Honey Pie

เขียนโดย TK


"ทีนี้อุ้งมือของมาซากิชิเต็มไปด้วยน้ำผึ้ง น้ำผึ้งมากมายเกินกว่าที่ตัวเองจะกินได้หมด มาซากิชิก็เลยเอาเอาน้ำผึ้งใส่กระติกน้ำใบใหญ่ แล้วแบกลงจากภูเขาไปที่หมู่บ้านเพื่อที่จะเอาน้ำผึ้งไปขาย ใครๆก็รู้กันว่ามาซากิชิเป็นหมีที่หาน้ำผึ้งได้เก่งเป็นอันดับหนึ่งในป่าแห่งนั้น"

"หมีมีกระติกน้ำใบใหญ่ด้วยเหรอ" คาโอรุถาม

"ก้อ.....มาซากิมีกระติกน้ำของมันเองอยู่ใบนึง" จุงอธิบาย
"มันเจอคนทิ้งกระติกไว้ที่ริมทางเดินกลางป่าและมันก็คิดว่าน่าจะใช้ประโยชน์ได้ก็เลยเก็บเอาไว้ใช้เอง"
"แล้วมันก็ได้ใช้จริงๆ เห็นมะ"

"มาซากิชิลงไปในหมู่บ้านแล้วก็หาทำเลดีๆในตลาด เอาป้ายติดไว้ว่า น้ำผึ้งบริสุทธิ์ ธรรมชาติร้อยเปอร์เซ็นต์ ถ้วยละสองร้อยเยน""

"หมีนับเงินได้ด้วยเหรอ"

"แน่นอน มาซากิชิเคยอาศัยอยู่กับคนตอนที่มันยังเป็นลูกหมี คนที่เลี้ยงมันสอนมันให้พูดและก็นับเงิน มาซากิชิเป็นหมีฉลาดนะ ดังนั้นเมื่อมันกลับเข้าไปอยู่ในป่า หมีตัวอื่นๆที่ไม่ฉลาดเท่ามันก็เลยไม่ชอบมัน"

"ไม่ชอบมันงั้นเหรอฮะ"

"อือ หมีตัวอื่นๆจะทำแบบว่า เฮ้ นั่งไงไอ้หมีแสนรู้ ฉลาดยังกะหมา และหมีตัวอื่นๆก็ไม่ยอมเป็นเพื่อนกับมาซากิชิ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทังกิชิ เจ้าหมีวายร้ายจะชอบแกล้งมาซากิชิ"

"โธ่ น่าสงสารมาซากิชิจริง"

"อือ ผู้คนทั่วไปก็จะว่า "อะนะ โอเค หมีตัวนี้ฉลาดดี พูดได้และนับเงินได้

"แต่ก็นั่นแหล่ะมาซากิชิก็เป็นหมีธรรมดาๆตัวหนึ่งอยู่ดี ทีนี้มาซากิชิก็เลยไม่ค่อยมีพวก ทั้งในหมู่หมีด้วยกันเองหรือในหมู่ผู้คนทั่วไป"

"มาซากิชิไม่มีเพื่อนเลยเหรอ"

"อือ ไม่มีเพื่อนซักตัวเลยล่ะ หมีไม่ได้ไปโรงเรียนเหมือนเด็กๆทั่วไปนี่
ก็เลยไม่มีที่ที่จะไปหาเพื่อนๆหรือรู้จักใครๆที่ไหน"

"แล้วลุงจุงมีเพื่อนไหม" คาโอรุถามลุงจุงบ้าง

"ก็พ่อของคาโอรุไงเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของลุงมานานมากๆๆแล้ว อีกคนก็แม่ของคาโอรุอีกนั่นไงล่ะ"

"ดีนะที่ลุงจุงยังมีเพื่อนบ้าง"

"อืม.....ใช่ การมีเพื่อนเป็นสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่คนเราจะหาได้ เธอพูดถูกต้อง"


จุงมักจะแต่งเรื่องเล่าให้คาโอรุฟังเป็นประจำก่อนเด็กน้อยจะเข้านอน และถ้าคาโอรุไม่เข้าใจอะไรก็มักจะถามอยู่เป็นประจำเหมือนกัน

