย"
"ได้....เดี๋ยวนะ"
แซนลุกขึ้นอาบน้ำแต่งตัวโดยผมออกไปนั่งรอ ดูทีวีที่โซฟาข้างนอกห้อง
สักพักเราก็ออกเดินทางไปทำบุญให้กับสามที่วัด
วันนั้นผมอธิฐานว่า
ถ้าสามรู้ว่าเกิดอะไรกับผม ช่วยมาบอกผมหน่อยว่าผมจะทำอย่างไรกับเรื่องนี้ดี

และอยากรู้ว่าสามจะเต็มใจและดีใจหรือเปล่า ถ้าผมกับแซนจะคบกันแบบแฟน
คืนนั้นผมกับแซนได้เป็นของกันและกันอย่างสมบูรณ์
คำตอบที่แซนต้องการจากผมก็ได้คำตอบในคืนนั้น

ผมรู้สึกผิดในใจตลอดเวลาว่าสิ่งที่เกิดขึ้นที่ผมทำมันอยู่ไปนั้นมันถูกต้องหรือเปล่า

สามจะโกรธผมหรือเปล่า ผมต้องการความอบอุ่นจากแซนหรือเปล่า
ตอนนั้นผมตอบตัวเองไม่ได้จริงๆ

จึงคงต้องปล่อยให้มันเป็นไปอย่างนั้นและทำมันให้ดีที่สุดก็พอ
แล้วเราสองคนก็หลับไปพร้อมกัน

ผมบอกกับตัวเองว่าความรักของผมครั้งนี้จะยืนยาวหรือเปล่าไม่รู้
ผมขอทำมันให้ดีที่สุดก็พอ
ผมกับแซนคบกันได้ไม่นานก็เหมือนเวลาของเราสองคนถึงจุดสิ้นสุด
มันเป็นเหตุการณ์ที่สามารถเกิดขึ้นกับทุกๆ
คน ที่มีความรับแบบผม (ชายกับชาย)
มัมเริ่มจากผมได้รู้ว่าแซนกำลังไปคบกับผู้หญิงคนหนึ่งที่อยู่คณะฝั่งตรงข้าม

ผมไม่โกรธแซนเรื่องที่เขาไม่มีคนอื่นและดีใจที่แซนได้พบกับความจริงของชีวิตที่ผู้ชายจำต้องคู่กับผู้หญิง

แต่โกรธที่บอกผมกลับเก็บเป็นความลับจนในที่สุดผมไดเรับรู้ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นจากเพื่อนคนอื่น
วันนั้นผมเรียนภาคปฏิบัติอยู่
ไอ้เก่งเพื่อนของผมก็มาถามผมถึงเรื่องระหว่าแซนกับผู้หญิงคนนั้นว่าเป็นอย่างไร

ผมงงเล็กน้อยเพราะผมไม่เคยรู้มาก่อน ผมก็บอกไปตามตรงว่าไม่รู้
ในใจตอนนั้นเหมือนมีใครมีตบหน้าผมอย่างแรง
มันอึ้งและอื้อไปเลย
แต่ผมก็พยายามเก็บกดความรู้สึกนั้นไว้ไม่ให้เพื่อนได้รู้เพราะกลัวว่าแซนจะเดือดร้อน

แต่ตอนนั้นก็เกือบไปเหมือนกันเพราะตอนนั้นหลังจากที่ผมได้รู้พอคลอยหลังเพื่อนๆ

ผมแทบยืนไปอยู่เลยทีเดียวผมพยายามควบคุมสติตัวเองรีบเดินไปที่ห้องน้ำทันที

พอผมเดินเข้าไปก็รีบปิดประตูจากนั้น
น้ำตาลูกผู้ชายก็ไหลออกมาแบบชนิดไม่อาจจะยับยั้งไว้ได้

ผมยังคงยืนปล่อยให้น้ำตามันไหลออกมาจนในที่สุด
ผมก็บอกกับตัวเองว่าต่อไปก่อนที่ผมจะรักและมอมหัวใจให้ใครผมคงต้องใช้สติมากกว่านี้

จะไม่ให้ความรู้สึกอ่อนแอและเดียวดายมาเป็นตัวกำหนดมันอีกแล้ว
หลังจากนั้นผมก็เช็ดหน้าเช็ดตาแล้วขับรถกลับคอนโดทันที
หลังจากวันนั้นผมไม่พูดกับแซนอีกเลย ผมทำเหมือนไม่รู้จักกับมัน
ไม่ใช่เพราะว่าผมเกลียดมันแต่เป็นเพราะตอนนั้นผมอ่อนแอเกินไปที่จะเผชิญหน้าและพูดคุย

ผมยังคงปล่อยชีวิตให้เหมือนกับครั้งที่ผมเสียสามไป และครั้งนี้เอง
ผลกระทบจากการทำชีวตที่แหลวแหลกของผมทำให้การเรียนของผมตกต่ำจนถูกรีไทร์ออกจากสถาบันตอนเทอม

2 ปี 2 ด้วยเกรดเฉลี่ยไม่ถึง 1.90
มันเป็นบทเรียนที่ทำให้ผมรู้สึกเจ็บปวดกับความรักที่ผมได้เจอมากที่สุด

และผมก็ขอว่าต่อไปขอให้ความรักของผมไม่ต้องพบเจอกับการหลอกลวงอีก
บทเรียนครั้งนี้ทำให้ผมเข้มแข็งขึ้นมากและเป็นการเปลี่ยนรูปแบบการดำเดินชีวิตของผมไปอีกบทบาทหนึ่ง
หลังจากที่ผมถูกรีไทร์จากวิทยาลัย ผมกลับไปอยู่บ้านเพื่อรอเทอมใหม่
เพื่อจะไปสมัครเรียนที่มหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง

ทำให้ผมได้รู้จักรูปแบบและเรื่อราวชีวิตและความรักใหม่ๆ
ได้รับรู้และเรียนรู้สังคมของคนแบบเราๆ
มากขึ้น
สามยังคงเป็นผู้ชายคนเดียวที่ผมรู้สึกรักอย่างหมดหัวใจ
ผมไม่อาจตอบตัวเองได้ว่าผมจะสามารถรักใครได้อย่างสามอีกหรือเปล่า

