อุทาหรณ์

โดย นิรนาม

เรื่องที่ผมเล่ามาทั้งหมดนี้เป็นความในใจที่ไม่สามารถจะลืมได้จึงอยากให้เป็นอุทาหรณ์กับคนอื่นๆ ลองพิจารณาดูเองแล้วกันนะครับว่าสมควรหรือเปล่า ผมจะเอ่ยถึงเรื่องราวคร่าวๆของครอบครัวผมให้ฟังก่อน

เรื่องมันเริ่มต้นเมื่อก่อนที่ผมเรียนจบชั้น ม.3 พ่อของผมก็ได้ล้มป่วยลงอย่างไม่มีใครคาดคิด เพราะพ่อของผมเป็นคนที่ร่างกายแข็งแรงมาโดยตลอดแต่แกเป็นคนที่สูบบุหรี่จัดมากวันละประมาณ 3 ซอง ตอนนั้นผมไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ด้วยเพราะตอนนั้นผมอยู่กับป้าและลุง คุณแม่แล่าให้ผมฟังว่าอยู่คุณพ่อก็ล้มแล้วปากเปิกเบี้ยวไปเลย แล้วแกก็เป็นอัมพฤกไปครึ่งท่อนช่วงแรกๆนั้นแก ไม่สามารถขยับได้เลยพอเวลาจะเข้าห้องน้ำจะต้องมีคนพยุง 3 คน 2 คนอยู่ข้างๆ อีกคนคอยจับขาแกก้าว อ้อผมลิมบอกไปว่าก่อนหน้าที่คุณพ่อจะล้มป่วยได้ไม่นานครอบครัวเราได้ไปซี้อบ้านไว้หลังหนึ่งแถวตอนเมือง เรากู้เงินจากธนาคารมา หนึ่งล้านบาท และจากบริษัทที่คุณแม่ของผมทำงานอยู่อีก สองแสน โดยตกลงผ่อนในอัตรา 13,550 บาทต่อเดือน เป็นระยะเวลา 15 ปี ตอนนั้นคุณพ่อบอกว่าพ่อจะพยายามผ่อนให้หมดเร็วที่สุด และแกจะทำงานให้หนักมากขึ้นอย่างมากคงไม่เกิน 3 ปี พ่อของผมทำงานเป็นหัวหน้าโร่งซ่อม(ซ่อมเครื่องยนต์หนัก) ที่โรงโม่แห่งหนึ่งในปากช่องและมีกิจการที่แกลงทุนอยู่กับเพื่อนอีกที่หนึ่ง ทำให้นานๆ เป็นปีเลยด้วยมั้งถึงจะเจอหน้ากันครบ 4 คน พ่อแม่ลูก แต่ปรกติแล้วผมจะได้เจอพ่อกับแม่เดือนละครั้ง

มาเข้าเรื่องกันต่อดีกว่า ก็เนื่องจากคุณพ่อจะต้องมีคนดูแลอยู่ตลอดเวลา คุณแม่จึงตัดสินใจลาออกจากงาน แต่เจ้านายของท่านไม่ให้ออก แต่บอกว่าให้คุณแม่ไปดูแลคุณพ่อจนกว่าจะหายแล้วก็ค่อยกลับมาทำงาน ตลอดเวลาที่คุณแม่ออกมาดูแลคุณพ่ออยู่ ทางบริษัทก็ยังคงให้เงินเดือนคุณแม่ทุกเดือน โดยไม่ได้หักอะไรเลยแม้กระทั่งเงิน สองแสนที่กู้มาซี้อบ้าน คงเป็นเพราะว่าท่านทำงานที่นั้นมานานมากตั้งแต่อายุประมาณ 20 ปี จนเดี๋ยวนี้ก็ 40 กว่า แต่คุณแม่เป็นคนคิดมากและเป็นความดันโลหิตสูง เคยขึ้นสูงถึง 230 หมอยังบอกว่า ถ้าเป็นคนอื่นไม่ตายก็พิการไปแล้วท่านจะต้องกินยาอยู่ตลอดเวลาห้ามขาดโดยเด็ดขาดเพราะอาจจะซ็อกได้ และห้ามล้มโดยเด็ดขาด หมอบอกว่าถ้าล้มเมื่อไหร่ก็อาจจะทำให้เป็นอัมพาต ไม่ว่าคุณแม่จะป่วยหรือเจ็บปวดแค่ไหนคุณแม่ก็ไม่เคยบอกเราเลยก็จะเป็นที่รู้กันระหว่างเราสองพี่น้องว่า ถ้าคุณแม่บอกจะไปหาหมอเมื่อไหร่แสดงว่าแกทนไม่ไหวแล้วจริงๆ

