"ข้าวโอ๊ตกับตัวบุ้ง"(ตอนที่1)

โดย ก้อนหิน v_signz@hotmail.com

วันเปิดเทอมวันแรก เป็นใครก็ต้องตื่นเต้นมั่งหล่ะ ยิ่งเป็นวันแรกของการก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย ก็ยิ่งต้องตื่นเต้นเข้าไปใหญ่ ผมคนนึงหล่ะที่ดูจะตื่นเต้นกว่าใคร ๆ ทำไงได้ มหาวิทยาลัยออกจะใหญ่โต บุกมาคนเดียวแบบนี้ คงต้องใช้เวลาซักหน่อยกว่าจะทำความคุ้นเคยกับมันได้
"เอ่อ... ขอโทษครับ ไม่ทราบว่าตึกวิทยาศาสตร์นี่อยู่ตรงไหนอ่ะครับ" มันคงจะเป็นประโยคที่ขาดเสียไม่ได้ที่จะต้องถามใครซักคนที่ดูเหมือนจะรู้ทาง
"อ๋อ ตรงไปทางนี้เลยน้อง ตึกสามชั้น อยู่ทางฝั่งซ้าย แล้วมันจะมีเขียนข้างหน้าว่า คณะวิทยาศาสตร์อ่ะค่ะ"
"อ๋อ ขอบคุณครับ" ผมก็ทำเป็นอ๋อไปอย่างงั้นแหละ ยังไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่าจะไปถูกหรือป่าว
มันคงเป็นความโชคดีของผม หรืออะไรก็ไม่รู้หล่ะ พอเดินต่อมาซักพักก็เจอตึกของคณะวิทยาศาสตร์ คนเยอะจัดอย่างงี้เล่นเอาทำอะไรไม่ถูกเลย จะเดินไปไหนก็ดูเก้ ๆ กัง ๆ ไปหมด ความจริงคนพวกนั้นเค้าคงไม่ได้จ้องมาที่ผมหรอก แต่ว่าผมโรคจิตรึเปล่าเนี่ยที่เอาแต่คิดไปเองว่าทำอะไรก็มีสายตามหาชนจ้องมอง เอาน่า เดี๋ยวก็ได้เวลาเข้าห้องเรียนวิชาแรกแล้ว ถ้าดวงไม่ซวยจนเกินไปคงจะได้เพื่อนซักคนหล่ะ
"โทษทีนะ นี่ของนายป่าวอ่ะ" เสียงของคนแปลกหน้าที่ฟังไม่คุ้นหูเอาซะเลย ดังขึ้นมาจากด้านข้าง ขณะที่ผมกำลังก้มลงหยิบหนังสือหนังหาของผมอยู่
"เอ่อ..." ผมหันขึ้นมามองหน้าเจ้าของเสียงอย่างพินิจพิจารณา จะดูหน้ายังไงก็ดูไม่คุ้นเอาซะเลย "อ๋อ ใช่ครับ"
ถ้าจำไม่ผิด ผมลืมเจ้าแผ่นดิสก์นี่ไว้ที่ไหนซักแห่งตอนวันมาลงทะเบียน นี่ผมคิดว่าไม่มีทางได้คืนแล้วนะเนี่ย ผมยื่นมือไปหยิบแผ่นดิสก์ พร้อมกับกล่าวคำว่าขอบคุณ
"รู้ด้วยเหรอครับเนี่ยว่าเป็นของผม" ประโยคนี้มีที่มามาจากความสงสัยของผมเอง ก็แผ่นดิสก์มันไม่เห็นมีอะไรที่จะบ่งบอกได้เลยว่าเป็นของใครนี่
"อ๋อ เราเจอมันตรงม้าหินอ่อนที่นายนั่งอยู่อ่ะ ว่าจะเรียกแล้ว แต่ไม่ทัน แล้วเราก็ไม่แน่ใจว่าใช่ของนายป่าว"
"อืม ต้องขอบคุณอีกทีนะครับเนี่ย อุตส่าห์เก็บไว้ให้" ความจริงข้อมูลข้างในมันก็ไม่ได้สำคัญอะไรมากมายนักหรอก ไม่ได้หวังไว้ด้วยซ้ำว่าจะได้คืน