กว่าจุงจะตอบคำถามของเด็กน้อยได้ก็ต้องคิดหนักอยู่เหมือนกัน คำถามของเด็กๆนี่บางทีก็เป็นคำถามที่ฉลาดไร้เดียงสาและน่าสนใจมากทีเดียว

หลายครั้งระหว่างที่คิดหาคำตอบให้คาโอรุ จุงก็จะคิดหาพล็อตเรื่องสนุกๆไปด้วยพร้อมๆกัน ประตู้ห้องนอนเปิดออกเบาๆ ซาโยโกะเดินเข้ามาในห้องพร้อมกับนมแก้วใหญ่ให้คาโอรุ

"ลุงจุงกำลังเล่าเรื่องหมีมาซากิชิ" คาโอรุเล่าให้ผู้เป็นแม่ฟัง
"มาซากิชิหาน้ำผึ้งเก่งที่สุดในโลกแต่ว่ามาซากิชิไม่มีเพื่อน"

"จริงอะ แล้วมาซากิชิตัวโตไหมลูก" ซาโยโกะเอ่ยถามบ้าง

คาโอรุหันไปมองลุงจุง พร้อมกับกระพริบตาปริบๆ "มาซากิชิตัวโตไหมลุงจุง"

"ไม่โตมาก" จุงบอก "จริงๆแล้วมาซากิชิเป็นหมีตัวเล็ก เทียบกับหมีตัวอื่นๆ

ก็เหมือนคาโอรุล่ะ มันเป็นหมีอารมณ์ดีสุภาพอ่อนหวาน เวลาฟังเพลงนะ มันจะไม่ฟังเพลงเฮฟวี่ฮาร์ดร็อคหรือพั๊งร็อคอะไรพวกนั้นหรอก มาซากิชิชิบฟังเพลงของชูเบิร์ด เปิดฟังเบาๆ อยู่ตัวเดียว"

"มาซากิชิฟังเพลงด้วยเหรอ" คาโอรุถามอีก "หมีมีซีดีด้วยเหรอฮะ"

"เอออ...มันเจอวิทยุเทปทิ้งอยู่ที่ใต้ต้นไม้ในป่าน่ะ มันก็เลยเอากลับมาฟังเพลงที่บ้าน"

"ทำไมของพวกน้ำถึงได้วางทิ้งไว้เต็มไปหมดบนภูเขานั่นล่ะฮะ"
คาโอรุถามด้วยความสงสัยถึงที่มาของข้าวของที่มาซากิชิมีใช้

"อือ ก็พวกนักปีนเขาน่ะซิ พากันมาปีนเขาเอาข้าวของส่วนตัวมาเยอะแยะ พอปีนเขาไปได้ครึ่งหนึ่งก็เหนื่อยแบกของต่อไปไม่ไหวก็ทิ้งๆเอาไว้ตามทาง เช่น โอยหนักเหลือเกิน น้ำหมดแล้วฉันไม่ต้องการแบกกระติกนี้อีกต่อไป บูมบ็อกซ์นี่หนักจริงๆไม่เอาไปด้วยดีกว่าเหนื่อย เหนื่อยๆๆ"

"นั่นน่ะซิ คนเราบางครั้งก็ชอบโยนข้าวของทิ้งไป" ซาโยโกะสนับสนุน

"ผมไม่ทิ้งของนะ" คาโอรุพูด

"ก็เธอยังเด็กมีกำลังมากมายไม่เหมือนคนแก่นี่" ลุงจุงพูดต่อ

"รีบกินนมให้หมดซะ ลุงจะได้เล่าต่อให้จบ"

"ครับ" คาโอรุรับคำ พร้อมกับใช้สองมือยกแก้วนมขึ้นดื่มอย่างระมัดระวัง
แล้วเด็กน้อยก็ถามต่อ

"ทำไมมาซากิชิไม่ทำพายน้ำผึ้งแล้วเอาไปขายในหมู่บ้าน ชาวบ้านจะต้องชอบพายน้ำผึ้งมากกว่าน้ำผึ้งเปล่าๆแน่ๆเลย"