แต่ผมก็ขอให้ผมได้เจอกับความรักอีกครั้งและผมสัญญากับตัวเองว่าผมจะทำมันให้ดีที่สุด
วันแรกแห่งการที่ผมได้เข้ามาเรียนที่หมาวิทยาลัยแห่งนี้
ผมเริ่มรู้จักอินเตอร์เน็ตเป็นครั้งแรกตอนอยู่ปี
1
คณะวิชาของสาขาที่ผมเรียนทำให้ผมมีส่วนเกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์
วิชาที่ผมเรียนค่อนข้างยากพอสมควร
ซึ่งตอนแรกผมคิดว่ามันจะง่าย
ทำให้เกรดเทอมแรกที่ออกมาทำให้ผมต้องทบทวนความแน่ใจของตัวเองที่จะเรียนในสาขานี้

ก่อนนี้เพื่อจะรู้ว่าผมจะทำอย่างไรกับชีวิตการเรียนอย่างไรดี
ผมของเล่าเรื่องราวความรักของ

ที่เกิดขึ้นระหว่างที่ผมเรียนที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้
มันเกิดขึ้นตอนที่ผมได้เพิ่งรู้จักกับอินเตอร์เน็ตซึ่งเมื่อประมาณ 6 - 7

ปีที่แล้ว
ก่อนที่พิษเศรษฐกิจจะทำให้ชีวิตของผมเปลี่ยนแปลงจากความเป็นอยู่ที่เหมือนกับคุณหนูทั่วไป

มีรถขับ มีเงินทองให้ได้เหลือเฟือ อยู่คอนโดหรูหรานั้น
การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
อาจดูไม่ถึงกับมีการเปลี่ยนแปลงอะไรมากมาย
เพราะโชคดีที่บ้านผมโดนช้ากว่าคนอื่นจึงพอที่จะตั้งตัวทัน

และเงินหมุนเวียนส่วนใหญ่ของบ้านผมใช้เป็นเงินสด
แต่เพราะมีแต่รายจ่ายแต่ไม่มีรายได้เข้ามา

เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่เจอพิษเศรษฐกิจทำให้ไม่มีเงินมาชำระ
ส่วนผมต้องหาเงินไปจ่ายค่าของต่างที่สั่งเข้ามา
เพื่อรักษาเครดิต
ผม พี่น้องของผม
และพ่อแม่ผมขายทรัพย์สินหลายอย่างทิ้งเพื่อนำเงินมารักษาสภาพคล่องให้กับทางบ้าน

ตอนนั้นเรียกว่ากว่าจะเข้าที่เข้าทางก็หนักพอดู
พ่อแม่สูญเงินไปตรงนั้นหลายสิบล้านบาท
(เป็นหนี้สูญเสียส่วนใหญ่)
จากนั้นผมและพี่ๆ น้องๆ ย้ายเข้ามารวมกันอยู่บ้านแทน

ซึ่งเป็นบ้านที่ซื้อเอาไว้แต่ไม่มีใครอยู่เพราะมันไกลจากที่ผมเรียนมาก
แต่ก็เป็นการลดค่าใช้จ่ายต่างๆ
ลงได้มาก เรียกว่าต้องช่วยๆ กันไป
อย่าไปคิดถึงมันเลยมาต่อเรื่องของเราดีกว่า
หลังจากผมได้รู้จักกับการเล่นอินเตอร์เน็ต การ Chat ที่ห้องเกย์
ทำให้ผมได้รู้จักเพื่อนๆ
ที่เป็นเพื่อนกับผมมากมาย และได้มีการติดต่อกับหลายคน
แต่ก็ไม่มีอะไรเกินเลยกว่าการ
กินข้าว ดูหนัง เที่ยวตามสถานที่ต่างๆ
เพื่อนคงสงสัยว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้อย่างไร

เพราะหลายคนที่นัดเจอกับคนในเน็ตนั้น
ส่วนใหญ่ต่างจบลงด้วยการแลกเปลี่ยนลีลาของอารมณ์
ความใคร่กันทุกคน
แต่เรื่องนี้ไม่เกิดขึ้นกับผมแน่นอน ผมยังคงมีสามอยู่ในใจ

และสำหรับผมความรักจะมีแรงผลักดันเกินกว่าความใคร่ที่พบตรงหน้า
ฉะนั้นผมจะไม่ยอมมที่จะนอนกับใครถ้าผมและเค้าคนนั้นไม่เป็นแฟนกันเสียก่อน

ทำให้คนที่เข้ามาหลายๆ คนอดทนรอที่จะให้ความรักเกิดขึ้นได้
และห่างหายกันไปตามกาลเวลาที่ยังเดินต่อไรเรื่อยๆ

โดยไม่หยุดที่จะรอให้เราพร้อมจะเจอเหตุการณ์ต่างๆ ตามที่ใจเราต้องการได้
และแล้ววันหนึ่งความรักก็ได้ผ่านเข้ามาในชีวิตของผมจนได้
แม้มันเป็นเพียงเวลาสั้นๆ

แต่ก็ทำให้ผมได้เรียนรู้ชีวิตและการปฏิบัติในบทบาทที่ผมต้องการจริงๆ
มันเกิดขึ้นตอนผมได้รู้จักเด็กมัธยมคนหนึ่ง
จากการแนะนำจากเพื่อนๆ
ในอินเตอร์เน็ตจากการนัดบอร์ดครั้งหนึ่ง
วันนั้นผมนั้นเพื่อนในเน็ตคนหนึ่งและทำให้ผมได้รู้จักกับเค้าคนนี้

เด็กคนนี้อายุอ่อนกว่าผม 6 ปี อยู่ ม.4 โรงเรียนแห่งหนึ่งแถววิทยาลัยเก่าของผม

เด็กคนนั้นชื่อ เหลียง เหลียงเป็นเด็กหน้าตาดี จากชื่อคงรู้ว่าต้องผิวขาวแน่ๆ

ครับ สูงพอๆ กับผม สุดตาผมตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกัน
แต่ผมไม่รู้ว่าเค้าจะพอใจผมหรือเปล่าเพราะผมอายุมากกว่าเค้าพอสมควร