เพื่อนๆที่อ่านอาจจะรู้สึกสับสน เพราะมันออกมาจากความรู้สึกในใจ เลยอาจจะไม่ค่อยปะติดปะต่อเท่าไรนัก

หลังจากที่คุณแม่ออกจากงานแล้ว ก็ให้ผมย้ายมาอยู่ที่ดอนเมือง ส่วนคุณพ่อกับคุณแม่ก็ไปอยู่ที่ปากช่องที่ทำงานคุณพ่อเพราะเขาก็ไม่ได้ให้คุณพ่อออก คงเพราะเหตุผลเดียวกันกับคุณแม่ส่วนพี่สาวของผมนั้นก็ยังอยู่ที่ห้วยขวางเหมือนเดิมเพราะถ้าย้ายมาอยู่ดอนเมืองแล้วจะไกลจากมหาลัยมาก แต่ตอนนั้นความรู้สึกในใจของผมมันก็ยังดีขึ้นหน่อยเพราะอย่างน้อยผมก็ได้เจอพ่อกับแม่ เพิ่มขึ้นเป็นเดือนละสองครั้ง แต่ก็มีเหมือนกันที่บางครั้งไม่ได้เจอเลย 2-3 เดือนคุณแม่ก็จะโอนเงินเข้าบัญชีให้และเวลาท่านมาแต่ละครั้งก็จะถามว่าข้าวของเครื่องใช้เราหมดหรือยังเวลาท่านมาทีก็จะมีขนมเต็มตู้เย็นไปหมดพวกเพื่อนๆ ผมกับพี่จะรักแม่ผมมากบางครั้งเวลามาที่บ้าน มันก็บอกว่า กูไม่ได้มาหามึงกูมาหาแม่มึงหรอกเวลาที่เพื่อนผมมาบ้านตอนพี่คุณแม่อยู่แกก็มักจะนั้งคุยอยู่กับเพื่อนผมเป็นนาน ผมก็ไม่รู้หรอกว่าคุยอะไรกัน แต่ก็ทำให้เพื่อนผมไม่กล้าที่จะชวนผมไปเที่ยวไหน หรือบางทีผมชวนมันก็จะบอกว่าอย่าเลยเดี๋ยวแม่มึงจะเป็นห่วง กับเพื่อนพี่สาวผมก็มักพูดในทำนองเดียวกันเคยมีอยู่ครั้งหนึ่งตอนที่ท่านมาหาท่านก็ชวนผมไปบ้านเพื่อนที่ Office ซึ่งอยู่ท้ายซอย (ตอนนั้นคุณพ่อไม่ได้มาด้วยเพราะแกเริ่มช่วยเหลือตัวเองได้แล้วแต่ยังต้องใช้ไม้ท้าวอยู่ แล้วคุณแม่ก็ต้องการให้แกพยายามช่วยเหลือตัวเองจะได้หายไวๆ) พอไปถึงคุณแม่ก็นั่งคุยอยู่กับเพื่อนซักพักหนึ่ง ผมก็เห็นครอบครัวนั้นพ่อแม่ลูกเล่นกันอยู่อย่างสนุก มันเหมือนโดนอะไรแทงมันทำไมถึงได้รู้สึกเจ็บปวดอย่างนี้นะ แล้วทำไมครอบครัวเราไม่เคยมีแบบนั้นเลย