"ความคิดเข้าท่าดีนะลูก" ซาโยโกะยิ้มขึ้นมา "กำไรก็คงจะมากกว่าขายแค่น้ำผึ้ง"

"อือ ยกระดับสินค้าเพื่อเพิ่มยอดกำไร" จุงพูด "คาโอรุ หัวการค้าจริง อีกหน่อยเธอจะต้องรวยแน่ๆ"

กว่าคาโอรุจะเข้านอนก็เป็นเวลาประมาณตีสอง จุงและซาโยโกะคอยให้เด็กน้อยหลับสนิทแล้วจึงไปนั่งที่โต๊ะกินข้าว ซาโยโกะนำเบียร์ออกจากตู้เย็นมาหนึ่งกระป๋อง แล้วแบ่งใส่แก้วครึ่งหนึ่งแล้วยื่นอีกครึ่งในกระป๋องให้จุง ซาโยโกะเองไม่ใช่นักดื่ม และจุงก็ต้องขับรถกลับบ้านก็เลยดืมกันคนละนิดๆหน่อยเท่านั้นเอง

"ขอบคุณเธอมากที่มาช่วยอีกแล้ว" ซาโยโกะพูดขึ้นมาในความเงียบ
"ฉันก็ไม่รู้จริงๆว่าจะทำยังไง เหนื่อยเหมือนกัน กว่าจะทำให้คาโอรุสงบได้ ฉันเองก็ไม่อยากจะโทรไปหาทากาซึกิ"
จุงผงกหัวพร้อมกับยกกระป๋องเบียร์ขึ้นดื่มจนหมด
"ไม่ต้องเกรงใจหรอกปกติผมก็ไม่ได้หลับตอนกลางคืนอยู่แล้ว ขับรถออกมาตอนดึกๆรถก็ไม่ติด เดี๋ยวกลับไปก็ยังไม่นอนจนกว่าจะสว่างโน่นล่ะ ไม่มีปัญหาหรอก ไม่ต้องห่วง"

"เธอเขียนเรื่องใหม่อยู่เหรอ"

จุงพยักหน้าตอบรับ

"เป็นไงมั่ง ถึงไหนแล้วล่ะ"

"อืม ก็เหมือนเดิม ผมเขียน เค้าเอาไปพิมพ์ แต่ไม่มีใครซื้อไปอ่าน"

"ฉันอ่านนะ ทุกเรื่องเลย"

"ขอบคุณเธอมาก เธอเป็นคนน่ารักจริงๆ" จุงกล่าวขอบคุณ

"แต่เรื่องสั้นเรื่องใหม่ก็ใกล้จะเขียนเสร็จแล้วล่ะ ว่าแต่คาโอรุเถอะ เป็นแบบนี้บ่อยๆเหรอ"

ซาโยโกะ พยักหน้าตอบรับ

"บ่อยเลยเหรอ"

"เกือบทุกคืน คาโอรุจะฝันร้ายตกใจตื่นกลางดึก แล้วฉันก็ไม่รู้จะทำไงให้ลูกหยุดร้องไห้"

"รู้ไหมว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น"

ซาโยโกะดื่มเบียร์ส่วนที่เหลือแล้วเพ่งมองแก้วที่ว่างปล่าว

"คิดว่าคาโอรุคงเห็นข่าวเกี่ยวกับแผ่นดินไหมเยอะเกินไป มันคงดูโหดร้ายเกินไปสำหรับเด็กอายุสี่ขวบ คาโอรุบอกว่ามีมนุษย์ตัวโตมาปลุกเธอ มนุษย์ผู้ชายที่เคยไม่รู้จัก ผู้ชายคนนั้นจับคาโอรุใส่ลงไปในกล่อง กล่องใบเล็กๆ เล็กเกินกว่าที่คนจะเข้าไปอยู่ได้ คาโอรุเล่าว่าคาโอรุร้องบอกว่าไม่อยากเข้าไปอยู่ในกล่อง แต่ผู้ชายในฝันก็จับลูกยัดเข้าไปจนแขนขาหักแล้วคาโอรุก็ตกใจตื่น ร้องให้ใหญ่เลย"