แต่สรุปว่าวันนั้นผมก็ได้เบอร์โทรศัพท์ของเค้าจนได้(ความสามารถเฉพาะตัวห้ามเลียนแบบ)

ตกตอนกลางคืนพอถึงที่คอนโด ผมก็ลองโทรไปหาคุยกับน้องเหลียง
ตอนแรกน้องเหลียงดูงงๆ
เล็กน้อยที่ผมโทรไปหาเค้า แต่ก็คุยกันเป็นปกติดี
ทำให้มิตรภาพของเราสองคนเริ่มก่อตัวตั้งแต่คืนนั้นเป็นต้นมา
"พี่คิม…รอนานไหมครับ"
"ไม่นานหรอก…แล้วกินอะไรมาหรือยัง"
"ยังเลยพี่…หิวจะแย่แล้ว"
"งั้นไปกินข้าวร้าน S&P ก็แล้วกันนะ"
ผมกับน้องเหลียงจะนัดเจอกันทุกๆ เย็นวันศุกร์ที่เวิลด์เทรด
เราสองคนจะไปทานข้าว
ดูหนัง หรือเดินเที่ยวกัน
บางครั้งเราก็จะเที่ยวกันต่อที่สีลม โดยจะนัดเพื่อนๆ
ของน้องเลียงมาด้วย
ผมกับน้องเค้าแสดงตัวให้เพื่อนเค้ารู้ว่าเราเป็นแฟนกัน

มีเพื่อนของน้องเหลียงบางคนดูจะไม่ค่อยพอใจสักเท่าไหร่
แต่ผมกับน้องเหลียงไม่ได้สนใจอะไร

คืนนั้นหลังจากที่ร้านปิดมันเป็นวันศุกร์น้องเลี้ยงตกลงจะไปนอนค้างกับผมที่คอนโด

เราสองคนไปถึงคอนโด ผมเอารถไปจอดจากนั้นก็ชวนน้องเค้าไปหาอะไรทานก่อน
มาสรุปกันที่ก๋วยเตี๋ยวหน้าปากซอย
เลยพาเดินกันออกไปกิน
หลังจากนั่งกินก๋วยเตี๋ยวเสร็จ ผมกับน้องเค้าก็เดินกลับมาที่คอนโด

ในซอยตอนนั้นเงียบมากเลยครับขนาดเกือบจะตีสี่แล้วแต่ก็มีคนเดินบ้าง
ซอยคอนโดของผมค่อนข้างจะจอแจในเวลากลางวันเนื่องจากคนอยู่กันเยอะพอสมควร

ผมกับน้องเหลียงเดินกลับถึงคอนโดพอเข้าไปในห้องผมก็บอกให้เค้าอาบน้ำเพื่อจะได้นอนกัน

น้องเหลียงมีอาการอิดออดเล็กน้อย
เพราะอยากจะนอนเลยแต่ผมก็บังคับให้น้องเค้าอาบจนได้

แต่น้องเค้าก็มีข้อแม้ว่าผมจะต้องอาบพร้อมกับน้องเค้าด้วย
"เหลียง…อาบก่อนเลยนะ…"
"ไม่อาบไม่ได้หรอพี่…ง่วงแล้วอ่ะ"
"ไม่ได้….พี่ก็ง่วง…."
"เออ…งั้นพี่อาบพร้อมผมได้เปล่าล่ะ"
"ตามใจ…งั้นเข้าไปอาบก่อน…พี่ขอหยิบชุดเตรียมไว้ก่อนนะ"
"ครับ…."
น้องเหลียงส่งยิ้มเป็นนัยๆ ให้ผมเล้กน้อยจากนั้นน้องเค้าก็ถอดเสื้อออก
ตามด้วยกางเกงขาวยาวที่ถูกปลอดลงมากองกับพื้น

ผมจัดการหยิบมันมาพับเพื่อผึ่งไว้ที่ราว
โดยที่น้องเหลียงยังคงยืนใส่กางเกงในตัวเดียวรอผมอยู่หน้าห้องน้ำ

ผมเลยพุดไปว่า
"ไป..เข้าไปอาบได้แล้ว…จะยืนยั่วพี่หรือไง"
"ก็รอพี่คิม..ก่อน…"
"งั้นถอดกางเกงในออกมา..จะได้ไม่อับ"
"ไม่เอาผมอาย…พี่ไม่เห็นถอดบ้างเลยอ่ะ"
"อายอะไร…ผู้ชายเหมือนกัน…ไหนบอกจะให้พี่อาบด้วยไง..แค่นี้ก็อายแล้ว"
"ก็…เดี๋ยวสิพี่…รอถอดพร้อมพี่คิมดีกว่า"
"งั้นยืนรอไปก่อน..พี่หยิมผ้าเช็ดตัวก่อน"
ผมพุดเสร็จก้เดินไปหยิมผ้าเช็ดตัวมาเตรียมไว้ที่ปลายเตียง
โดยไม่ลืมที่จะหยิบกางเกงขาสั้นอีก
2
ตัวมาเตรียมไว้โดยที่น้องเหลียงยังคงยืนบิดไปมาอยุ่หน้าห้องน้ำเพื่อคอยผม

หุ่นของน้องเค้าก็ดีพอควร ไม่ผอมมากยังพอมีกล้ามเนื้อเล็กๆ
ให้เห็นพอยั่วน้ำลายได้เหมือนกัน
ผิวก็ขาวซะแบบชนิดไม่เกรงใจใครเลย
ทำเอาผมใจสั่นไปเหมือนกัน
จากนั้นก็จัดการกับเสื้อผ้าของตัวเองโดยจับมันออกไปกองไว้ในตะกร้าหน้าห้องน้ำ