ตอนนั้นผมไม่สามารถที่จะกลั้นน้ำตาของผมไม่ให้มันไหลออกมาได้ผมจึงรีบวิ่งกลับบ้านโดยไม่ได้บอกอะไรใครเลยพอถึงบ้านผมก็เข้าห้องล็อกประตูแอบร้องไห้อยู่ในนั้น จนคุณแม่กลับมาจึงมาเคาะประตูเรียกถามว่าเป็นอะไรไปผมจึง ผมเลยเปิดประตูออกมาแล้วบอกกับท่านว่า "คุณแม่ผมทนไม่ได้รู้ไหมเวลาเห็นภาพครอบครัวคนอื่นเขามีความสุขกัน ทำไมครอบครัวเราถึงไม่เป็นอย่างนั้นบ้าง" ท่านก็ดึงผมเข้าไปกอด แล้วบอกว่า "โถ่ลูกแม่" ตอนนั้นผมพูดไปตามอารมณ์ไม่ได้ฉุกคิดเลยแม้แต่นิดว่าท่านจะรู้สึกเจ็บปวดและเสียใจแค่ไหน ที่ลูกในใส้พูดกับท่านอย่างนั้น ทั้งๆที่ท่านก็พยายามอย่างดีที่สุดแล้ว

เคยมีหลายครั้งที่มีคนมาจีบคุณแม่ แต่มีอยู่คนหนึ่งซึ่งเขามีฐานะรวยมาก อายุอ่อนกว่าคุณแม่หน่อย เขาบอกผมกับพี่ว่าเขาชอบคุณแม่มาตั้งแต่คุณแม่ยังไม่เจอกับคุณพ่อ แล้วเขาบอกว่ารักผมกับพี่เหมือนลูก ให้เงินผมกับพี่ทีตั้งเยอะ แต่ถ้าคุณแม่รู้คุณแม่จะไม่ให้รับเลย เคยมีหลายครั้งที่ผมกับพี่บอกคุณแม่ว่า "ให้เลิกกับคุณพ่อเถอะ แล้วไปแต่งกับเขาแทนคุณแม่จะได้ไม่ต้องคิดมากอยู่อย่างนี้" คุณแม่จะโกรธมากไม่ยอมพูดกับเราเลยเวลาเราพูดอย่างนี้

พอผมเรียนจบ ม.3 คุณพ่อ กับคุณแม่ แล้วก็ คุณป้ากับคุณลุง บอกว่าให้ผมเรียน ม.4 ต่อ แต่ด้วยความดื้อ และหัวรั้นของผม ทำให้ผมตัดสินใจจะต่อ พาณิชย์ คงเป็นเพราะความที่ผมไม่เคยได้ตัดสินใจอะไรเองสักครั้ง มีแต่จะต้องเดินไปตามกรอบและระเบียบตารางที่วางไว้อยู่ตลอด มันเลยทำให้ผมลุกขึ้นมาต่อต้าน แล้วในทีสุดผมก็ชนะมันทำให้ผมรู้สึกภูมิใจอยู่ลึกๆ โดยที่ผมไม่รู้เลยซักนิดว่ามันจะทำให้ชีวิตผมต้องเปลี่ยนแปลงไปมากขนาดนี้ ผมเลือกเรียนในสาขา คอมพิวเตอร์ธุรกิจ พอเรียนไปได้หนึ่งเทอม ผมรู้สึกแย่มากกับที่นี่อย่าง วิชาคอมฯ ก็สอนอะไรที่เราเรียนมาแล้วทั้งนั้น แล้วก็รู้สึกว่าปล่อยเกรดมากเกินไป เพื่อนๆ ผมที่มาจาก ร.ร.เดียวกัน ในเทอมแรกสอบได้เกรดเฉลี่ย 4.00 กันตั้งหลายคน ตัวผมเองก็ได้ 3.95 ทั้งๆ ที่พวกผมกับเพื่อนก็ไม่ได้เก่งอะไรเลย มันทำให้ผมรู้สึกว่าอยากย้ายไปเรียนที่อื่น พวกเพื่อนๆผมก็ตกลงกันว่าอย่างนั้นแต่จะรอให้จบปีหนึ่งก่อน