"มนุษย์แผ่นดินไหวเหรอ"

"ในฝันเป็นผู้ชายแก่ตัวโต พอตื่นจากฝัน คาโอรุก็วิ่งไปเปิดไฟรอบบ้านกลัวว่าจะมีใครมาจับไปจริงๆ ฉันบอกลูกว่าผู้ชายตัวโตมีแต่ในฝันแต่คาโอรุก็ไม่ยอมเชื่อแล้วก็ไม่ยอมกลับไปนอนทั้งคืน บางทีก็ร้องไห้ตลอด ฉันเองก็เหนื่อยเหลือเกินที่ต้องดูแลลูกคนเดียว"
ซาโยโกะแทบจะไม่เคยเผยความรู้สึกอันอ่อนล้าแบบนี้กับจุง

"ทีนี้ก็พยายามอย่าให้คาโอรุดูข่าวทีวีนะ" จุงพูด
"ข่าวช่วงนี้ก็มีแต่เรื่องแผ่นดินไหว มีแต่เรื่องสลดใจ"

"ฉันเองก็แทบจะไม่ได้เปิดทีวีอีกเลย แต่ว่ามนุษย์แผ่นดินไหวเข้าไปอยู่ในฝันของคาโอรุแล้วน่ะซิ"
จุงนิ่งเงียบใช้ความคิดอยู่พักใหญ่

"เอางี้ดีกว่า วันอาทิตย์นี้เราพาคาโอรุไปดูหมีที่สวนสัตว์กัน คาโอรุจะได้เห็นหมีจริงๆซะที"
ซาโยโกะจ้องหน้าจุงพร้อมกับขมวดคิ้ว
"ก็ดีเหมือนกัน จะได้ให้ลูกสนใจเรื่องอื่นๆบ้างเผื่อจะได้ลืมฝันร้าย ตกลงไปกันวันอาทิตย์สี่คนไม่ได้ไปไหนกันมานานแล้ว เธอโทรบอกทากาซึกินะ"

จุงอายุสามสิบสอง เกิดและเติบโตในเมืองโกเบ ครอบครัวเป็นเจ้าของร้านจิวเวลรี่สองร้าน มีน้องสาวหนึ่งคนอายุห่างกันหกปี หลังจากจบมัธยมจากโรงเรียนในโกเบ จุงเข้าเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยวาเซดะในมหานครโตเกียว

จุงสอบเข้าได้ทั้งแผนกบริหารธุรกิจและแผนกวารสารศาสตร์ แต่ท้ายที่สุดก็เลือกเรียนในแผนกวารสารศาสตร์ตามที่ตัวเองต้องการ แต่บอกทางบ้านว่าตัวเองสอบเข้าเรียนในแผนกบริหารธุรกิจตามที่บิดาหมายมั่น เพราะหากบอกทางบ้านว่าจะเรียนวารสารศาสตร์ ทางบ้านจะไม่จ่ายค่าเทอมและค่าใช้จ่ายต่างๆให้ไปเรียนเขียนวรรณกรรมแน่นอน จุงเองก็ไม่มีความสนใจในงานบริหารธุรกิจลมุ่งมั่นจะเป็นนักเขียนให้ได้

ในรั้วมหาวิทยาลัย จุงได้พบกับเพื่อนใหม่สองคนคือทากาซึกิและซาโยโกะ ทากาซึกิมาจากนากาโน่ เมืองในหุบเขา ทากาซึกิเป็นผู้ชายตัวสูงและรูปร่างดี เป็นกับตันทีมฟุตบอลของโรงเรียน ถึงแม้ว่าจะใช้เวลาเรียนถึงสองปีกว่าจะสอบเอ็นทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัยได้ แต่ทากาซึก็ก็เป็นคนที่ดูท่าทางฉลาดเฉลียว แบบที่ใครๆเห็นก็ต้องชอบ มีความเป็นผู้นำในเรื่องต่างๆและช่างตัดสินใจ อย่างไรก็ตามทากาซึกิไม่ชอบอ่านวรรณกรรม เขาเข้าเรียนในแผนกวารสารศาสตร์เพราะเห็นว่าง่ายกว่าสอบเข้าเรียนวิชาอื่นๆ