จนเหลือแต่กางเกงในตัวเดียวเหมือนๆ
กับน้องเหลียวก่อนที่จะถอดมันออกให้เหมือแต่เพียงร่างกายที่เปลือยปล่าว

ผมก็เงยหน้าพร้อมกับบอกให้น้องเหลียงถอดมันออกเช่นกัน
น้องเหลียงยืนมองผมแก้ผ้าแบบจองจนผมอาบไปเหมือนกัน
"อ้าว..มองอะไรอยู่ถอดออกได้แล้วจะได้อาบน้ำ…"
"ครับพี่"
น้องเหลียงก็จัดการถอดปราการด่านสุดท้ายออกลงไปกองกับพื้นเกือบพร้อมกับผมจากนั้นก็วิ่งหายเข้าไปในห้องน้ำโดยไม่ยอมที่จะเปิดไฟก่อน

ปล่อยให้ผมต้องจัดการหยิบกางเกงในของผมและน้องเค้าใส่ลงตะกร้าให้เรียบร้อยก่อนจากนั้นก็เปดไฟห้องน้ำก่อนที่จะก้าวเข้าไปในห้อง

ผมเห็นน้องเหลียงยืนอยู่ที่ผมห้องโดยใช้มือปิดส่วนนั้นเอาไว้
มองมาที่ผมที่ยืนเปลือยเปล่าเหมือนกับเค้า
ผมยิ้มให้น้องเค้าพร้อมกับเอ่ยไปว่า
"ยืนทำท่าอย่างนั้นเป็นอะไรหรอ"
"คือว่า…ผมไม่เคยอาบน้ำกับใครมาก่อน.."
"จริงอ่ะ…ไม่เชื่อหรอก..เหลียงเป็นคนชวนพี่เองนะ"
"ก็พูดไปอย่างนั่นแหละ..พี่"
ผมยิ้มไม่พูดอะไรต่อ จัดการดึงตัวน้องเค้าเข้ามาหาผม
น้องเค้าขัดขืนเล็กน้อยแต่ก็ยอมแต่โดยดี

ผมจขัดการเปิดน้ำปล่อยให้สายน้ำค่อยสาดสายลงมากระทบร่างกายของเราสองคน
โดยผมยังคงโอบกอดตัวของน้องเหลียงไว้ในอ้อมแขน

น้องเหลียงยังคงยืนเกร็งอยู่ในวงแขนของผม
โดยเหมือนกับว่ายืนคอยรับไออุ่นจากร่ายกายของผม

เนื้อตัวของเราสองคนเสียดสีกันไปมา ผมยิ้มอย่างมีควาสุข
ผมคิดไปว่าน้องเหลียงเองก็คงมีความสุขเหมือนกับผม

เหลียงยังคงยืนก้มหน้านิ่งปล่อยให้ผมลูบไล้ไปตามร่างกาย
ผิวพรรณที่ขาวละเอียดพอโดนน้ำอุ่นก็เปลี่ยนเป็นสีชมพูสวย
ผมอดใจไม่ไหวอีกต่อไป
ผมเลื่อนมือจับใบหน้าของน้องเค้าเงยหน้าขึ้น สายตางของเราสองคนประสานกัน

ผมอ่านจากสายตางของน้องเค้า
น้องเหลียงดูประหม่าเล็กน้อยเหมือนกันคนที่ยังไม่เคยมาก่อน

ผมยิ้มพร้อมกับพูดออกไปว่า
"เหลียง…รักพี่หรอเปล่า…"
"อืม…"
เหลียงไม่ยอมตอบ ผมเลยเหมาเอาเป็นว่าน้องเค้ารักผม ผมเลยจูบปากน้องเค้า

โดยที่หน้องเหลียงยังคงยืนเปลือยเปล่าเช่นเดียวกับผมอยู่ในวงแขนของผม
น้องเหลียงจูบตอบเช่นกัน

อารมณ์ของเราสองคนตอนนั้นพลุกพล่านอยากที่จะระงับเอาไว้ได้
ร่างกายของเราของคนแทบจะกลายเป็นเนื้อเดียวกัน

ท่ามกลางสายน้ำที่ยังคงรินไหลทอดยาวไปตามร่างกายของเราสองคน
ละอองน้ำที่ยังคงเปียกชุ่มตามร่างกาย

เหมือนกับความชุ่มฉ่ำที่ที่เราสองคนกำลังถ่ายทอดให้กันและกัน
ลิ้นของผมยังคงพัวพันเข้าไปในปากของน้องเหลียงโดยที่เค้าใช้ลิ้นของเค้าสัมผัสกับลิ้นของผมอย่างดูดดื่ม

มือของเราสองคนก็ต่างลูบไล้ไปตามร่างกายของการและกัน
ผมเลื่อนริบฝีปากของผมค่อยจูบไปตามแก้มทั้งสองข้างของน้องเหลียง

เลื่อนต่ำมาที่ลำคอ แผ่นอก
หัวนมทั้งสองข้างผมบรรจงใช้ริมฝีกปากขบมันที่ส่วนยอดเบา

น้องเหลียงเลื่อนมือมาบีบที่แผ่นหลังของผมเบา พร้อมกับส่งเสียงครางออกมาเบา
ลีลารักของเราสองคนต่างถ่ายทอดออกกมาไม่ต่างกับบทรักไหนๆ
ในที่สุดน้องเหลียงก็ถึงจุดคามือของผม
น้องเหลียงกอดผมแน่นมาก
เสียงลมหายใจของน้องเค้า
แรงและดังผ่านออกมาแข็งจากสายน้ำที่ยังคงทอดยาวออกจากฝักบัวอยู่อย่างเดิมตั้งแต่เริ่มเกมส์

จนจบเกมส์สายน้ำก็ยังคงทอดยาวอยู่อย่างนั้น
ผมจัดการชำระล้างร่างกายทั้งของผมและของน้องเหลียง

เราสองคนผลัดกันลูบไล้สบู่ไปตามร่างกายของกันและกัน
น้องเหลียงกระซิบที่ข้างหูผมบอกกับผมว่า
เค้ารักผม ผมยิ้มตอบไม่พูดอะไรต่อ
ในใจของผมตอนนั้นอยากจะบอกน้องเค้าว่าผมก็รักเค้าเช่นกัน
แต่ก็ต้องเก็บกดมันเอาไว้