"ไม่เป็นไรหรอก ว่าแต่นายเลิกพูดผม พูดครับซักทีเหอะ เราโอ๊ต ยินดีที่ได้รู้จัก นายหล่ะ" ฟังไปฟังมาก็เริ่มคุ้นกับเสียงนี้แล้วเฮะ
"เอ่อ... บุ้งครับ"
พูดถึงวันนี้ จะว่าเป็นวันของผมก็น่าจะเป็นได้นะ ไม่เห็นจะมีอุปสรรคอะไรกับการเปิดเรียนวันใหม่ซักนิดนึง แถมยังได้มิตรภาพใหม่มาอีกหนึ่ง ด้วยสาเหตุที่ว่า โอ๊ต ก็เข้ามาเรียนที่นี่คนเดียวเหมือนกัน แถมยังคณะเดียวกับผมอีก ถึงจะคนละเอกกันก็เหอะ นี่ละมั้ง มันเลยทำให้เราเป็นเพื่อนกันได้ไวกว่าปกติ


อาทิตย์แรกของการเปิดเรียน ที่มหาวิทยาลัยก็ยังไม่ค่อยมีอะไรมาก จะมีก็แต่การรับน้องนี่หล่ะ ที่เห็นทีจะไม่มีใครเลี่ยงได้ ช่วงอาทิตย์แรก ผมกับโอ๊ตต้องอยู่รับน้องกันจนเย็นทุกวันกับระบบสารพัดระบบที่รุ่นพี่สรรหาไว้ให้
"ดูเด่ะ มาสคาร่า เมื่อวานยังเอาไม่ออกเลยว่ะ" โอ๊ตเดินเข้ามาเทียบผม มาจากไหนก็ไม่รู้ ไม่ให้ซุ่มไม่ให้เสียง
"เหอะ ๆ ๆ ใครใช้ให้นายน่ารัก เป็นเป้าสายตา ของพวกพี่ ๆ เค้าหล่ะ เลยโดนเข้าซะเละเลย" ใจจะคิดอิจฉา หรือสมน้ำหน้าดีเนี่ย บอกไม่ถูก แต่โอ๊ตก็เป็นคนร่าเริง มนุษยสัมพันธ์ดี นี่คงจะเป็นเสน่ห์อีกอย่างของโอ๊ตหล่ะ
"น่ารักตายเลยเด่ะ เจอละเลงซะเละเงี้ย" โอ๊ตเอามือถูคิ้วซ้ำแล้วซ้ำอีก จนผมอดหัวเราะไม่ได้
"เออน่า อย่างน้อยเจอพวกรุ่นพี่ผู้หญิงแกล้ง ก็ยังดีกว่าเจอรุ่นพี่ผู้ชายว๊ากก็ละกัน" ผมพูดแล้วยังอดคิดไม่ได้ว่าวันนี้จะเจออะไรเข้าไปอีก
"เออ ว่าแต่หลังเลิกรับน้องเย็นนี้นายว่างป่าว" นี่เป็นครั้งแรกที่โอ๊ตถามอย่างนี้ตั้งแต่รู้จักกันมา
"ว่าง... ว่าแต่นายจะทำไมอ่ะ"
"มาด้วยกันหน่อยดิ มีไรให้ช่วยหน่อย"
"ไรอ่ะ" ผมชักเริ่มสงสัยแล้วว่าเย็นนี้จะมีอะไร
"น่า ๆ เดี๋ยวบอก ตกลงโอเคนะ"
"โอเคก็ โอเควะ เฮไหน เฮกันอยู่แล้ว" ถึงจะยังไม่รู้ว่าต้องไปทำอะไรที่ไหน แต่เอาน่า ในเมื่อโอ๊ตพูดเหมือนจะให้ไปให้ได้ ก็ไปก็แล้วกัน