ทากาซึกิพูดเสมอๆว่า "วันเรียนอะไรไม่รู้ยากจริงๆ"
"ก็เพราะอยากจะไปเป็นนักหนังสือพิมพ์ก็ต้องมาเรียนอะไรยากๆแบบนี้ล่ะ เรียนๆไปจะได้ไปทำมาหากินกับเขาได้ เข้ามหาวิทยาลัยก็เพื่อให้อาจารย์สอนเขียนหนังสือนี่ล่ะ"
จุงไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมทากาซึกิกับเขาเองถึงมาเป็นเพื่อนสนิทกันได้

จุงเป็นคนประเภทที่ชอบอยู่ในห้องเงียบๆ อ่านหนังสือหรือฟังเพลงอยู่คนเดียว ไม่ชอบกีฬาแถมยังคุยไม่เก่ง จึงมีเพื่อนไม่มากนัก วันแรกๆในมหาวิทยาลัย หลังจากเรียนจบในช่วงเช้า
ทากาซึกิเข้ามาตบไหล่จุงและพูดขึ้นก่อนว่า "ไปหาอะไรกินกันเถอะ" ไม่กี่วันหลังจากนั้นทั้งสองก็เป็นเพื่อนสนิทกัน

จุงมักจะชื่นชมในความช่างพูดและความเป็นมิตรพิเศษของทากาซึกิเสมอ

ทากาซึกิก็ทักทายซาโยโกะแบบเดียวกัน วันนั้นจุงกับทากาซึกิเดินออกมาจากห้องเรียนด้วยกันพบซาโยโกะที่หน้าตึกเรียน

ทากาซึกิเดินเข้าไปข้างหลังเธอแล้วตบไหล่ซาโยโกะเบาๆ
"เราสามคนไปหาอะไรกินกันเถอะ"
หลังจากนั้นทั้งสามก็ไปเรียนพร้อมกัน กิน ข้าวด้วยกัน ทำงานพาร์ททามที่เดียวกัน เที่ยวรอบโตเกียวด้วยกัน และเที่ยวไหนต่อไหนด้วยกันเสมอ

ก็คงเหมือนๆกับเด็กนักเรียนมหาวิทยาลัยในช่วงปีหนึ่งทั่วไป

ซาโยโกะเป็นเด็กโตเกียวโดยกำเนิด มาจากย่านการค้าเก่าแก่ของกรุงโตเกียว พ่อของเธอเปิดร้านขายเครื่องเย็บปักถักร้อยสำหรับชุดเสื้อผ้าญี่ปุ่น ซึ่งเป็นธุรกิจของครอบครัวมานานหลายชั่วอายุคน เธอตั้งใจจะเรียนทางด้านวรรณกรรมจนถึงระดับปริญญาโทและเป็นไปอาจารย์ ทั้งซาโยโกะและจุงมักจะมีนวนิยาย เรื่องสั้นหรือบทกลอนต่างๆมาแบ่งกันอ่านเสมอ ซาโยโกะเป็นคนน่ารัก ผมยาวสวย และดูฉลาดหลักแหลม เป็นคนเปิดเผยแต่ไม่โฉ่งฉ่าง ง่ายๆเป็นมิตร แต่ไม่อ่อนแอ เธอมักจะแต่งตัวง่ายๆไม่แต่งหน้า เธอมีอารมณ์ขันที่น่ารัก จุงพบว่าซาโยโกะเป็นผู้หญิงที่สวยและที่สุดที่เขาเคยรู้จักมา ทั้งนี้ก็เพราะจุงเองเคยเรียนแต่ในโรงเรียนชายล้วนและไม่มีเพื่อนผู้หญิงมาก่อน แต่จุงเองก็ไม่เคยเผยความรู้สึกที่ตัวเองมีต่อซาโยโกะ เขาเองบอกตัวเองอยู่เสมอว่า เมื่อพูดอะไรออกไปแล้วจะเอากลับคืนมาเข้าปากก็ไม่ได้