ในระหว่างที่เรียนเทอมต้นน่ะผมชวนเพื่อนมาอยู่บ้านด้วยคนหนึ่งเพราะอยู่คนเดียวก็เลยเหงา และไม่อยากกลับบ้านมาพบกับความว่างเปล่า แล้วก็จะได้ให้เขาช่วยขับรถให้ด้วยตอนนั้นผมยังขับรถไม่เป็น ก็พอคุณแม่ไม่ได้ไปทำงานท่านก็เลยยกรถคนนั้นให้ เราก็สนิทกันไปไหนไปกันตลอดสมมุติว่าชื่อ เค ก็แล้วกัน พอถึงช่วงปิดเทอมเขาก็ไม่ได้กลับบ้านเรียกได้ว่าไปเที่ยวกันทุกวันกับเพื่อนอีกคนหนึ่งชื่อ เน (นามสมมุติ) เราก็จะไปเที่ยวด้วยกันสามคนตลอด แถมยังพากันแต่งรถซะสุดๆ ไปเลย ผมหมดไปประมาณ สามหมี่นกว่าบาท จากที่ทำบัญชีไว้ ส่วนเคมันก็ออกค่าเม็กซ์ให้ ก็หมื่นสาม ตอนนั้นมันเป็นคนพูดกับผมเองนะว่ามันยกให้ผมไปเลย ต่อมาไม่นานผมก็ทะเลาะกับเค มันก็เป็นช่วงใกล้จะเปิดเทอม ผมก็บอกให้เขากลับบ้านไปซะ เป็นยังงี้คงอยู่ด้วยกันไม่ได้หรอก มันก็บอกว่าได้แต่มันจะเอาเงินค่าเม็กซ์คืน ตอนนั้นคุณแม่ก็ส่งเงินค่าเทอมกับค่าขนมมาแล้ว เคน บอกว่าขออยู่ต่ออีกแค่คืนเดียวแล้วพรุ่งนี้จะไป ตอน เคไปผมก็ไม่ได้สนใจอะไรแถมยังให้ เน ขับรถไปส่งมันถึงบ้านอีก พอมาดูอีกทีถึงเห็นว่าเสื้อผ้าดี ๆ เราก็หายไปหมด แล้วตอนนั้นผมก็หาบัตร ATM ไม่เจอแต่ก็ไม่คิดอะไร ไม่คิดว่าเพื่อนกันจะทำกันได้ เพราะมันก็รู้ว่ามีค่าเทอมอยู่ด้วย คงเป็นเพราะมองโลกในแง่ดีไปหน่อย พอเริ่มแอะใจก็เพราะแฟนของเนมาที่บ้านแล้วถามว่าบัตรผมใช่สีน้ำเงินหรือเปล่า อุ๊ ก็บอกว่าเห็นแว๊บๆ ว่า เค ถืออยู่ ไม่เลยโทรไปหาลูกพี่ลูกน้องที่ธนาคาร(ลูกสาวของป้าที่เลี้ยงผมตอนเด็กๆ)แล้วให้พี่เขาเช็คให้ก็ปรากฏว่าไม่เหลือเงินอยู่ในบัญชีแล้ว ผมก็ไม่อยากที่จะบอกให้คุณแม่รู้ เลยบอกแกไปว่าตกลงผมจะดรอป เทอมนี้ไว้แล้วกัน แล้วเรียนไหม่ปีหน้า ตอนนั้นก็ไม่เห็นว่าคุณแม่ว่าอะไร (ที่ ร.ร.นั้นถ้าไม่จ่ายค่าเทอมก็จะไม่มีสิทธิ์สอบ) ก็พอดีกันกับช่วงนั้นผมได้เจอกับน้าชายของ เน ซึ่งเขามาชอบผม จนคุณแม่เริ่มสงสัย ไม่ขอเล่าก็แล้วกัน จนในที่สุดแกก็รู้ว่าผมเป็นเกย์ แต่ผมกับพี่เค้าก็ยังไม่เคยมีอะไรกันเลย ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าคุณแม่รู้ได้ยังไง