หลังจากรับน้องเสร็จโอ๊ตก็พาผมขึ้นรถเมลล์สายที่จะไปบ้านผมเด๊ะ มารู้ทีหลังว่าบ้านผมกับบ้านโอ๊ตความจริงอยู่ใกล้กันนิดเดียว โอ๊ตพาผมไปที่ห้างแถว ๆ บ้าน ที่จริงวันนี้ก็วันเกิดพี่สาวของโอ๊ตนั่นเอง โอ๊ตพาผมมาให้ผมช่วยเลือกของขวัญวันเกิดให้พี่สาว ก็เพิ่งจะสังเกตวันนี้หล่ะ ว่าจริง ๆ แล้วโอ๊ตเป็นคนที่อบอุ่นน่าดูเหมือนกัน บวกกับความเฮฮาสนุกสนานแล้ว เวลาอยู่ใกล้ ๆ ก็รู้สึกดีเหมือนกันเฮะ
"เฮ้ย นี่ใจคอนายจะไม่ช่วยกันเลือกของขวัญเลยรึไง เอาแต่จ้องหน้ากันอยู่ได้" เสียงนี้ทำให้ผมต้องหลุดจากภวังค์ นี่ผมเผลอจ้องหน้าโอ๊ตนานขนาดนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย
"พี่สาวนายชอบอะไร แบบไหนหล่ะ"
"เอาแบบโรแมนติค ๆ อ่ะ"
โรแมนติค ๆ คำ ๆ นี้ทำไมมันถึงได้ก้องอยู่ในหัวอย่างนี้นะ
ผมกับโอ๊ตช่วยกันเลือกของขวัญอยู่นาน จนในที่สุดก็ได้ของขวัญชิ้นที่ถูกใจมา โอ๊ตชวนผมไปงานวันเกิดด้วย และนั่นก็เป็นครั้งแรกที่ผมไปได้บ้านของโอ๊ต จากนั่นผมก็ได้ไปบ้านโอ๊ตบ่อยขึ้น แล้วโอ๊ตก็มาเที่ยวบ้านผมบ้างในบางครั้ง และเราก็สนิทกันมากขึ้นเรื่อย ๆ
ดูเหมือนว่าเวลาในมหาวิทยาลัยจะผ่านไปเร็วมาก ไม่ทันไรก็จะเข้าช่วงสอบกลางภาคแล้ว ผมกับโอ๊ตเรียนด้วยกันมาตลอด ถึงแม้จะมีบางวิชาที่เรียนไม่เหมือนกัน แต่สอบกลางภาคครั้งนี้คงต้องพึ่งกันและกันแล้วหล่ะ
"วิชานี้ไม่ไหวอ่ะ นายชัวร์ป่าวบุ้ง ติวให้เราหน่อยดิ" เป็นประโยคที่โอ๊ตพูดขึ้นทันทีหลังจากออกห้องเรียน
"ก็งู ๆ ปลา ๆ อ่ะนะ คิดว่าจะติวให้ไหวป่าวหล่ะ"
"เอาน่า สองหัวก็ยังดีกว่าหัวเดียว.....อยากให้นายติวให้ด้วยมากกว่า" ประโยคที่พูดออกมาทีหลัง ทำให้ผมตัวชาไปวูบนึง ตลอดเวลาที่เป็นเพื่อนกันมา ก็มีครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่โอ๊ตพูดอย่างนี้ ทั้ง ๆ ที่ผมมีความรู้สึกที่พิเศษกับโอ๊ตมาตั้งนานแล้ว
เรื่องมันเริ่มเมื่อไหร่ไม่รู้ ผมรู้แค่ว่าตอนนี้ผมชอบโอ๊ตเข้าให้แล้ว คงจะเป็นเพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาเราสนิทกันตลอด แล้วโอ๊ตก็เป็นคนน่ารัก มนุษย์สัมพันธ์ดี ขี้เล่น ร่าเริง หลายครั้งที่ผมที่โอ๊ตพยายามทำอะไรเหมือนพยายามจะเอาใจผม แต่ผมก็ไม่เคยรู้เลยว่าโอ๊ตรู้สึกยังไงกับผม การก้าวข้ามความเป็นเพื่อนมันคงลำบากน่าดู ถ้าจะทำให้ความ รู้สึกดี ๆ ที่มีระหว่างผมกับโอ๊ตมันต้องจบลง