เพราะผมยังรู้สึกว่าความรักของผมที่มีต่อน้องเค้ายังไม่ถึงเวลาที่จะบอกออกไปเพราะ

ภายในจิตใจส่วนลึกของผมยังไม่ลืมสามคนที่ผมรักมากที่สุด สามคนที่ดีกับผมเสมอ

สามคนที่ตอนนี้เค้าไม่อยู่กับผมอีกต่อไปแล้ว
เค้าจากไปพร้อมกับหัวใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักที่ผมมีให้กับเค้า
ผมเหมือนเห็นแก่ตัวที่ไม่บอกรักกับน้องเค้า ทั้งๆที่หัวใจของผมรู้สึกอย่างนั้น

ผมเพียงแต่ยิ้มพร้อมกับจูบที่แก้มของน้องเค้าเบาๆ ผมว่าน้องเค้าคงรับรู้ได้เอง

ผมเองตอนนั้นยังไม่พร้อมจริงๆครับ
หลังจากอาบน้ำเสร็จผมกับน้องเหลียงนอนกอดก่ายกันบนเตียงโดยกางเกงที่เตรียมเอาไว้ก็ยังคงถูกว่างเอาไว้อย่างนั้น

เราสองคนนอนเปลือยเปล่าปล่อยให้เนื้อตัวได้สัมผัสกันและกันภายใต้ผ้าผมผื่นใหญ่ที่ปกคลุมร่างกายของเราเอาไว้
เตียงที่ผมเคยนอนกับสามคนที่ผมรักมากที่สุด
เตียงอาศัยความผมไออุ่นของแซนคนที่พยามเข้ามาแทนที่สาม
และกระชากความรู้สึกดีๆ
ของผมไป ตอนนี้ผมกำลังกอดน้องเหลียงอยู่ในอ้อมแขน

คนที่กำลังทำให้ความรักของผมแบ่งบานขึ้นมาอีกครั้ง
ไม่รู้ว่ามันจะสมบูรณ์แบบหรือเปล่าแต่ผมก็สัญญากับตัวเองว่าผมจะพยายามทำมันให้ดีที่สุด

ถึงแม้ว่าผมยังมีสามอยู่ในส่วนลึกของหัวใจก็ตามที
ผมจะให้น้องเหลียงเป็นส่วนหนึ่งของหัวใจของผมอีกคน
ความรักที่ผ่านมาผมว่ามันเป็นบทเรียนที่ดี
เป็นเหมือนสายลมที่พัดผ่านมาให้เราได้เย็นใจเพียงช่วงเวลาหนึ่ง

ระยะเวลาของมันขึ้นอยู่ว่าเราจะรักษามันเอาไว้ได้นานสักแค่ไหน
เพื่อนว่ามันเป็นอย่างนั้นหรือเปล่าครับ

หัวใจของคนเราก็เหมือนแก้วเปล่าใบหนึ่งในขณะที่ความรักก็เหมือนก้อนกรวดที่ถูกใสเข้าไปเติมมันให้เต็ม

ขึ้นอยู่ความรักของเราจะใส่มันเข้าไปสักกี่ก้อน เหมือนกับความรักที่ผมมีกับสามที่เป็นเหมือนก้อนกรวนก้อนใหญ่ ที่ถูกเติมลงใส่ไปหัวใจผมจนเต็มจนแทบไม่มีช่องว่างพอที่จะใส่อะไรลงไปได้อีก
แต่ไม่นานนักสิ่งที่ดูเหมือนมันเต็มอยู่แล้วก็มีเม็ดทรายน้อยของความห่วงใย

ดูเหมือนมันจะเบาและไร้ค่า
แต่มันก็สามารถเข้าไปแทรกเพื่อเติมเต็มช่องว่าง ระหว่างก้อนหินที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดจนอัดแน่นจนเต็มเปี่ยม

แก้วที่เคยเปล่าในตอนนั้น
มารู้สึกตัวอีกทีก็ดูเหมือนไม่มีช่องว่างเหลือเอาไว้อีกต่อไปแล้ว

จนดูเหมือนว่ารักนั้นครั้งนี้จะเป็นรักที่สมบูรณ์แล้ว
แต่หลังจากที่ผมเลิกกับแซนแล้วมาเจอกับน้องเหลียง

สิ่งที่ดูเหมือนว่าเต็มแล้วมันก็สามรถใส่ลงไปได้อีก
เพราะความรักของน้องเค้าที่มีให้กับผมที่ผมรู้สึกได้ตอนนั้น ก็เปรียบเหมือนกับสายน้ำที่ถูกบรรจุลงไปในแก้ว เพื่อเป็นการตอกย่ำความแน่นหนาของก้อนกรวดและเม็ดทรายให้แน่นยิ่งขึ้น

มันดูเต็มเปี่ยมและมันคงและอาจจะสมบูรณ์ที่สุด
รอวันเวลาแปรเปลี่ยนเป็นดินดีให้เมล็ดพันธุ์ของความรักงอกเงยขึ้นมา

ผมเชื่ออย่างนั้นนะครับ
ผมเริ่มต้นจากบทความตอนจบของตอนที่แล้วที่ผมอยากจะให้มันเป็นตอนสุดท้าย

แต่มันก็ไม่เป็นอย่างที่ผมคิด
หลังจากที่ผมคบกับน้องเหลียงได้สักพักก็ถึงคราวที่เราสองคนต้องจบเรื่องราวแห่งความสวยงาม

ช่วงเวลาแห่งความสุขนั้นลงเพราะ
ต่างคนเมื่อคบกันไปก็เริ่มรับรู้ว่าใครต้องการอะไร
ความเป็นเด็กของน้องเหลียง
ที่ยังต้องการไขว้คว้าหารักที่ดีที่สุดยังไม่ถึงวาระที่สิ้นสุด