หลังจากนั้นได้ไม่นานตอนที่คุณแม่กับคุณพ่อมาอยู่ด้วยคุณแม่ก็ชวนผมไปหาพี่ที่แฟลต พอไปถึงคุณแม่ก็ถามพี่ผมว่าได้ไปเรียนหรือเปล่า หลีงจากนั้นอยู๋ๆคุณแม่ก็เล่าให้ฟังว่า "แม่ฝันเห็น ตากับยาย มาหามาชวนแม่ไปอยู่บ้านหลังใหญ่ แกบอกว่ามีห้องเหลือเฟือเอาไว้ให้ลูกหลานทุกคน แต่แม่บอกว่ายังไม่ไปรอให้เสร็จธุระอีกหน่อยก่อน แต่แม่ฝันนานแล้วละช่างมันเถอะ" ต่อมาคุณแม่ก็พูดถึงผมและร้องให้ว่า "ทำไมเราถึงไม่ไปเรียน รู้ไหมว่าแม่หวังในตัวเรามากแค่ไหน เราพูดให้ความหวังแม่ขนาดไหน แม่เสียใจนะลูก"ตั้งแต่ผมโตมา ยังไม่เคยเลยที่คุณแม่ร้องให้เพราะผมผมรู้สึกเจ็บปวดอย่างบอกไม่ถูก เพราะแม่เป็นคนที่ผมรักมากที่สุดในชีวิต แต่ก็ไม่สามารถพูดอะไรออกมาได้

