เรื่องของผมและคนที่ผมรักมากที่สุด (หน้า1)

โดย คิม

.............. คุณเคยรักใครสักคนรึเปล่า

หมายเหตุ…เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับตัวผมเอง ความรู้สึกทั้งหมดมาจากความรู้สึกผมจริง การที่ผมคิดชมตัวเองหรือชมแฟนน่ะ หรือคิดกับใครต่างๆน่ะ ก็เป็นสิ่งที่ผมรู้สึกจริง สาบานว่าไม่ได้เสแสร้งอะไรเลย แต่บางครั้งก็อยากจะให้ผู้อ่านนึกจะชมหรือว่าผม (เรื่องหลงตัวเองแล้วก็เรื่องหลงแฟนน่ะครับ) อะไรก็ได้ระหว่างอ่านบ้าง จะได้ไม่เครียดอะไร เพราะเรื่องที่พิมพ์มาก็ยาวพอสมควร ข้อความบางข้อความความรู้สึกบางความรู้สึกทุกกระบวนการของความคิดของผม บางเรื่องเขาเองผมก็ยังไม่ได้บอก เขาคงจะได้รู้พร้อมกับเพื่อนๆน่ะครับ..

*****เรื่องที่พิมพ์ไปผมเชื่อว่าคงจะเป็นกำลังใจให้เพื่อนๆบางคนที่เคยเป็นคล้ายผมหรือต้องเจอกับความผิดหวังโดยตลอด ในการที่จะหาใครซักคนที่รักเราและเรารักเขามากมาย ยังมีความหวังอีกมากมายในโลกนี้ ยังมีความหวังมากมายในโลกของเน็ท ผมจึงหวังว่า คุณคงจะเจอใครสักคนที่คุณเฝ้ารอมานานสักคน ตราบใดที่คุณยังมีหวัง

 

มูลเหตุ
.............. ผมเองก็เป็นคนหนึ่งซึ่งเคยหาเพื่อนและแฟนทางเน็ทมาพอสมควร ตอนแรกๆก็คิดว่าจะหาเล่นๆไม่คิดจะจริงจังอะไร ผมคบคนนี้ทีคนโน้นที่ หาไปเรื่อยๆ (มีถึงขั้นนั้นเกือบทุกคนน่ะแหละครับ) เขาไม่ชอบผมก็ไม่ง้อ เพราะคิดว่าตัวเองหน้าตาพอที่จะหาคนอื่นได้อีกมาก พอสักพักก็เริ่มเบื่อขี้เกียจที่จะหาในรูปแบบอย่างนั้น อยากที่จะหาคนที่เข้าใจ ไว้ใจเรา รักเรา แคร์เรามากๆ จริงใจหะเราสักคน ผมคิดว่าเพื่อนๆบางคนคงเป็นอย่างผม ผมเลยตัดสินใจลงหาเพื่อนใน FBOARD แต่ที่ลงหาไปน่ะบอกว่าหาเพื่อนเฉยๆน่ะครับ หาเพื่อนที่นิสัยเหมือนกัน ไม่คิดเรื่องที่จะเป็นแฟน (แต่จริงๆน่ะคิดครับ แต่คงต้องดูๆไปก่อนว่านิสัยเข้ากันได้รึเปล่า) ก็มีคนสนใจติดต่อมาให้ที่อยู่มาหลายคนเหมือนกันครับ ผมก็โทรไปหาเรื่อยๆ ถ้านิสัยหรือกริยาวาจาทางโทรศัพท์พอเข้ากันได้ ผมก็จะติดต่ออยู่น่ะ ซึ่งก็จะเหลืออยู่เพียงไม่กี่คนเอง 2-3 คน หนึ่งในสามนั้นก็คือ แฟนผมคนนี้นั่นเอง

แรกเริ่ม
.............. กะคนนี้ผมไม่ค่อยจะคิดอะไรเท่าไหร่ ตอนแรกที่โทรน่ะก็ว่าจะลองโทรไปแหย่เล่นๆ พอดีเขาติดธุระอะไรก็ไม่แน่ใจรึว่าสัญญาณไม่ค่อยดีมั้งครับ เขาบอกว่าจะโทรกลับมาอีกที ผมก็เลยไม่ว่าอะไร ตอนแรกคิดว่าเขาก็อาจจะไม่โทรกลับมาหาก็ได้ เพราะผมก็เคยใช้คำพูดนี้อ้างเวลาไม่อยากคุย ผมก็ดูทีวีอะไรไปเรื่อยๆ จนถึงค่ำเขาก็โทรมาเราก็คุยโน่นคุยนี่อะไรมากมาย ถามไปถามมาเขากลับเคยเรียนที่เดียวกับผม อายุก็เท่ากัน มันก็เลยมีเรื่องคุยกันมากมาย ล่วงเลยไปหลายชั่วโมงจนเกือบห้าทุ่มแน่ะ มาราธอนน่าดูเหมือนกัน พอดีเราคุยกันเรื่อง VDO เรื่อง Bishonen ผมเลยเกิดอยากดูขึ้นมา พอดีเขาก็บอกว่าเขามี VDO เรื่องนี้อยู่ว่างๆเดี๋ยวเอาไปให้ ผมก็เลยตอบตกลงไว้ว่างๆเดี๋ยวเอา VDO มาแลกกัน จากนั้นเราก็คุยกันไปอีกสักพักผมก็เลยพูดเล่นๆว่าอยากจะดูตอนนี้น่ะ ไม่คิดว่าเขาจะตกลง ตอนแรกก็เห็นลังเลเพราะตอนนั้นเกือบเที่ยงคืนแล้ว ผมก็เลยบอกทางมาบ้านผมซึ่งเขาก็เคยมาทางนี้อยู่แล้วก็เลยมาถูก


แรกพบ

.............. ครั้งแรกที่เจอกันผมยังจำได้ว่า ผมนัดเขาที่หน้าเซเว่นแถวบ้านผม (บางคนอาจกำลังจะนึกขำล่ะสิว่าผม พบรักหน้าเซเว่น เหมือนกะเพลงของใครก็ไม่รู้ไม่รู้จักเหมือนกัน แต่ไม่เป็นไรครับเพราะมันเป็นเรื่องจริง) เจอเขาแรกๆก็ดูเขาตลกๆดี พูดคุยดีครับ หน้าตาก็น่ารักดีครับ (แต่ตอนนี้มันน่าเตะครับ..อิๆ) เหมือนจะดีไปซะทุกอย่างน่ะ แต่ผมก็ไม่กล้าคิดอะไรเพราะตอนแรกที่ลงในประกาศน่ะ ผมต้องการเพียงแต่หาเพื่อนเท่านั้นเอง เลยไม่อยากจะคิดเลยเถิด ที่บอกว่าเขาตลกน่ะก็ไม่ใช่อะไรน่ะครับ ตอนนัดกันผมก็ไม่ได้บอกน่ะครับว่าผมหน้าตายังงัย รูปก็ไม่เคยเห็นกัน ผมบอกว่าผมหน้าเข้มๆหน่อย เพราะตอนนั้นไว้หนวดไว้เคราอยู่น่ะครับ ส่วนรายละเอียดมากกว่านั้น ก็ไม่ค่อยได้บอกอะไรมากมาย ก็แค่บอกว่าหน้าตาพอดูได้ ไม่น่าเกลียดอะไรหรอก กะเขาก็เหมือนกันน่ะครับ ก็ไม่ได้บอกข้อมูลอะไรมากมายก็บอกพอๆกะผมน่ะครับ เป็นอันว่าไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบในเรื่องข้อมูลเท่าไหร่