เขาเองมีเหตุผลที่จะนิ่งเงียบอยู่สองประการอย่างแรกคือกลัวว่าซาโยโกะถอยห่างออกจากเขาไป

อีกประการหนึ่งจุงเองก็ไม่แน่ใจตัวเองว่าระหว่างซาโยโกะกับทากาซึกิเขาจะรักใครมากกว่ากัน

ในเมื่อตอนนี้มิตรภาพระหว่างเขาทั้งสาม จุง ซาโยโกะและทากาซึกิก็ดำเนินไปด้วยดี

เขาจึงตัดสินใจรักษามิตรภาพเอาไว้แบบนี้ก่อนและคอยดูอะไรๆกันไปก่อนก็แล้วกันแล้วค่อยเลือกว่าจะอย่างไร

ในที่สุดทากาซึกิก็เป็นคนแรกที่เอ่ยปาก ทากาซึกิมาหาจุงแล้วบอกว่า

"เราเองไม่อยากให้นายต้องไปได้ยินมาจากคนอื่นเลยอยากบอกนายก่อน"

"เราชอบซาโยโกะล่ะ" ทากาซึกิตบโอบไหล่จุง "หวังว่านายคงไม่ว่าอะไร"

ตอนนั้นเป็นช่วงเดือนกลางกันยายนของปีที่สองในมหาวิทยาลัย ที่ทากาซึกิและซาโยโกะคบกันแบบแฟนและจุงกลับไปบ้านที่โกเบในช่วงพักปิดเทอมฤดูร้อน จุงมองหน้าทากาซึกิและใช้เวลาครู่ใหญ่ กว่าจะคิดอะไรออกและเข้าใจเรื่องที่เกิดขึ้น เมื่อเข้าใจสิ่งที่ทากาซึกิพูด จุงรู้สึกเหมือนเกิดแผ่นดินไหว และระรึกได้ว่าตัวเขาเองไม่มีทางที่จะได้เลือกอะไรอีกต่อไป

"ไม่หรอก จะว่าอะไรได้ยังไง" จุงบอกกับทากาซึกิ "ว่ากันไม่ได้หรอก..........."

"เราดีใจนะที่นายไม่ว่าอะไร" ทากาซึกิพูดพร้อมกับตบไหล่จุง

"ตอนแรกเราก็กังวลว่านายจะคิดมากอะไรหรือปล่าว อืม.... หมายความว่า เราเองเป็นเพื่อนสนิทกันสามคนก็ไม่อยากให้นายรู้สึกว่าต้องเป็นคนที่สามอะไรอย่างนั้น เราเองก็รักนายเหมือนกัน และอยากให้นายเป็นเพื่อนเราตลอดไปไม่อยากให้คิดอะไรอย่างอื่นนะ"

หลายวันหลังจากนั้นมาจุงใช้เวลาอยู่แต่ในห้อง ขาดเรียนและไม่ไปทำงาน นอนเหยียดยาวอยู่บนพื้นในอพาร์ทเม้นท์ห้องเล็กๆ กินบะหมีสำเร็จรูปและผลไม้ที่เหลือๆอยู่ในตู้เย็น กินปล่าวน้ำจากก็อกและกินเบียร์ที่ใช้เงินเกือบทั้งหมดซื้อมา จุงคิดจะเลิกเรียน ออกจากมหาวิทยาลัย ย้ายไปอยู่ไกลๆ ไปทำงานอะไรก็ได้ที่พอจะหาเงินซื้อข้าวกินได้วันๆ ชีวิตก็คงต้องการแค่นั่นสำหรับตัวเอง จุงคิดอย่างนั้น

เช้าวันที่ห้าหลังจากที่นอนฟังเพลงมาตลอดคืนจุงหลับฝันไปว่า ทากาซึกิมานั่งข้างๆเขา จุงซบหน้าลงบนไหล่ข้างซ้าย ในขณะที่ทากาซึกิเอื้อมมือข้างขวามาลูบหัวของจุงเบาๆ แต่ในฝันเขาเองไม่แน่ใจว่าคนที่เขาซบไหล่อยู่นั้นเป็นทากาซึกิหรือซาโยโกะกันแน่ เมื่อลืมตาตื่นขึ้น ภาพที่เห็นก็คือซาโยโกะนั่งลงที่ข้างเตียงเอื้อมมือมาลูบผมของเขา ซาโยโกะอยู่ในชุดเสื้อสเวตเตอร์สีน้ำทะเล และกางเกงผ้าฝ้ายสีขาวรวบผมไว้ข้างหลังเรียบร้อย