"อ่าว เงียบไปอีกแล้ว เดี๋ยวจะเหมาว่าโอเคนา" โอ๊ตเริ่มประโยคสนทนาขึ้นอีก ทั้ง ๆ ที่ผมยังเรียบเรียงความรู้สึกที่ผมมีไม่จบเลย
"โหย โอเคอยู่แล้วน่า เพื่อนาย ใครจะกล้าปฏิเสธ" ผมตอบแก้เขิน รู้สึกเหมือนหน้าร้อน ๆ คงจะแดงแล้วแน่ ๆ เลย
"อืม เรามีอะไรจะให้นายด้วย" ผมหันไปมองหน้าโอ๊ต แต่พยายามหลบ ๆ ไม่ให้ตาประสานตาตรง ๆ
"มามุขไหนอีกละเนี่ย"
"เอ้ย จริงจังนะ แบมือมาดิ"
ทันทีที่ผมแบมือออกไป โอ๊ตก็เอากระดาษสีขาว แผ่นเล็ก ๆ มาวางบนฝ่ามือผม
"ตั๋วหนัง ไปดูกัน" โอ๊ตพูดตะกุกตะกักไปนิด แต่ก็ดูจริงจัง
สงกะสัยจริง ๆ ว่าความสนุกสนาน ร่าเริง กับความหวานสุดขั้วเนี่ย มันบวก ลบ คูณ หารกันลงตัวรึเปล่า โอ๊ตเลือกหนังเรื่อง "Pearl Harbour" มาดูกับผมเนี่ยนะ


วันหยุดสุดสัปดาห์ ก่อนสอบแค่ไม่กี่วัน โอ๊ตก็มาติวหนังสือที่บ้านผม ลำพังหอบหนังสือมาเป็นกองนี่ก็โอเค แต่พกกระเป๋าเสื้อผ้ามาด้วยนี่สิ ไม่เห็นมีในตารางสอบเลย
"โห จะหนีไปอยู่ประเทศไหนเนี่ย พกเสื้อผ้ามาซะยังกะจะย้ายบ้าน" ผมเริ่มทักขึ้นก่อนเมื่อโอ๊ตมาถึงหน้าบ้าน
"ก็กะว่าพอจะอยู่ที่นี่ซักอาทิตย์นึงอ่ะ" โอ๊ตจ้องหน้าผมเขม็ง สายตาขอความเห็นใจสุด ๆ "ได้ป่าว"
"นายเล่นหอบมางี้แล้ว จะให้เราไล่นายกลับเนี่ยนะ"
"เหอะ ๆ ๆ" หัวเราะได้แค่นั้น โอ๊ตก็เดินเอาของเข้าไปเก็บในบ้าน
วันสอบใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ ผมกับโอ๊ตก็ติวกันทุกวัน เล่นบ้าง ติวบ้าง เที่ยวบ้าง มันคงเป็นความรู้สึกที่ดีที่สุดหล่ะนะที่ได้อยู่กับคนที่เราชอบทุกวันอย่างนี้ แถมยังนอนข้าง ๆ กันทุกคืน
และแล้วการสอบวันสุดท้ายก็ผ่านพ้นไปด้วยดี โอ๊ตยังคงปักหลักอยู่กับผมที่บ้านไม่ไปไหน คิดว่าคืนนี้คงจะเป็นคืนสุดท้ายที่โอ๊ตจะค้างที่นี่ คงเป็นเพราะความใกล้ชิดกัน เลยทำให้ผมอดไม่ไหวที่จะรู้ว่าโอ๊ตคิดยังไงกับผม ใจนึงก็กลัวกับการที่จะคิดอะไรเกินเพื่อน แต่ใจมันก็คิดไปแล้วนี่นา
"หลับยังอ่ะ" ผมเริ่มขึ้นอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย
"นอนไม่หลับเฮะ" โอ๊ตพลิกตัวมาทางผมพร้อมกับพูดขึ้น
บทสนทนาเงียบไปซักพัก ในระหว่างผมชั่งใจว่าจะพูดดีมั้ย แต่ไม่รู้ว่าโอ๊ตคิดอะไรอยู่
"นายมีแฟนยังอ่ะ" ตัดสินใจได้ซักทีผม