.............. จากที่ผมบอกไปเมื่อกี้ว่า ไม่มีใครรู้ข้อมูลใครเลย พอเขามาถึงเขาก็โทรมาหาผมว่า ตอนนี้มาถึงแล้วจะรอผมหน้าเซเว่น ขณะที่รออยู่นั้นเขาก็เล็งคนนั้นที คนโน้นที คงมองหาผมอยู่น่ะครับ เผอิญไปเจอคนหนึ่ง (เขาเล่าให้ผมฟังหลังจากเจอกันแล้ว) ดูเหี้ยมๆ เหมือนกันแถมไว้หนวดยังกะโจรใส่ชุดนอนออกมาซื้อของเซเว่น พอเขาเดินออกมาจากร้าน แฟนผมเขานึกว่าเป็นผม เกือบเดินเข้าไปทักซะแล้ว ดีที่อีตาคนนั้นรีบเดินสาวด้วยความเร็วสูงกลับบ้านแกไปก่อน แฟนผมก็เลยไม่ทันได้ทัก… ไม่งั้นมีฮาแน่ หรืออาจะโดนชกไปแล้ว ทีนี้พอผมเดินมาถึงเห็นเขาเลิกลั่กใหญ่ ผมก็นึกขำว่าเขาเป็นอะไร พอเขาเจอผมก็ทำท่าดีใจใหญ่ เขาก็เลยถามว่าใช่ผมรึเปล่า พอรู้ว่าใช่ เขาก็ขำใหญ่ เล่าเรื่องเมื่อครู่ไปมาหลายครั้ง เขาบอกว่าถ้าเกิดผมเป็นคนเมื่อกี้จริงๆเขาคงอึ้งไปเลย ตัวผมเองตอนนั้นก็ไม่กล้าที่จะพูดอะไรมากมาย (เพราะถ้าผมไม่สนิทกะใครก็จะเงียบๆไม่ค่อยคุย) ก็นั่งฟังเรื่องเมื่อสักครู่ของเขาสักพักเขาก็เลยหยิบ VDO จะยื่นให้ แต่ผมไม่ได้หยิบติดตัวมาด้วยเพราะมันดูเขินๆยังงัยก็ไม่รู้ ก็เลยบอกให้เข้าไปเอาที่บ้าน พอถึงบ้านผมเราก็คุยกันสักพัก เขาก็บอกว่าเดี๋ยวกลับเลยละกันเพราะดึกแล้ว ผมก็เลยไม่กล้าขัดเท่าไหร่ ก็เลยแค่ถามว่าจะกลับเลยเหรอ แต่พอเขาทำท่าจะกลับผมเลยไม่ว่าอะไร ผมก็เลยไม่ว่าอะไรเดินออกไปส่งที่หน้าบ้านและแล้วเขาก็กลับบ้าน (บางคนคงลุ้นอยู่ล่ะสิว่าจะเกิดอะไร)

 

วันที่สอง

.............. วันนี้ผมก็คงเป็นเหมือนทุกวันของผม หลังจากเลิกเรียนที่มหาลัย ก็ชอบที่จะไปดูหนังกันกับเพื่อน แต่ผมก็รอโทรศัพท์เขาอยู่เหมือนกันนะ รอว่าจะโทรมาเมื่อไหร่ ก็รอจนถึงเย็น ก่อนจะเข้าโรงหนัง ผมก็เลยตัดสินใจโทรหาเขาอีกสักครั้ง ดูว่าเขาอยู่ที่ไหน เป็นยังงัยบ้าง เพราะเมื่อวานเขาบอกว่าจะนัดเพื่อนจะไปกินเลี้ยง ที่โทรไปจริงๆน่ะอยากให้เขามาหาน่ะครับ แต่ก็ต้องฟอร์มไปก่อน พอโทรไปผมอ้างถามเรื่องVDO มาบังหน้าน่ะ คุยไปคุยมาเขาก็บอกว่า เดี๋ยวจะออกไปหาเพื่อนแล้ว ผมก็เลยไม่กล้าที่จะถามเรื่องอื่นต่อ ผมเลยตัดบทเองซะดีกว่า (กลัวเขาจะหาว่าเราโทรมาตื้อเหรอ…. เออ.. นิสัยผม เป็นคนไม่ชอบไปวุ่นวายกะคนที่ไม่ชอบผมน่ะครับ ซึ่งเพื่อนๆหลายคนคงเป็นอย่างนี้) ผมก็เลยบอกว่าเดี๋ยวหนังจะเข้าแล้ว เพื่อนรออยู่ เขาก็เลยบอกว่าเดี๋ยวจะโทรไปหาอีกที ซึ่งผมเองก็ไม่ค่อยหวังเท่าไหร่หรอก ถ้าไม่โทรมาผมคงไม่โทรไปหาอีกแล้ว หลังจากดูหนังเสร็จแล้ว ผมก็เลยกลับบ้าน ระหว่างกลับก็คิดถึงเรื่องนี้มาตลอดทาง มันเป็นเรื่องที่เดายากน่าดูนะ ที่จะรู้ว่าใครคิดกะเรายังงัย ช่วงที่ผมเดินเข้าบ้านผมก็คิดเรื่องนี้อยู่นานเหมือนกัน ก็เลยตัดสินใจว่าจะโทรไปหาอีกซักท ีดูว่าเป็นยังงัยบ้าง (ครั้งนี้ยอมเสียความตั้งใจซักครั้ง) ผมเลยยกโทรศัพท์มองดูซักพักชั่งใจว่าจะโทรไปดีหรือไม่ดี และแล้วก็มีโทรศัพท์โทรเข้ามาผมดูเบอร์ เชื่อไหมผมดีใจแทบบ้าเลยล่ะ เขานั่นเองโทรมา อะไรจะใจตรงกันขนาดนั้น (ยังมีอีกหลายอย่างที่ใจครงกัน เดี๋ยวจะค่อยๆเล่าครับ) เขาโทรมาถามโน่นถามนี่ว่าหนังเป็นยังงัยบ้าง อยู่ที่ไหน จะเข้าบ้านเลยเหรอ แล้วสุดท้ายก็ชวนผมไปเที่ยว (อันนี่เต็มใจไปแน่นอน) ผมเองจริงๆก็เที่ยวมาพอสมควรเหมือนกัน แต่ก็ไม่กล้าออกความคิดเห็นว่าจะไปไหนดี แต่เขาก็บอกตามใจผมละกัน เขาบอกว่าเดี๋ยวเขาจะมารับ ก็เป็นอันว่าคืนนี้เขาก็เป็นคนนัดผมเที่ยว