หลังจากวันนั้น ได้หนึ่งวันผมก็ได้นอนกอดมือของคุณแม่ผมจะมีความรู้สึกอบอุ่นปลอดภัยอย่างบอกไม่ถูกเวลาที่มีมือข้างนั้นอยู่แนบอก ไม่ว่าจะทุกข์ใจมีเรื่องเลวร้ายแค่ไหน มันก็หายไปอย่างปลิดทื้ง ทั้งที่ผมไม่ได้มีโอกาสมานานแล้ว แล้วเย็นวันนั้นคุณแม่บอกว่าแม่จะกลับมาทำงานแล้ว ผมก็ขอเรียนดนตรีที่อยากเรียนมาตั้งแต่เด็ก แต่คุณพ่อมักพูดเสมอว่ามันไม่มีประโยชน์อะไร จะเรียนไปทำไม แต่วันนั้นคุณแม่บอกว่าได้สิแต่ต้องรอแม่กลับมาทำงานก่อนนะ แล้วคุณแม่ก็บอกว่าเดี๋ยววันพรุ่งนี้ไปหาพี่สาวผมกัน ตอนนั้นผมกับแม่นั่งอยู่ตรงประตูบ้านผมนั่งพิงแม่อยู่รู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก พอตอนเช้ามาพ่อก็มาเคาะที่ประตูห้องเรียกผมบอกว่าให้มาดูแม่ ตอนผมเข้าไปตอนนั้นเห็นคุณแม่นอนเหมือนหายใจไม่ออก คำพูดคำสุดท้ายที่ผมได้ยินก็คือ "ร้อน" ตอนนั้นผมทำอะไรไม่ถูกแล้ว แต่ก็พูดปลอบใจพ่อไปว่าไม่เป็นไรหรอกคุณพ่อโน๊ตเคยเห็นคุณแม่เป็นแบบนี้แล้ว ตอนนั้นผมทำอะไรไม่ถูกไม่รู้ว่าไอ้สิ่งที่เรียนมามันหายไปไหนหมด ผมรีบโทรไปตามโรงพยาบาลขอบรัฐ แต่ก็ถูกปฏิเสธบอกว่า คนขับรถไม่อยู่บ้าง ไม่รู้จักบ้าง ผมจึงรีบขับรถไปที่บ้านเน เพราะตอนนั้นผมยังขับรถไม่แข็งกะว่าจะให้เนขับมาคุณแม่ไปโรงพยาบาล พอไปถึงพ่อกับแม่เนบอกว่าเนไปเรียนแล้ว ผมจึงเล่าให้พ่อกับแม่เนฟัง พ่อเนจึงรีบโทรเรียนรถพยาบาลให้ได้เป็นของเอกชน ผมก็รีบขับรถกลับบ้านทันที ยังไม่ถึงห้านาทีรถพยาบาลก็มาถึงตอนผมมาถึงนั้นคุณแม่ชัก แล้วก็กัดลิ้นตัวเองจนเลือดพุ่งออกมา ผมไม่รู้จะบรรยายความรู้สึกครงนั้นได้อย่างไร ตอนผมอยู่บนรถ ร.พ. ผมแทบเหมือนไร้สติ ไม่รู้จะพูดอย่างไรทำอย่างไรดี แล้วก็ได้ยินเสียงพยาบาลบอกว่า "ให้น้ำเกลือไม่ได้เพราะเส้นขดหมดแล้ว" มันทำให้ผมยิ่งใจไม่ดี ในใจได้แต่นึกว่าเมื่อคินเรายั่งนั่งดูหนังหัวเราะกันอยู่เลย พอถึงที่ ร.พ.ผมก็ยังเซ็นอะไรไม่ได้เพราะตอนนั้นเพิ่ง 15 ปี ต้องรอจนกว่าคุณพ่อจะมาถึงจะย้ายคุณแม่ไป ICU ได้ ตอนแรกหมอบอกว่าเส้นเลือดในสมองแตกต้องผ่าตัดเอาเลือดคลั่งออก แต่ว่า ห้าสิบห้าสิบ แล้วต้องใช้เงินประมาณหนึ่งแสน จะผ่าไหม เราก็ตกลงใจทันทีว่าผ่า พอเพื่อนคุณแม่พี่ Office รู้จึงบอกว่าคุณแม่มีประกันสังคมอยู่ให้ย้ายคุณแม่ไปที่นั่น หมอบอกว่าระหว่างที่ย้ายให้รีบที่สุดเพราะคนใข้อาจเสียชีวิตระหว่างทางได้ระหว่างที่คุณแม่กำลังจะย้ายไป ญาติของคุณแม่ก็พูดว่าที่คุณแม่เป็นอย่างนี้ก็เพราะเรา ทำไมถึงไม่เรียน ผมไม่รู้จะตอบว่ายังไงสมองผมมันตื้อไปหมด

ในระหว่างที่อยู่บนรถผมจำได้ว่าตอนนั้นมีขบวนเสด็จอยู่เป็นขบวนเสด็จของพระเทพ ในใจผมคิดว่าทำไมจะต้องมาเจอตอนนี้ พะวงอยู่กับคุณแม่ตลอดๆ แต่พอคนขับรถพยาบาลวอบอกว่ามีคนใข้เคสหนัก ตอนแรกตำรวจก็ไม่ยอมแล้ว อีกไม่กี่วินาทีก็มีวอมาบอกว่าท่านบอกว่าให้ไปได้เลยไม่ต้องรอ แล้วตำรวจคนนั้นก็บอกว่าให้ขับเรียบริมทางไปนะ ซึ่งตอนนั้น ผมรู้สึกปลาบปลื้มในตัวพระเทพมาก แล้วก็ยังนึกในใจว่าคุณแม่ไม่เป็นอะไรแล้ว แต่พอไปถึงผมกับพี่ก็ต้องซ็อกเพราะหมอบอกว่า ไม่มีทางช่วยได้แล้ว คนไข้มีโรคหัวใจ กับเบาหวานแทรกมานานแล้ว จนอวัยวะภายในจะใช้ไม่ได้แล้วตลอดเวลาคุณแม่ไม่เคยบอกเราเลย เรานั่งเฝ้าท่านอยู่ในห้องตลอดจนพยาบาลมาไล่เราออกไป(ที่นั่นเป็น ร.พ.ของรัฐ) เพื่อนของคุณแม่ก็บอกว่า ให้กลับบ้านไปก่อน พอเรากลับไปถึงบ้านก็มีโทรศัพท์มาบอกว่าท่านเสียแล้ว ตอนนั้นถึงผมกับพี่จะเตรียมใจแลาไว้แล้ว ก็ยังทำใจไม่ได้อยู่ดี แล้วก็เป็นเวลาพอดีกันกับที่คุณพ่อกลับมาจากไปเอกเงินเพื่อมาให้คุณแม่ผ่าตัด เรานั่งเงียบกันมาตลอดทางไม่กล้าที่จะบอกอะไร จนตอนที่รถติด คุณพ่อบอกว่าให้แซงไปเลย เราถึงได้หลุดปากออกไปว่า ไม่ต้องแล้วล่ะคุณพ่อ คุณแม่ไม่เป็นอะไรอีกแล้ว