ตรงข้ามกับผมที่ไม่ต้องการที่จะไขว้คว้าหามันอีก
มันจึงต้องจบลงด้วยความเข้าใจกัน

เราสองคนแปรสภาพกลายเป็นพี่เป็นน้องที่ดีต่อกัน ห่วงใยดูแลกันและกันอยู่ห่างๆ

โดยไม่คิดหวนให้วันเวลาที่ดีครั้งเก่าย้อนกลับมาอีกครั้ง
เพราะยังไเราทั้งคู่ยังต้องมีชีวิตที่ต้องดำเนินต่อไปข้างหน้าอีกยาวไกลนัก
ผมนายคิม ที่เคยรักคนชื่อสามอย่างหมดหัวใจ รักครั้งแรกที่ดูสวยงาม
ผมนายคิมคนที่เคยได้รับความห่วงใยอันอบอุ่นจากคนชื่อแซนอย่างคนที่สิ้นหวัง

และไม่มีทางออก
ผมนายคิมเคยมีความรักที่สดชื่นสดใสเหมือนสายน้ำกับรุ่นน้องที่ชื่อเหลียง

และจบลงด้วยความเข้าใจ ดูเหมือนตอนนี้ดินที่ถูกเตรียมเอาไว้ในแก้วหัวใจนั้น

กำลังรอเมล็ดพันธ์แห่งความรักที่อยากจะเติมโตของใครคนหนึ่งอยู่
เวลาที่เดินไปก็นำพาสิ่งๆ
นั้นมาจนได้
มันเป็นช่วงเวลาที่ทำให้ผมรับรู้กับคำว่า "รัก" ที่ครบถ้วน
รับรู้ว่า
"รัก" ไม่มีเพียงด้านที่สดใสแค่ด้านเดียว รับรู้ว้า "รัก"

ก็เหมือนอะไรที่ยากที่จะเข้าใจแต่เราก็พยามไขว้คว้ามันตลอดเวลา
"รัก" ความว่าเปล่าของชีวิตสำหรับผม เรื่องราวที่ผมกำลังจะเล่าให้เพื่อนๆ

ได้รับรู้ต่อไปนี้จะเป็นเหมือนบทเรียนครั้งสุดท้ายของผมที่ครั้งหนึ่งเคยไขว้คว้าหา

"รัก" และสุดก็ได้รับบทเรียนต่างๆ จนสามารถรับรู้ว่า "รัก"
ก็คือภาชนะที่ถูกบรรจุ
ด้วยความห่วงใย ความเอื้ออาทร ความกังวล ความปรารถนา
ความปลิ้นปล้อน หน้ากาก
เบื้องหน้า ความผิด ความจริง ความหลัง อดีต ปัจจุบัน
วันข้างหน้า สุดท้ายถ้าเราเทมันออกมาก็เหมือนเพียงความว่างเปล่า

และตัวเราเพียงคนเดียว ใช่ครับ แล้วทุกอย่างมันก็กลับคืนสู่ข้างใน
ความเป็นตัวเราเอง
พอผมเลิกกับน้องเหลียงได้ไม่นานผมก็มาพบกับคนที่ผ่านเข้ามาและผ่านออกไปมากมาย

และเป็นช่วงเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการดำเนินชีวิตของผม
ช่วงนั้นผมย้ายเข้ามาอยู่บ้านแล้วเพราะพิษเศรษฐกิจที่ผมเล่าให้ฟัง

ผมมาอยู่บ้านได้สักพักตอนั้นผมอยุ่ประมาณ ปี 2 เทอม 2 ผมได้พบกับคนๆ หนึ่ง

เป็นคนหน้าตาดี น่ารักมากๆ ผิวขาวอมชมพู
ผมรู้จักเค้าคนนี้จากการแนะนำจากเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่ง

เราสองคนเรียนรู้กันและกันไม่นานนักเราก็มีอะไรกัน
โดยที่ผมเองเป็นฝ่ายเริ่มบทรักให้กับเค้าคนนั้น

ในค่ำคืนหนึ่งหลังจากกลับมากจากการเที่ยวของเราสองคน คนคนนี้เค้าชื่อ "โย"

เป็นคนที่เรียกว่าจัดว่าหน้าตาดีเลยทีเดียว ช่างคุย
แต่เสียดายที่จะค่อนข้างแสดงออกมากไปหน่อย
แรกๆ
ผมเองก็ไม่รู้ว่าเค้าจะแสดงออกมาขนาดนี้เรียกว่า กระเทย ก็ว่าได้
แต่ระยะแรกคือประมาณ
6 เดือนที่เราคบกันนั้น ผมเองก็เหมือนถูกปิดหูปิดตา
หรืออาจจะด้วยความช่างดูแล
ความห่วงใย ช่างเอาใจ ของโย
ทำให้ผมมองข้ามเปลือกนอกที่เค้าเองพยามห่อตัวเองเอาไว้
เพื่อปกปิด ท่าแท้
ที่แท้จริงของตัวเองไว้ แต่จนแล้วจนรอดผมก็รับรู้เข้าจนได้ว่าเค้าเป็นอะไร

เพราะยังไงอยู่ด้วยกันบ่อยๆ เข้ายังไก็ไม่สามารถปิดเอาไว้ได้
แต่ผมก็เหมือนกับว่าความสงสาร ความรู้สึกดีๆ
และก็ไม่รู้อะไรก็ตามแต่ทำให้ผมไม่สนในว่าเค้าจะเป็นอะไร
หรือความจริงคืออะไร
ผมกลับยอมคบกับเค้าต่อไปโดยมองข้ามสิ่งๆ นั้นไปและไม่คิดอะไรมาก

ขอให้วันเวลาที่มีอยู่ให้เราสองคนมีความสุขก็พอ เค้าจะเป็นอย่างไรผมไม่สนใจ

แต่สุดท้ายดูเหมือนมันจะไม่มีประโยชน์อะไรสักเท่าไหร่
สำหรับเค้าเพราะเมื่อถึงเวลาที่เค้าเองไม่สามารถใช้หน้ากากอันนั้นต่อไปได้