 

เดทครั้งแรก

.............. การเที่ยววันนี้เป็นวันที่ผมดีใจวันหนึ่งเลยล่ะครับ วันนี้ก็เลยต้องหล่อหน่อย (จริงๆน่ะก็หล่ออยู่แล้วล่ะครับ..อิๆ) เขามารับผมตอนสี่ทุ่ม ใส่เสื้อมาคล้ายๆผมต่างหาก (ยังคิดอยู่เหมือนกันว่าใครเลียนแบบใคร) แต่ยังงัยก็น่ารักดีครับ คุยกันบนรถอยู่นานเหมือนกันว่าเราจะไปไหนกันดี พอถึงช่วงนี้นิสัยช่างเจรจาของผม ก็เริ่มจะแสดงให้เห็นแล้วล่ะ ก็อย่างที่บอก ถ้าผมยังไม่สนิทกะใคร ผมก็จะไม่ค่อยพูดค่อยจา แต่ตอนนี้ผมชักจะคุ้นกะเขาแล้วล่ะ ตกลงว่าเราจะไปฟรีแมนกันน่ะ (อันนี้ผมออกความเห็น เขาก็ตามใจครับ) ปกติไปที่นี่ผมก็จะไปกะเพื่อนน่ะครับ ไม่เคยไปกะใครสองคนอย่างนี้ แต่วันนี้ยกเว้นครับ พอเข้าไปคนก็เยอะพอควรครับ แรกๆก็เลยสับสนนิดหน่อย ไม่รู้ว่าจะไปอยู่ที่ไหนดี แต่โชคดีหน่อยเผอิญดันมาเจอเพื่อนน่ะ ก็เลยไปนั่งกะเพื่อนผม พอมีโชว์ผมก็นั่งดู เขาก็นั่งดูอยู่ข้างๆ ติดๆกัน พอดูโชว์เสร็จผมก็เลยชวนขึ้นไปชั้น3 (คนที่เคยไปคงรู้ว่าคืออะไร) จริงๆไม่เคยคิดจะขึ้นไปทำอะไรเขาเลยนะครับ สาบานได้ แต่อยากจะพาเข้าไปดูน่ะ เขาเองก็ไม่เคยเข้าไป พอจะเข้าไปผมก็เลยจับมือเขาแล้วจูงเข้าไป กลัวหลงกันน่ะครับ สภาพในนั้นส่วนใหญ่เพื่อนๆก็คงรู้ว่า คนมันแออัดยัดเยียดขนาดไหน เดินไปก็ต้องระวังให้ดี กุมกล่องดวงใจตัวเองไว้ละกัน มิฉะนั้นเจอบีบแน่ (แต่บางคนก็อาจเจอมากกว่านั้นน่ะครับ… ซึ่งอันนี้ผมก็เคยโดนบ่อย) เขาก็บีบมือผมแน่น เพราะต้องเบียดเสียดกับคนมากมายเหลือเกิน เราก็หยุดตรงที่ว่างที่หนึ่ง เพื่อหายใจหายคอกันหน่อย ผมสังเกตว่าเขาจับมือกันแน่นเลยครับ และรู้สึกเหมือนกันว่าเขาหายใจรดต้นคอผมอยู่ แต่ผมเองก็ไม่กล้าคิดอะไรมาก คงเป็นเพราะยืนเบียดเสียดกันมากกว่า พอเดินได้สักพักผมก็พาเขาเดินลงมา มาดื่มอะไรนิดหน่อย เขาก็เลยถามผมว่าจะกลับบ้านเลยหรือเปล่า ผมเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันก็เลยบอกว่า ไม่รู้เหมือนกัน เขาเลยชวนผมไปนอนบ้านเขาไหม ผมเองก็เห็นดึกแล้วเหมือนกัน อีกอย่างก็อยากไปเหมือนกัน ก็เลยตกลง แต่ก่อนกลับบ้าน ผมขอให้เขาไปส่งเพื่อนผมก่อน ซึ่งเขาก็ไม่ว่าอะไร (อันนี้เป็นสิ่งหนึ่งที่ปลื้ม… เพราะเขาแทบไม่เคยปฏิเสธอะไรผมเลย แม้จะดูลำบากเขาก็เหอะ)


คืนนี้ที่ยาวนาน

.............. ระหว่างเดินทางกลับบ้านหลังจากไปส่งเพื่อนผมแล้ว อยู่บนรถ เราก็คุยโน่นคุยนี่กันมากมาย ผมว่าเราคงเริ่มสนิทกันแล้วแหละ พอถึงบ้านเขาก็พาผมไปห้องนอนเขา ซึ่งความรู้สึกแรกๆ ผมก็แปลกๆเหมือนกัน (คงแปลกที่น่ะครับ) เราก็นอนคุยกันพักหนึ่ง ผมก็เริ่มเพลียเกือบหลับแล้วล่ะ และแล้วเขาก็จับมือผม ผมก็ไม่ว่าอะไร สักพักเขาก็ลุกขึ้นมาจูบผม และแล้วผมก็ไม่สามารถที่จะอดใจไหว ก็เลยจูบตอบแล้วก็นัวเนียกันสักพัก ผมเองกลับมานึกได้ในคำพูดตัวเองที่เคยลงไว้ ว่าไม่คิดที่จะมีแฟนหรือมีอะไรกะใคร เพียงแค่อยากมีเพื่อนเท่านั้นเอง คำพูดนี้เองมันก็เลยให้ผมต้องหยุดการกระทำทั้งหมด ตั้งสติใหม่ พร้อมกับถามเขาเพื่อความมั่นใจสักครั้ง ว่าเขาคิดยังงัยกับผม เขาก็บอกว่า เขาชอบผมตั้งแต่แรกเห็นแล้ว แต่ยังไม่กล้าพูดเท่าไหร่ แล้วก็เห็นว่าผมเงียบๆขรึมๆด้วย เขาก็นึกว่าผมไม่พอใจอะไรเขารึเปล่า จริงๆหลังจากวันที่เราแลกวีดีโอกัน เขาบอกว่า อยากจะโทรหาผมมาก แต่เขาไม่กล้า เขาก็รอโทรศัพท์ผมเหมือนกัน (เพราะต่างคนต่างรอนี่แหละครับ ทำให้เราทั้งคู่รอกันมาทั้งวัน) วันนั้นพอดีเพื่อนเขามาไม่ครบกัน เขาก็เลยไม่อยากไป ก็เลยโทรมาหาผม แล้วตอนที่อยู่ที่ฟรีแมนน่ะ เขาตั้งใจจะมาอยู่ใกล้ๆผมเอง ใกล้มากขนาดหน้าเขาเกือบจะชนต้นคอผมซะด้วยซ้ำ เมื่อเรื่องทุกอย่างเคลียร์หมดแล้ว ก็ดีเหมือนกัน ผมเลยถามเขาว่า จะเป็นแฟนผมเหรอ เขาก็บอกว่าอยาก แต่เขาอยู่ได้อีกไม่กี่เดือนนะ(เขาจะไปเรียนต่อน่ะครับ) เขาไม่อยากให้ใครมารอเขา ซึ่งอันนี้ผมก็เข้าใจ แต่ผมก็ไม่แคร์หรอกนะ การที่เราจะรักกันไม่ใช่ว่า มันจะอยู่ที่เวลาที่เราห่างกันซะหน่อย มันอยู่ที่ใจที่มีให้กันซะมากกว่า (ตอนนั้นผมยังไม่เคยรู้ถึงความทรมานเมื่อต้องไกลกัน) ผมก็เลยบอกว่า แล้วเค้าแน่ใจไหมล่ะว่าจะเป็นแฟนผม ถ้าแน่ใจผมน่ะก็ไม่มีปัญหา (จะดูไปเหมือนว่าเราจะตกลงกันเร็วนะครับ แต่ผมคิดว่าผมมี Sense พอสมควรเรื่องนี้ เชื่อผมเหอะว่าผมดูคนไม่ผิด) เขาก็บอกว่าเป็นสิ เขาบอกเขาดีใจมากเลย ที่เราเป็นแฟนกัน (ผมเองก็ดีใจเหมือนกัน) จากนั้นเราก็กอดกันแน่น แล้วก็ซุกไซร้ซึ่งกันและกันทั้งคืน เขาก็เป็นของผมในคืนนั้น