หลังจากที่คุณแม่เสียไปชีวิตผมมันก็เปลี่ยนแปลงไปหมด ผมยังจำได้ตอนที่อยู่ในงานศพ เราสามคนพ่อลูกยังกอดคอร้องให้กันอยู่เลย เวลาผ่านไปผมได้เจออะไรหลายๆอย่างที่ทำให้ผมรู้สึกรักท่านมากยิ่งขึ้นไปอีก และก็ยิ่งเสียใจเพิ่มขึ้นอีกเช่นกัน เราได้ไปเจอเสื้อผ้าตอนเด็กๆ ที่คุณแม่เก็บไว้แล้วแยกไว้ว่ากองนี้อายุเท่าไร พอผมกับพี่เห็นก็ปล่อยโฮกันออกมาเลย ทุกวันนี้ผมก็ต้องทำงาน แต่ก่อนผมอาจจะรู้สึกว่าผมมีปมด้อย แต่เดี๋ยวนี้ความรู้สึกนั้นมันค่อยค่อยๆเลือนหายไปแล้ว เพราะผมมีแม่ที่รักผมมากที่สุดแล้วผมยังจะต้องการอะไรอีก ถึงแม้ท่านจะจากไปแต่ผมก็ยังรู้สึกว่าท่านยังคงอยู่กับผมเสมอไม่ว่าจะทุกข์หรือว่าสุข สิ่งที่ผมทำไม่ดีกับท่านผมก็ยังเสียใจอยู่จนทุกวันนี้ และมันคงไม่มีอะไรที่จะมาทดแทนได้ แต่ผมกับพี่สาวก็คิดกันว่า ดีแล้วล่ะท่านจะได้พักผ่อนซะทีท่านต้องเหนื่อยมามากแล้ว... จะมีก็เพียงถ้อยคำๆหนึ่งที่ยังไม่สามารถลบออกจากจิตใจผมได้ก็คือ เพราะมึงน่ะแหละถึงทำให้แม่ตาย มึงน่ะเป็นคนฆ่าแม่ ปัจจุบันนี้ผมอายุ 18 แล้ว และเรื่องราวที่เกิดขึ้นมันก็เป็นเพราะตัวของผมเอง ผมหวังว่าใครก็ตามที่ได้อ่านเรื่องนี้ คงจะเข้าใจความรู้สึกของผม และความรักของพ่อแม่ที่มีให้กับทุกๆคน อย่าให้มันสายเกินไป ถ้าคุณเห็นสมควรที่จะนำเรื่องนี้ไปเผยแพร่ต่อไปผมขอปกปิดชื่อและ mail ของผมด้วยความในใจของผมนี้ยังไม่เคยมีใครที่ได้รู้เรื่องมาก่อน หวังว่าทางคุณคงเข้าใจ ขอบคุณครับ


Go Back