มันก็เกิดความรู้สึกอับอายที่ผมได้รับรู้ว่าที่จริงแล้วเค้าเป็นคนอย่างไร

เค้าก็ไม่อาจที่จะบากหน้าอยู่กับผมต่อไปได้อีก ตัวเค้าเองต้องหาหลักเพื่อเกาะ

ไม่ใช่สิ ต้องเรียกว่าโรงละครเพื่อจะได้เล่นบทบาทของเค้าต่อไป
โดยผมกลับกลายเป็นเพียงโรงหนึ่งที่เคยต้อนรับดาราเจ้าบทบาทคนหนึ่งเท่านั้น
ตลอดเวลา 2 ปีกว่าที่ผมอยู่กับโย โยได้ให้ความห่วงใย คอยดูแลเอาใจใส่
และทำหน้าที่จะเรียกว่าอะไรดีล่ะ
เอาเป็นคู่คิดที่ดีก็แล้วกัน
ให้กับผมอย่างเรียกว่าครบถ้วนที่สุด แม้แต่ในช่วงเวลานั้น

โยก็ทำได้ชนิดไม่ขนาดตกบกพร่องจริงๆ
เพื่อนคงสงสัยแล้วว่าอะไรมันจะครบเครื่องขนาดนี้

เอาเป็นว่าผมหยิบยกมาเขียนให้เพื่อนฟังสักครั้ง ในหลายๆ
ร้อยครั้งที่เรามีอะไรกันก็แล้วกัน

เราสองคนเริ่มมีอะไรกันหลังจากที่เริ่มคบกันได้ประมาณ 1 เดือน
ครั้งแรกเป็นคืนที่ผมกลับจากเที่ยวแล้วไปค้างบ้านเค้า

แต่คืนนั้นมันไม่ค่อยน่าประทับใจสักเท่าไหร่
เอาเป็นว่าเมื่อเราสองคนต่างรับรู้

เละเรียนรู้ความรู้สึกที่ต้องการของกันเป็นกัน
เราสองคนก้ต่างถ่ายถอดลีลารักระหว่างเราได้อย่างไม่มีอะไรมาปิดกันมันได้
คืนนั้นผมผมเริ่มด้วยการเข้าไปนอนเคียงข้างโยอย่างทุกคืนที่ผมไปนอนบ้านเค้า

ปกติผมจะไม่ค่อยใสเสื้อนอนสักเท่าไหร่
แต่จะใส่เพียงกางเกงขาสั้นหรือไม่ก็บ็อกเซอร์เท่านั้น

ส่วนโยจะชอบใส่ชุดนอนบางๆ
เหมือนผู้หญิงนอนกลิ่นกายของโยหอมยั่วยวนผมทุกครั้งที่ได้อยู่ใกล้

ผิวที่ขาวอมชมพู นิ่มและนุ่มนวลเหมือนผู้หญิง จะหริดจะกร้านที่ดูน่ารัก
มันทำให้ผมยากที่จะระงับยับยั้ง
อารมณ์เอาไว้ได้
ผมจะมีอะไรกับโยทุกคืนที่เราสองคนอยู่ด้วยกัน (อาทิตย์ละ
3-4 ครั้ง)
และเกือบทุกครั้งทำจะเป็นฝ่ายเสร็จอยู่คนเดียว
เพราะโยเค้าจะอายเวลาเสร็จต่อหน้าผม
เค้าบอกเค้าจะมีความสุขที่เห็นผมมีความสุข
เค้าบอกกับผมว่าแค่ผมกอดเค้าเค้าก็รู้สึกอบอุ่นแล้ว
คำพูดของโยทำให้ผมรักเค้า
และรู้สึกดีๆ กับเค้ามาก
มันช่างเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขที่ผมไม่อยากลืมมันจริงๆ
ถ้าย้อนเวลากลับได้ผมคงไม่ปฏิเสธมันแน่นอน
โยทำรักด้วยปากให้ผมบ่อยๆ
เรียกว่าแทบจะทุกที่ก็ว่าได้ ในห้องน้ำ โซฟา บนเตียง
พื้นห้อง อ่างอาบน้ำ
บันได ระเบียงบ้าน ทุกๆ ที่ทีบรรยากาศ เวลาและสถานที่

เอื้ออำนวยให้มันเกิดขึ้น บางครั้งเราสองคนก็มีกิจกรรมแผลงๆ กันเช่น
การอมน้ำแข้งไปด้วยระหว่างการทำรักด้วยปาก

ราดน้ำหวานไปบนส่วนนั้นของผมโดยให้เค้าค่อยดูดกินความหวานมันอยางช้าๆ
หรือทาไอศครีมรสชาติโปรดของโยบนส่วนนั้นของผมเพื่อเพิ่มความรู้สึกเสียวสยิวมากขึ้น

มันเป็นความทรงจำที่ผมฝังใจมาจนทุกวันนี้จริงๆ ครับ
โยจะมีหยาดน้ำตาไหลรินออกมาจากตาหลังจากที่ผมเสร็จ และกอดเค้าหอมแก้มนุ่มๆ

ของเค้า ผมรู้ว่าตอนนั้นผมรักเค้ามาก ผมไม่เคยมีความสุขแบบนั้นมาก่อน
ผมว่าเป็นใครก็ต้องเป็นเหมือนผม
ลุ่มหลง ฝัน ล่องลอย
อยู่ในห้วงเวลาแห่งความสุขนั้น จนไม่รับรู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับผมนั้น

ไม่ได้มีผมเพียงคนเดียวที่ได้รับ
แต่ยังมีใครคนหนึ่งกำลังจะขโมยความรู้สึกแบบนั้นไปจากผม

ผมเกือบจะจับผิดได้ในหลายๆ ครั้งแต่สุดท้ายผมก็เหมือนที่จะลืมมันไปเสียหมดสิ้น
เพราะทุกครั้งที่ผมรู้ระแคะระคายว่าเค้าจะมีคนอื่น เค้าจะพยายามปกปิดด้วยการ