วันประทับใจอีกวันกับความหลังที่ผ่านไป

.............. เรานอนกอดกันทั้งคืน เป็นวันที่ผมมีความสุขมากที่สุดอีกวันหนึ่ง หลังจากที่ไม่ได้มีแฟนมานอนกอดกันอยู่อย่างนี้ หากจะว่าไปเกือบที่จะครบปี ชีวิตของผมจะว่าไป ผมก็เป็นคนที่สำส่อนพอสมควร (เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ตัวเองรู้ดีครับ ไม่จำเป็นต้องมีคนมาบอก) ผมเคยมีอะไรกะใครมามากพอดู ส่วนใหญ่จะในเน็ททั้งนั้น ทั้งเคยเห็นหน้ามาก่อน(จากรูป) บางคนก็ไม่เคยเห็นหน้าเลยก็เยอะ คนทุกคนที่ผมมีอะไรด้วย มีทั้งเต็มใจ และ ไม่เต็มใจ มีทั้ง จริงใจ และ ปลิ้นปล้อน ทั้ง หล่อมาก จน บางคนก็ผมแทบทนไม่ได้ (นั่นคือคนที่ผมบอกว่าไม่เต็มใจนั่นเอง) แต่ผมก็ไม่โทษใครหรอก ผมเองก็รู้แต่แรกว่า ต้องพบเจอกับคนแบบนี้ จากบรรดาคนที่ผมมีความสัมพันธ์ด้วยทั้งหมด จะมีเพียงไม่กี่คนที่ผมนับเป็นแฟนของผม คนแรกก็คือ น. ส่วนอีกคนก็คือ เขาคนนี้ (คนที่ผมรักหมดหัวใจของผม และคงไม่สามารถรักใครได้อีก) ชีวิตช่วงนั้นเป็นชีวิตช่วงเด็กๆ เพิ่งเข้ามหาลัยไม่เท่าไหร่น่ะครับ มีเพียงอย่างเดียวในความคิดก็คือ อยากลอง เมื่อก้าวเข้ามาแล้วผมก็ไม่สามารถออกไปได้เลย จะบอกว่าติดใจก็อาจจะใช่นะครับ วันๆที่เล่นเน็ท ก็เพียงเพื่อหาคนที่จะมาได้ซึ่งความต้องการอันนั้น วันแล้ววันเล่า ผมก็ยังคงวนอยู่ในวังวนแห่งนี้ แต่พอเมื่อโตขึ้นสักหน่อย ผมก็เริ่มที่จะรู้สึกเปล่าเปลี่ยว อยากที่จะมีใครสักคนมาเข้าใจ ผมจึงตั้งใจหาแฟนอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งครั้งนั้นผมก็ได้ น.มาเป็นแฟนคนแรกของผม แต่เนื่องจาก เรามีปัญหาทางพ่อแม่เขาน่ะครับ ทำให้เราต้องห่างกันไป ในที่สุดเราก็เป็นเพียงแค่ความหลัง ซึ่งผมเองก็ยังรู้สึกดีๆในวันที่ผ่านมาอยู่ ผมเองก็ยังเฝ้าใฝ่หาความรักอย่างนั้นเสมอมา แต่ก็ไม่กล้าที่จะคิดอะไรมากมายแล้ว เพราะถ้าเกิดพลาดไป ผมคงไม่พร้อมที่จะรับมันแน่ๆ เพราะกะคราวที่ต้องแยกจาก น. ผมก็แย่พอสมควร เวลาทำให้ผมเริ่มเบื่อกับสังคมเน็ทมานานพอสมควร ผมเลิกเล่นเน็ทมาเกือบปี แต่ในที่สุดความเหงาและเปล่าเปลี่ยวทำให้ผมตัดใจกลับมาหามันอีกครั้ง แต่ครั้งนี้กลับไม่เหมือนครั้งนั้น ผมไม่คิดที่จะตั้งใจหาใครอีกแล้ว เพียงแค่ที่ต้องการหาเพื่อนสนิทที่รู้ใจสักคนสองคนไว้เป็นเพื่อนตอนที่เหงาๆไม่มีใคร ผมต้องการเพียงเท่านี้จริงๆ แต่อย่างที่ผมเคยบอกเพื่อนมาหลายครั้ง อย่าเพิ่งเลิกหวังกะสิ่งที่ตัวเองหา เผื่อใจรับมันสักนิด มันอาจมาตอนที่คุณไม่หวังอะไรแล้วก็ได้ และแล้ววันนั้นของผมก็มาถึง วันที่ผมเจอคนที่รู้ใจ อาจจะดูว่า ผมเชื่อมั่นกับรักครั้งนี้ซะเหลือเกิน…. แน่นอนครับเชื่อมั่นมาก แล้ววันเวลามันก็จะทำให้เรารู้อะไรที่เราไม่รู้อีกหลายอย่างน่ะครับ