"เธอไปอยู่ไหนมา" เธอเอ่ยปากถาม

"ใครๆเขาก็เป็นห่วงว่าเธอจะตายอยู่ในห้องไม่มีใครรู้ ทากาซึกิบอกให้ฉันมาดูเธอกลัวว่าเธอจะเป็นอะไรไป" จุงตอบซาโยโกะไปว่าเขาป่วยมาหลายวันเลยไม่ได้ไปเรียน

"นั่นน่ะซิ เธอดูซูบผอมไปนะ" ซาโยโกะจ้องมองจุง

จุงส่ายหัว เขาตอบเธอว่ายังไม่อยากกินอะไร

ซาโยกิเปิดตู้เย็นดูแล้วยิ้ม ในตู้เย็นมีเบียร์สองกระป๋อง แตงกว่าเก่าๆและขวดซอสมะเขือเทศเปล่าๆ

"จุง ฉันก็ไม่รู้ว่าจะถามเธอดีหรือปล่าว แต่ว่าเป็นเพราะเธอรู้สึกไม่ดีเรื่องของฉันกับทากาซึกิหรือปล่าว"

จุงตอบว่าไม่ใช่เพราะทากาซึกิหรือซาโยโกะหรอก ไม่ได้โกหกด้วย ไม่ได้โกรธหรืออะไร อันที่จริงแล้วเขาโกรธตัวเองต่างหาก
ทั้งสองเหมาะสมกันที่สุดเขาเองต่างหากที่เป็นคนที่ไม่มีอะไรเลย

"เอาเบียร์คนละครึ่งไหม" ซาโยโกะถาม

"อือ"

ซาโยโกะเปิดเบียร์หนึ่งกระป๋อง แล้วแบ่งใส่แก้วครึ่งหนึ่ง ส่วนเบียร์อีกครึ่งที่เหลือในกระป๋องยื่นให้จุง ทั้งสองดื่มเบียร์ท่ามกลางความเงียบ

"ฉันเองไม่รู้ว่าจะพูดว่ายังไงดี มันค่อนขางจะลำบากอยู่ แต่สิ่งที่ฉันอยากบอกก็คือฉันยังอยากให้เธอเป็นเพื่อนของฉันต่อไป ไม่ใช่แค่เป็นเพื่อนในตอนนี้ แต่เป็นเพื่อนกันตลอดไป ฉันรักทากาซึกิแต่ฉันก็ต้องการเธอเป็นเพื่อนอยู่อย่างเดิมเหมือนกัน อาจจะฟังดูเห็นแก่ตัวนะ แต่ฉันก็..." ซาโยโกะค่อยๆเรียบเรียงคำพูดของเธอช้าๆ

จุงไม่แน่ใจว่าจะตอบซาโยโกะอย่างไรดีแต่เขาก็ส่ายหัว

"การที่จะเข้าใจอะไรบางอย่างเที่ยบกับการทำอะไรบางอย่างให้เป็นสิ่งที่เรามองแล้วเข้าใจมันต่างกันนะ ถ้าเธอจะเข้าใจและสามารถทำทั้งสองอย่างนี้ได้ก็จะทำอะไรๆได้ง่ายขึ้น"

จุงมองซาโยโกะอย่างพินิจพิจารณา เขาไม่เข้าใจสิ่งที่ซาโยโกะพูดเลยแม้แต่น้อย

ทำไมสมองฉันทำงานช้าแบบนี้ จุงคิด เขามองรอยแตกบนฟ้าเพดานอยู่เป็นเวลานาน

ถ้าหากว่าเขาบอกรักซาโยโกะก่อนทากาซึกิเหตุการณ์จะเป็นยังไง หรือถ้าหากเขาบอกรักทากาซึกิล่ะอะไรๆจะเป็นแบบนี้ไหม