พยายามเอาใจใส่ผมมากขึ้น ตามใจผม
เพื่อรักษาความรู้สึกที่ดีของผมที่มีต่อเค้านั้นเอาไว้

กว่าผมจะตาสว่างและรับรู้ได้ว่า โยคนที่ผมว่าผมรักเค้า
แต่ความรักที่ผมเห็นมันเป็นเพียงละครฉากหนึ่งที่เค้าแสดงให้ผมดูเท่านั้น

หน้ากากที่เค้าใส่ เบื้องหลังนั้นมันถูกฉาบด้วยความจอมปลอมและความหลอกลวง

โยซ่อนความรักของเค้าเอาไว้กับคนอีกคนหนึ่งตลอดเวลาที่อยู่กับผมและคนนั้นจะมาแทนที่ผมเสมอทุกครั้งที่ผมไม่ได้อยู่กับเค้า

ผมเหมือนควายมากๆ ในเวลานั้นที่ปล่อยให้โยหลอกผมอยู่ตลอดเวลา 2 ปีที่คบกัน

(หกเดือนแรกยังไม่มี) ผมไม่โกรธที่เค้าหลอกผม ผมไม่โกรธที่เค้าทำแบบนั้น

เพราะรู้ตัวว่าผมเองก็ไม่ได้ดีพอสำหรับโย
ผมเคยได้ยินว่าเค้าต้องการคนที่มาคอยให้ความอบอุ่นกับเค้าได้ตลอดเวลา

ซึ่งไม่ใช่ผมผมทำแบบนั้นไปได้ เค้าจึงต้องหาคนที่ดีกว่าผม
การกระทำของโยที่ทำกับผม
ผมได้รับรู้ในวันหนึ่งที่เค้าเริ่มที่จะตีตัวออกห่างผม

เพราะเค้าเองแน่ใจว่าอีกคนหนึ่งที่เค้าคบอยู่นั้นดีกว่าผม
สามารถให้ความอบอุ่นและคุ้มครองเค้าได้
ในส่วนซึ่งผมทำให้เค้าไม่ได้
ผมยังต้องมีบ้านต้องกลับ มีครอบครัวที่ดีรออยู่
มีงานที่ต้องทำ
และไม่มีเวลาให้เค้ามากมายนัก ผมรู้สึกดีที่เห็นเค้าเจอในสิ่งที่ดี

ตอนผมคบกับโย เค้าจะบอกกับผมเสมอว่า ให้ผมได้รับรู้ว่า
"ไม่มีใครรักผมเท่าเค้าอีกแล้ว"

แต่ผมก็ขอบอกต่ออีกว่าไม่มีใครทำให้ผมเจ็บแค้นได้เท่าเค้าเช่นกัน
เมล็ดพันธุ์แห่งความรักที่ผมรอคอย มันไม่ใช่อย่างที่ผมคิด
ความรักที่โยมอบให้กับผมนั้นกลับกลายเป็นเปลวไฟ
ที่ร้อนแรง
มันเผาผลานดินดีในแก้วแห่งหัวใจของผมให้แข็งแกร่งมากขึ้น
เปลวไฟมันทำให้หัวใจของผมในตอนนี้เหมือนกลายเป็นหินก้อนหนึ่ง
ที่มีแต่เย็นชา
เห็นแก่ตัว ไม่ยอมอ่อนลงให้ใครอีก ผมได้บอกกับตัวเองแล้วว่า

ต่อไปจากนี้ผมจะไม่รักใครด้วยหัวใจอีกแล้ว ความรักที่เกิดขึ้นหลังจากนี้ต่อไป

เป็นความรักที่เกิดขึ้นด้วยสมองเท่านั้น ผมจะไม่เสียใจกับมันอีกแล้ว
การรักด้วยสมองของผม ผู้ชายอย่างผมจะไม่เสียใจอีกแล้ว
คนที่มารักกับผมต่อไปจะได้แค่เพียงความรักที่ว่างเปล่าของผมเท่านั้น

ทุกคนจะไม่มีวันได้หัวใจที่แท้จริงของผมอีก ไม่ว่าใครก็ตามที่เข้ามา
ผมจะไม่รักเค้าให้ผมต้องเสียใจอีกแล้ว

ถึงแม้ว่ามันอาจดูยากสักหน่อยที่เล่นกลับความรู้สึกแบบนั้น และมีหลายๆ
ครั้งที่ผมเกือบที่จะพลาดไปกับความรักอีก

แต่สุดท้ายผมก็สามารถเรียกความรู้สึกแบบนั้นกลับมาได้ทัน
ก่อนที่ผมจะต้องกลับไปเสียใจกับมันอีก
อาจจะดูว่าผมเป้นคนมองโลกเพียงด้านเดียว
และเหมือนผมเป็นคนเห็นแก่ตัว
แต่ผมว่ามันก็ดีแล้วสำหรับการเตรียบตัวสำหรับความรักที่จะผ่านเข้ามาอีก

เพราะความรักก็เคยตอบแทนผมได้สาหัสเช่นกัน
ไม่ผิดที่ผมจะเตรียบตั้งรับมันก่อนก็เท่านั้น
ผมเองยอมเห็นแก่ตัว ยอมเป็นคนเลว ดีกว่าจะต้องไม่เสียกับสิ่งไร้สาระอย่าง

"ความรัก" ที่หลอกลวงอีก ผมได้เรียนรู้แล้วว่า
การให้ความกับใครก่อนไม่มีประโยชน์
เพราะผมได้เรียนรู้มันแล้ว
ความรักของผมตอนนี้ก็คือความว่างเปล่าของผม
และผมเองยังหวังและรอคนที่จะเข้ามาเติมเต็มมันอีกสักครั้ง

และครั้งต่อจากนี้ผมจะไม่มีวันเสียใจอีก นี่แหละครับเรื่องราวความรักของผม
ยังไงถ้าไม่ผิดกติกาก้อย่าลืมโหวดด้วยนะครับ Email. มาติชมได้นะครับ ICQ.

65794258 kaszuka@lemononline.com kaszuka@jorjae.com

kaszuka@jojomail.com

.

[Home]