ผู้พิชิตใจ

.............. หลังจากคืนที่เรานั้นตกลงเป็นแฟนกันนั้น หากจะว่าไปผมเองก็ยังไม่เชื่อมั่นเท่าไหร่หรอกนะ ผมเองก็เคยบอกเขาเวลาจะทำให้ทุกอย่างชัดเจนเอง หลังจากคืนนั้นเช้ามาเขาก็ขับรถไปส่งที่เรียน เขาก็ถามว่าจะให้มารับไหม ผมเองก็ไม่กล้าที่จะขอมากเพราะเกรงใจเขาน่ะ กลัวเขาลำบาก ก็เลยบอกว่าแล้วแต่ละกัน (จริงๆอยากให้มามาก) แล้วเขาก็บอกว่าจะมารับตอนเลิก ผมนั่งเรียนไปก็คิดถึงเขาไป ไม่รู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน ทำอะไรอยู่ พอเลิกเรียน เขาก็มารับผมอย่างที่บอก เขาบอกว่าเขารอผมอยู่ที่เรียนตั้งแต่ที่มาส่งผมแล้ว ไม่รู้จะไปไหน ผมน่ะจริงๆปลื้มมาก ไม่อยากจะแสดงอาการอะไรมากมาย ก็เพราะเขารอผมนานหลายชั่วโมงน่ะสิครับ ผมเองน่ะไม่เคยรอใครนานขนาดนี้ นี่เลยเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ผมแอบปลื้มเขา นั่งในรถเราก็นั่งจับมือกันตลอดทาง เราไปไหนมาไหนด้วนกันเยอะมาก ชีวิตผมทุกวันนี้ ผมมีเขาอยู่ข้างกายตลอดแทบไม่เคยห่าง ที่ที่เราไปกันน่ะมีมากมายซะจน หากจะบรรยายไปก็ต้องยืดยาวแน่นอน แต่ทุกสถานที่ล้วนแล้วแต่จะเป็นความทรงจำของผมและเขาตลอดไป เราเคยร้องไห้ให้กันมากมาย เหมือนกันเมื่อคิดถึงวันที่เราต้องแยกจาก และนับวันมันก็ยิ่งใกล้เข้ามาทุกที ระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือนทำไมมันช่างผ่านไปเร็วอย่างนี้ ผมกับเขาต่างก็พยายามทำวันที่เราอยู่ด้วยกันให้มีค่ามากที่สุด เท่าทีจะเป็นไปได้ ผมมีความหลังมากมายกับคนมากมาย ซึ่งอันนี้เขาก็รู้และเข้าใจ เขาเคยมีคนรักเก่าและคนที่เขาแอบชอบมากมาย ผมเองก็รู้และเข้าใจ เราไม่จำเป็นต้องมาขอโทษในสิ่งที่ผ่านมามากมาย เพราะเราต่างก็รู้กันดีอยู่ เราต่างก็รู้ว่า ดวงใจหนึ่งดวงของเราแม้จะเคยรักใครมาหรือชอกช้ำกะใครมาก็ตาม แต่วันนี้ดวงใจดวงนั้นมันแข็งแรงดังเดิมแล้ว ด้วยความรักที่เรามีให้กัน ถึงแม้ว่าจะดูไม่นาน แต่เวลาทั้งหมดเราไม่เคยทำให้เสียเปล่าเลย เพราะเราได้มอบให้กับคนที่เรารักที่สุดซะจนหมดแล้ว

 

วันที่ร้องไห้

.............. วันนี้เป็นวันที่อากาศดีใช้ได้ เราตกลงว่าจะไปนั่งเล่นที่พุทธมณฑล ที่แห่งนี้เองเป็นที่ที่ผมต้องเสียน้ำตา เรานั่งรถเล่นวนรอบๆ เพื่อที่จะหาที่นั่ง ขณะที่นั่งรถไป เผอิญเขาทำอะไรให้ผมไม่พอใจไม่ทราบ จำได้แต่ว่าผมงอนหน้าดูเลย ไม่ยอมพูดกะเขานานมาก ขณะที่งอนนั้น ผมก็พยายามคิดถึงวันที่ผ่านมาในชีวิต คิดถึงวันที่เขาไม่อยู่ผมจะทำอย่างไร ตอนนั้นผมก็คิดว่าตัวเองคงไม่เป็นไร คงอดทนไหว ให้ตายสิผมน่ะเข้มแข็งพอนี่นา และแล้วเราก็หาที่นั่งได้ เขาก็เลยจอดรถ ลงไปนั่งกัน เรานั่งเล่นกันไปพักนึง บรรยากาศมันก็ดูเงียบเชียบ คงเป็นเพราะโกรธอยู่ เขาก็พูดขึ้นว่า ถ้าเขาไปแล้วน่ะ เขาไม่หวังหรอกนะว่าจะให้ผมผูกติดกับเขา หากผมพบใครที่ดีกว่าและรักผมมากกว่าเขา ยังงัยก็อย่าลืมบอกเขาละกัน เขาจะไม่โทษผมเลย แต่ยังงัยเขาก็จะรอผมถึงผมจะมีคนอื่นก็เหอะ ผมเองน่ะเสียใจมากเมื่อได้ยินอย่างนี้ ซึ่งผมก็เคยถามว่ามั่นใจรึเปล่า ซึ่งเราต่างก็มั่นใจซึ่งกันและกัน พอเจอกับคำพูดนี้ผมแทบจะกลั้นน้ำตาไม่อยู่ ใจก็รู้อยู่ว่าเขาปรารถนาดีกะเราไม่อยากที่จะผูกมัดเนื่องจากเขาต้องไปอีกหลายปี เขาก็บอกว่าไม่ใช่ไม่รักผมนะ เขารักมาก แต่กลัวจะเป็นคนเห็นแก่ตัวน่ะที่ให้ผมรอ ไม่ว่าเหตุผลอะไรก็เหอะก็คงห้ามผมไม่ให้รอเขาได้แล้วเพราะผมรักเขาซะแล้ว รักมากมายซะจนไม่อาจจะรักใครได้แล้ว วันนี้มันผิดกับวันแรกที่ผมไม่แน่ใจว่าจะรักเขา รับทุกอย่างที่เป็นเขาได้ไหม วันนี้มันคือคำตอบทุกอย่างแล้ว ว่าผมขาดเขาไม่ได้ ผมร้องไห้ใหญ่แทบไม่หยุด เขาก็ปลอบผมนานน่าดู ในที่สุดเราก็สัญญากันว่าไม่ว่ายังงัยเราก็จะรักกัน จะรอกันตลอดไป ……………………… ถึงแม้วันนี้จะเป็นวันที่ผมเสียใจมากวันหนึ่ง แต่มันทำให้ผมดีใจมากวันหนึ่งเช่นกัน ;-( & J

 

ความสัมพันธ์ในครอบครัว และ นิสัยส่วนตัว และ สิ่งที่เสี่ยงในชีวิต และ สุดท้ายคือการนัด