"ถามแปลก นายเคยเห็นเรามีแฟนด้วยเหรอ" มันก็จริงอย่างที่โอ๊ตพูดหล่ะ ตั้งแต่เป็นเพื่อนกันมา ยังไม่เคยเห็นโอ๊ตคบกับผู้หญิงคนไหนเลย
"แล้วเคยมีป่าว" ผมถามซ้ำอีก
"เคย.... แต่โดนเค้าหักอกไปแล้วหล่ะ"
"ฮ้า หน้าอย่างนายเนี่ยนะ โดนหักอก" ก็น่ารักซะอย่างเนี้ยเป็นผม ผมคงหักไม่ลงหล่ะ
"อ่าว เราก็คนนา ใช่เทวดาที่ไหน" โอ๊ตพูดขำ ๆ ชวนผมหัวเราะได้ซะทุกทีหล่ะ
"แล้วตอนนี้นายมีคนที่ชอบป่าวหล่ะ" เป็นคำถามที่ดูเหมือนว่าอยากจะให้คำตอบเป็นเจ้าของคำถาม
"ไม่รู้ดิ รู้สึกแปลก ๆ ไงพิกล ๆ"
"อ่าว แปลก ใจตัวเองยังไม่รู้ใจตัวเองอีก"
"เอาแต่ถามเรา ว่าแต่นายเหอะบุ้ง มีคนที่ชอบรึยัง" ผมอึ้งไปพักใหญ่ ไม่รู้ว่าจะบอกดีหรือเปล่าว่าเป็นโอ๊ต
"เอ๋า เงียบเลย คำถามแทงใจดำเหรอ ถ้าไม่ตอบ เราตอบเองก็ได้" โอ๊ตเงียบไปแว้บนึง ในขณะที่ผมก็ยังคิดไม่ตกกับคำถามก่อนหน้านั้น
"นายไงหล่ะ" ประโยคนี้ ทำให้ความคิดในหัวผมยุ่งเหยิงไปหมดเลย แต่ก่อนที่จะคิดอะไรได้
"อย่าบอกนะว่านายเป็นเหมือนเรา" ผมกำลังจะถามว่าเป็นเกย์เหมือนกันเหรอ แต่โอ๊ตก็ตัดบทขึ้นมาก่อน
"เฮ้ย ไม่ใช่อย่างที่นายคิดนะ เราป่าวเป็น แต่ไม่รู้ว่าทำไมเราถึงรู้สึกกับนาย"
ก่อนหน้านั้นหลายประโยคแล้วที่ผมกับโอ๊ตลุกขึ้นมานั่งโดยอัตโนมัติ ผมยังอึ้งพูดอะไรไม่ออก ได้แต่นั่งจ้องหน้าเจ้าของเสียง โอ๊ตไม่พูดอะไรต่อ แต่ค่อย ๆ ยื่นหน้าเข้ามา แล้วหอมแก้มผมเบา ๆ
"เอาเป็นว่าเราชอบนายละกัน แต่ขอเวลาเราหน่อย เรายังสับสนอยู่" โอ๊ตพูดแบบอาย ๆ ในขณะที่ผมเริ่มตั้งสติได้แล้วกับความรู้สึกชา ๆ ตรงแก้ม
"เราก็ชอบนายเหมือนกัน ชอบมานานแล้วด้วย" ในที่สุดผมก็ได้บอกความรู้สึกของผมซักที "เอ่อ...."
เหมือนโอ๊ตจะรู้ใจผม "ถ้าอยากจะหอมแก้มเราก็ได้นะ แต่ขอเป็นแค่นั้นก่อนละกัน อย่างที่ว่าหล่ะ ขอเวลาเราหน่อยละกัน" คำพูดตะกุกตะกัก แสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าโอ๊ตต้องเขินพอประมาณหล่ะ ผมค่อย ๆ ยื่นหน้าเข้าไป แล้วหอมแก้มโอ๊ตเบา ๆ อย่างที่โอ๊ตหอมผมตอนแรก ใจผมมันเต้นไม่เป็นจังหวะไปหมดแล้ว ทั้งอึ้ง ทั้งตื่นเต้น ทั้ง ดีใจ มีแต่ข้าวโอ๊ตกับตัวบุ้งเต็มหัวใจไปหมด

.

[Home]