.............. ผมเป็นคนต่างจังหวัดครับ ครอบครัวผมจะว่าไปก็เป็นครอบครัวที่อบอุ่นครอบครัวหนึ่ง บ้านผมฐานะความเป็นอยู่ปานกลาง ไม่ได้จัดว่าร่ำรวยอะไรมากมายเลย แต่ว่าพอกินพอใช้ไม่ได้ขาดเท่านั้นเอง นิสัยตัวผมเอง ต้องการอะไรก็มักจะได้เสมอ เนื่องจากเป็นลูกชายคนสุดท้องคนเดียวของบ้าน แต่ยังงัย การใช้ชีวิตก็ต้องอยู่ในความดูแลของพ่อแม่มาตลอด และเมื่อมาเทียบกับเพื่อน ซึ่งต้องมาอาศัยหออยู่ ผมรู้สึกอิจฉาเพื่อนผมมาก เพราะดูเขามีเสรีภาพเหลือเกิน จะทำอะไรก็ได้ จะกลับเมื่อไหร่ก็ได้ ด้วยชีวิตวัยเด็ก ที่ผมต้องการหาอิสระในตัวเองนี่เอง ก็เลยพยายามที่จะไปเรียนที่อื่น ที่ไหนก็ได้ที่ไม่ใช่บ้านตัวเอง ทั้งๆที่จังหวัดผมก็มีมหาลัยอยู่ ซึ่งถ้าหากจะเข้าที่นี่ผมคิดว่าคงไม่ใช่เรื่องยาก แต่ในที่สุดผมก็สมใจ ผมได้เรียนมหาวิทยาลัยรัฐแห่งหนึ่งที่มีชื่อพอสมควร และที่แห่งน ี้เป็นจุดเริ่มต้นทุกสิ่งของผมในการใช่ชีวิตในกรุงเทพฯ ชีวิตผมได้อิสรเสรีสมใจผม ผมจะไปไหนมาไหนได้โดยไม่มีใครว่า แต่มาช่วงแรกๆ ผมเองยังไม่ค่อยรู้จักอะไรซักเท่าไหร่ แต่เพราะมารู้จักเล่นเน็ทนี่แหละครับ ทำให้ทุกสิ่งของผมเปลี่ยนไป ผมเล่น chat เป็นประจำ แรกๆก็ไม่กล้าที่จะหาเพื่อนที่เป็นเหมือนกัน เพราะยังคงเกรงกลัวอยู่น่ะครับ กลัวว่าจะมีคนรู้ว่าผมเป็นเกย์ ผมก็คุยกะ ญ หรือ ช ไปเรื่อยๆน่ะครับ แรกๆก็คุยเล่นๆ แต่ต่อมาก็เริ่มที่อยากจะลองเพิ่มขึ้น ด้วยเหตุนี้เอง ทำให้ผมเริ่มเข้ามาในห้องที่พวกเราอยู่กันมากมาย ผมรู้สึกมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก ที่ได้ทำสิ่งที่เราไม่เคยทำและไม่กล้าทำมาก่อน ทั้งที่อยากทำมานานแต่ไม่กล้า ผมคุยกะเพื่อนคนนั้นคนนี้มากมาย แลกรูปกันบ้าง หลังจากนั้นก็เป็นก้าวสำคัญอีกอย่างหนึ่งของผม ก็คือการนัดเจอกันครับ เพื่อนๆหลายคนคงเคยนัดเจอกันมาบ้างแล้ว ดังนั้นก็คงพอรู้ว่า มันลำบากใจเหมือนกันนะ ที่จะเจอใครคนหนึ่ง ลำบากใจทั้งหน้าตา (เอะ…อันนี้สำคัญมาก) นิสัย (เอะ…เอะ…อันนี้ก็สำคัญมากเช่นกัน) ความซื่อตรง (เอะ..เอะ..เอะ…อันนี้ก็สำคัญมากๆครับ) ที่ว่าสำคัญสุดเพราะเขาจะเป็นคนกุมความลับของเรา เนื่องจากเราต้องแลกเบอร์ติดต่อ เขารู้ข้อมูลบางอย่างเรา ซึ่งบางครั้งอาจจะแย่แน่ๆ หากเขาเอาไปบอกเพื่อนเราหรือที่คนรู้จักเรา ว่าเราเป็น ซึ่งอันนี้ผมยังไม่พร้อมที่จะให้ใครรู้เรื่องนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพ่อแม่ เลยต้องระวังเป็นพิเศษ ช่วงแรกๆอาจจะเผลอให้เบอร์คนอื่นง่ายไป เลยเกิดปัญหาขึ้นคือมีคนโทรมากวนบ่อยๆ ซึ่งอันนี้เป็นปัญหาหนักใจผมที่สุดเลย

.............. ในการนัดเจอกัน ก็จำเป็นอย่างยิ่งจะต้องมีคนสมหวังและผิดหวัง เราต่างก็คาดหวังกะคนที่เราจะเจอไว้มากมาย เสียงอย่างงี้ หน้าตาต้องอย่างนี้ แรกๆผมก็เป็นอย่างนี้แหละครับ แต่หลังๆน่ะก็เริ่มปลงกะชีวิตว่าคนเราไม่มีอะไรที่แน่นอน จะให้เป็นดั่งหวังเหรอ หากจะจัดอันดับเป็น 15 level ก็ขอจัดเป็น level 13 ละกันครับ เห็นไหมครับว่ามันยากน่าดูเหมือนกัน แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสนะครับ คนที่ผมเจออย่างที่คิดก็มีพอสมควร แต่บางครั้ง เขาอาจจะผิดหวังเรา หรือบางครั้ง เราอาจจะผิดหวังเขา ก็มีครับคละกันไป ก็ผมไม่ได้เลิศเลอเพอเฟคท์นี่ครับ หากให้ผมจัดผมก็ขออยู่ level 10 แล้วล่ะครับ (บางคนอาจจะนึกมันไส้ผมแล้วอะ.. แต่อย่างที่บอกครับ หากคุณไม่พอใจอะไร กรุณากลับไปอ่านที่หมายเหตุข้างบนนะครับ) ผมเองก็ไม่ได้หวังอะไรมาก หวังก็แค่เพียงจะเจอใครซักคน ที่เขาคิดเหมือนเรา และ ความรู้สึกเรากะเขาเหมือนกัน ซึ่งก็เคยเล่ามาข้างต้นแล้วครับว่ามีเพียงแค่สองคนเท่านั้นที่ผมพบ กับคนแรกชื่อ น และกับคนที่สองและคนสุดท้ายของผมชื่อ ป ครับ.

 

ความสัมพันธ์กับครอบครัวของ ป และนิสัยส่วนตัวของ ป และความน่ารักของ ป และทำไมผมถึงรัก ป

.............. กับความสัมพันธ์ของครอบครัวของเขาจริงๆผมก็ไม่ค่อยจะมีปัญหาอะไรกะใครเท่าไหร่นะครับ ผมเข้าได้อย่างดีกะทุกคน ตั้งแต่พ่อ แม่ น้อง เพื่อนน้อง คนงานที่บ้านเขา และสุดท้ายก็หมาๆๆๆๆ ซึ่งมีอยู่มากมายของเขา หากจะมีก็แต่เพียงความสำบากใจเท่านั้น เพราะว่า เราสองคนยังปิดบังพ่อแม่เราทั้งสองฝ่ายอยู่ ทุกครั้งที่พบท่านผมก็ระแวงอยู่เรื่อยๆ กลัวว่าท่านจะรู้ ซึ่งผมไม่อาจคาดการคิดได้ว่า หากท่านรู้แล้วจะเกิดอะไรขึ้นระหว่างเราสองคน เขาเองก็เคยมาทานข้าวกะพ่อแม่ผม ซึ่งตรงนี้ผมไม่เคยให้เพื่อนหรือใครคนไหนไปทานข้าวกะท่านอย่างนี้เลย (เป็นสิ่งหนึ่งที่เขาภูมิใจมากครับ) แต่ผมทั้งสองก็เชื่อว่า พ่อแม่เราทั้งสองคงจะมีเหตุผล พอที่จะเข้าใจอะไรบางอย่างของเราได้ บางครั้งก็นึกไม่อยากจะปิดบังท่าน แต่อีกใจก็กลัวมากน่ะครับ กลัวผลลัพธ์ที่จะตามมา แต่เราเคยคุยกันว่า คงต้องมีสักวันที่เราต้องทำให้ท่านเข้าใจ

.............. นิสัยของเขาจริงๆน่ะคล้ายผมมาก จะมีเพียงบางอย่างเท่านั้นที่ต่างกันแล้วต่างกันอย่างสิ้นเชิงจริง หากดูจากภายนอกอาจจะดูผมเป็นคนขี้เมา แต่เรื่องนี้ผมสิ่งที่เราต่างกัน เขากลับเมากว่าผม ดูภายนอกผมน่าจะสูบบุหรี่แต่ผมไม่สูบเลย เขาก็สูบแทน ผมไม่ค่อยอารมณ์ร้อนแต่เขาร้อนมาก บางครั้งเราต้องโกรธกันเรื่องอารมณ์ร้อนน่ะครับ ผมเองน่ะก็มีข้อเสียเหมือนกันครับก็คือเรื่อง งอน ซึ่งแต่ไหนแต่ไรผมเองก็ไม่เคยงอนใครนะครับ แต่กะเขาทำไมผมเป็นอย่างนี้ก็ไม่ทราบ อาจเป็นเพราะเขาเป็นคนตามใจผมอยู่เสมอกระมัง ทำให้ผมได้ใจและนี่ก็คือความน่ารักของ ป อีกอย่างหนึ่ง เขาจะตามใจแทบทุกอย่างที่เขาพอจะทำให้ได้ อยากทานอะไรก็พาไปทาน อยากจะไปเที่ยวไหนเขาก็พาไป เวลาอยู่ด้วยกันเราจะพร่ำคำรักกันทุกวัน ซึ่งไม่ได้เสแสร้งเลยมันออกมาจากข้างในครับ เราห่างกันหน่อยก็ต้องโทรคุยกันตลอด หากจะว่าไปตลอดระยะเวลาที่คบกันเราไม่เคยห่างกันเกิน 24 ชั่วโมงเลย ผมจึงรู้สึกมีความผูกพันกะเขามาก จนมีบางครั้งอดคิดถึงไม่ไหวโทรศัพท์ไปหาแต่ว่าสายไม่ว่างเลย ผมก็งงว่าทำไมสายไม่ว่างเลย พอสักพักเขาก็โทรมาถามผมว่าทำไมสายไม่ว่างเลย เอาไปเอามาเราเผอิญกดโทรมาหาพร้อมกันน่ะครับ รู้สึกจะเป็นอย่างนี้บ่อยเหมือนกัน (ฮ่าๆนึกไปก็ขำ…. อิๆหากคุณกำลังนึกจะว่าผมล่ะสิ อย่าลืมอ่านหมายเหตุข้างบนนะครับ) เพลงเราก็จะฟังเพลงคล้ายๆกัน (อันนี้ประหยัดเวลาและกะตังค์ซื้อเทป&CD ทั้งของแท้ หรือของแท้ของ Vampire หรือว่าของปลอมของ Vampire ก็ช่างเหอะ หรือไม่ต้องมาแย่งกันฟังเพลงที่ตัวเองชอบ) อีกอย่างที่เขาที่ทำผมซึ่งผมปลื้มมากอีกอย่างหนึ่ง มีวันหนึ่งงานผมเยอะมาก ผมเองก็เหนื่อยเหมือนกันที่จะทำต่อ เขาก็อาสาจะทำให้ เขาพิมพ์งานให้ผมแทบทั้งคืนเลยอะ โดยที่ผมนอนกรนอย่างสบายใจอยู่บนเตียง ทำให้ผมรู้ว่าเขาอดทนเพื่อผมขนาดไหน ที่ผมพูดอย่างนี้ ก็เพราะให้ผมทำอย่างงี้ให้ใครน่ะ ผมคงต้องคิดอย่างหนัก ต่อให้เป็นแฟนก็เหอะเพราะมันเยอะเอามากๆ (แต่กะเขาตอนนี้ ผมไม่อยากให้เขาเหนื่อยเพื่อผมอีกแล้วล่ะ ผมจะยอมทำทุกอย่างเพื่อเขาบ้าง) เล่นซะเขาไม่ได้หลับทั้งคืนเลยล่ะ

.............. ป มีอะไรหลายอย่างที่ผมชอบ และเขาก็เป็นทุกอย่างที่ผมรัก ผมยังเคยบอกเขา บางคนอาจจะคิดว่า ผมกะเขาคบกันไม่นานเท่าไหร่ จะรักกันจริงเหรอ เรื่องนี้ผมไม่รู้นะครับว่าคนอื่นจะคิดอย่างไร แต่เราสองคนต่างรู้ดีว่าเรารักกันมากแค่ไหน ระยะเวลาที่คบกันมา เขาเป็นยังงัยในวันแรกตอนนี้เขาก็ยังเป็นอยู่เสมอ อาจจะมากกว่าวันนั้นซะด้วยซ้ำ เพียงแต่ว่ามันไม่มีคำว่าน้อยลงเลย ด้วยเหตุนี้ผมจึงรัก ป เหลือเกิน

 

วันที่ต้องจากกัน

.............. คืนนี้คงเป็นคืนสุดท้ายแล้วสิที่เราจะได้นอนกอดกันอย่างนี้ เราต่างเหนื่อยจากการทำงานทั้งวันผมจึงเพลียหลับก่อน ก่อนนอนเขาเอาสมุดเฟรนด์ชิพ ที่เพื่อนๆเขาเขียนให้ตอนกินเลี้ยงวันก่อนมาให้ผมเขียนเป็นคนสุดท้าย ผมได้บรรยายความในใจหลายสิ่งหลายอย่างให้เขาได้รู้ มันอาจจะเป็นสิ่งที่ผมไม่เคยบอกออกจากปาก แต่วันนั้นผมก็ได้บอกผ่านตัวหนังสือของผมแล้ว ผมเผลอหลับตัวไปเมื่อไหร่ผมจำไม่ได้ มาสะดุ้งตื่นตอนที่เขาเข้ามาหอมแก้ม แล้วก็มานอนกอดผมพร้อมกับร้องไห้ฟูมฟาย ตอนแรกผมก็งงเหมือนกัน ผมตั้งสติได้ผมเพิ่งรู้ว่าเขาอ่านสมุดที่ผมเขียนให้จบแล้ว เขาพร่ำบอกรักผมมากมายซึ่งก็เป็นเรื่องปกติของเราอยู่แล้ว แต่วันนี้เขาบอกรักผมพร้อมด้วยน้ำตานองหน้า สิ่งนี้สิเป็นสิ่งที่แปลกกว่าทุกที ผมก็ได้แต่ปลอบ อย่าร้องไห้เลยนะที่รัก ผมก็รักคุณเช่นกัน ภายในใจผมก็สับสนเหลือเกิน ใจผมเริ่มจะหวิวๆขึ้นมาเมื่อคิดว่าเราจะต้องการกันแล้วนะ น้ำตาผมก็เริ่มคลอออกมาจากสองตาของผม ผมเองซะอีกกลับเป็นคนที่ร้องไห้ยกใหญ่แทนเขา เราต่างก็นอนกอดกันร้องไห้ เฝ้าพูดถึงคำสัญญาของเราว่า เราจะรักกันอย่างนี้ และจะรอกันตลอดไปนะ ผมจะรอคุณคนเดียวที่รักของผม


.............. เช้าในใหม่ เป็นวันที่ไม่อยากให้มาถึงเลย ผมยังดูว่ามันเร็วเกินไปรึเปล่าที่เราจะต้องพรากจากกัน เราตื่นมาด้วยความงัวเงีย แล้วเตรียมจะลุกไปอาบน้ำ เพื่อซื้อของเตรียมขึ้นเครื่องค่ำนี้ พออาบน้ำเสร็จเราก็มากอดกันไปมาอีกครู่ใหญ่ เกือบร้องไห้อีกหนเหมือนกัน จากนั้นก็ออกไปซื้อของ ไปทานอาหารที่ผมชอบไปทานกะเขาบ่อยๆ

.............. และแล้วเวลานี้ก็มาถึง ตอนนั่งรถไปที่ airport ผมไม่ได้นั่งไปคันเดียวกับเขา เพราะพ่อแม่น้องเขาก็เต็มรถแล้ว ผมเลยต้องแยกไปนั่งกะญาติเขาอีกคัน ตลอดทางผมนั่งคิดอะไรมากมาย ทรมานก็ทรมาน เพราะไม่รู้จะคุยกะใคร เพราะผมรู้จักญาติเขาเพียงไม่กี่คนเอง และอีกอย่าง คนที่ผมอยากคุยด้วยที่สุดตอนนี้คือเขา ผมก็ทนนั่งมานานพอสมควรก็ถึง airport ผมก็เดินหาเขาก็นานพอสมควร หลังจาก check กระเป๋าเรียบร้อยแล้ว เราก็นั่งรอขึ้นเครื่อง พร้อมทั้งรอเพื่อนๆเขามาส่งอีกมากมาย หากจะนับไปก็เกือบยี่สิบคนน่ะ เป็นเพื่อนที่ผมรู้จักบ้างและไม่รู้จักบ้าง ผมก็เลยต้องนั่งเฉยๆ คุยกะเพื่อนเขาที่ผมรู้จักไปเรื่อยๆ แต่ในใจอยากจะอยู่ใกล้ๆเขา พูดคุยกะเขาให้มากที่สุดเป็นเวลา แต่เขาเพื่อนมากเหลือเกิน เดี๋ยวคนนั้นก็มาเดี๋ยวคนนี้ก็มา เขาต้องทักทายอยู่ตลอดเวลา ผมเองก็ไม่อยากจะยุ่งวุ่นวายอะไรมากมาย ก็เลยนั่งเฉยๆพยายามทำตัวให้ปกติที่สุด เพราะเรื่องที่กลัวมากที่สุดตอนมาส่งเขาคือ การร้องไห้ พยายามคุมอารมณ์ให้อยู่ เวลาผ่านไปเป็นชั่วโมงเขาก็ยังไม่มานั่งคุย หรือเข้ามาหาผมเลย ผมเริ่มชัดจะกระวนกระวายใจนิดๆแล้ว จริงๆผมอยากจะร้องไห้ซะตรงนั้นมากกว่า ตอนนั้นผมบอกตรงๆว่า ผมน้อยใจมากที่เขาไม่มาสนใจผมเลย พูดกะผมไม่กี่คำเอง พอได้เวลาที่ต้องขึ้นเครื่องบรรดาเพื่อนๆ ต่างก็พากันมาส่งที่เกท ซึ่งขณะเขาก็ร่ำลาแม่กะน้องอยู่ ผมก็พยายามมองเขาอยู่ตลอดเวลา เพราะคิดว่านี่คงเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว ที่เราจะเห็นหน้ากัน ผมเฝ้ารอเพียงแต่เขาสบตาผมบ้าง แต่ความหวังผมก็เลื่อนลอย เขาเดินเข้าไปโดยไม่หันมามองผมอีกเลย หากรู้แต่แรกว่าผมต้องเจ็บปวดขนาดนี้ผมก็คงไม่มาส่งเขาหรอก มันเป็นความรู้สึกที่เดียวดาย และอ้างว้างยังงัยก็ไม่รู้ บวกกับความกลัวภายในจิตใจที่เกิดขึ้นมากมาย กลัวต่างๆนานา คิดไปเรื่อย ว่าทำไมเขาไม่หันมามองเราบ้างเลย หันมานึกน้อยใจทำไมเขาทำกับเราอย่างนี้ เพื่อนเขาที่รู้เรื่องของเราเลยเข้ามาปลอบผมลูปหลังผมเบาๆ แล้วบอกให้ผมทำใจเถอะ ผมต้องข่มใจตัวเองอยู่นาน เพราะกลัวว่าจะเผลอร้องไห้ออกไป เพราะตอนกลับผมต้องกลับกับน้องเขาอยู่ ตลอดทางผมก็เลยทำตัวปกติที่สุดจนกระทั่งถึงบ้าน

 


อ่านหน้าถัดไป >

Go Back (กลับหน้าแรก)