เขาเองก็ไม่สามรถตอบได้เหมือนกันแต่ที่จุงรู้แน่ๆก็คือเหตุการณ์ดังกล่าวไม่มีทางเกิดขึ้นแน่นอน ท่ามกลางความเงียบเขาได้ยินเสียงหยาดน้ำตาหยดลงบนพื้นเสื่อทาตามิ เสียงน้ำตาหยดลงบนพื้นมันช่างดังก้องกังวาลเหลือเกิน

ในนาทีนั้นเขาเองสงสัยว่าตัวเองร้องไห้โดยไม่รู้ตัวเชียวหรือไร แต่สักพักจุงก็รู้ว่าแท้ที่จริงเป็นน้ำตาของซาโยโกะต่างหากที่หยดลงพื้นห้อง

เธอนั่งลงกับพื้นเอาศรีษะไว้ระหว่างเข่าและหน้ามองพื้นเสื่อ ถึงแม้เธอจะไม่ได้ร้องไห้แต่จุงก็สังเกตได้ว่าเธอกำลังสะอื้นและมีน้ำตา

จุงลุกขึ้นจากเตียงและนั่งลงข้างๆเธอ เอื้อมมือไปโอบไหล่และดึงซาโยโกะเข้าหาตัวอย่างระมัดระวัง

ซาโยโกะซบหน้าลงบนหน้าอกด้านซ้ายของจุง เธอฝังใบหน้าอยู่นาน และหายใจแรง

จากนั้น เธอค่อยๆเลื่อนศีรษะขึ้น ซบลงบนไหล่ของจุง เขาเองมีความรู้สึกเหมือนโลกหยุดหมุน ฟ้าร้องฟ้าผ่าหรือแผ่นดินไหวทุกอย่างเกิดขึ้นพร้อมๆกัน แต่ไม่มีอะไรเคลื่อนไหว

ทั้งสองนั่งนิ่งอยู่อย่างนั้นเป็นเวลานาน

เสียงเพลงจากด้านนอกดังลอดเข้าหน้าต่างมา เป็นเสียงเพลงรักธรรมดาทั่วไปเพลงที่จุงคิว่าจะเป็นเพลงที่เขาจะต้องจำได้ไปอีกนานแสนนาน

ถึงแม้จะเป็นเพลงที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนในชีวิต จวบจนฟ้าเริ่มมืดซาโยโกะบอกกับจุง "พรุ่งนี้ไปเรียนหนังสือนะ เธอรู้ไหมฉันไม่เคยมีเพื่อนเหมือนเธอมาก่อน เธอให้อะไรๆฉันมากมายเหลือเกิน เธอเองคงจะรู้ดี"

"มากมายเหลือเกิน แต่ก็ยังไม่มากพอ" เขาตอบเบาๆเหมือนพูดกับตัวเอง

"ไม่เลย ไม่จริงเลย เธออย่าคิดแบบนั้นอีกนะ" เธอพูดก่อนกลับออกจากห้องไป


จุงกลับไปเข้าเรียนตามปกติในเช้าวันรุ่งขึ้น มิตรภาพระหว่างชายหญิงทั้งสามคงดำเนินไปด้วยดีเหมือนอย่างเคยจนจบภาคการศึกษา

หลังจากได้นั่งคุยอยู่กับซาโยกะวันนั้นความฟุ้งซ่านในใจก็ลดลง ความสับสนก็หายไปจนเกือบหมดสิ้นไม่มีอะไรที่เขาต้องตัดสินใจอีกแล้ว

อย่างน้อยคนอื่นๆก็ได้ตัดสินใจทำอะไรๆไปแล้วเขาเองคงจะเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ เมื่อรับปริญญาบัตร พ่อแม่ของจุงจึงได้รู้ว่าลูกชายมาเรียนวรรณกรรม ไม่ได้เรียนบริหารธุรกิจอย่างที่รับทราบกันไว้ตอนแรก ยังความขุ่นเคืองให้กับผู้เป็นพ่อยิ่งนัก พ่อของจุงเองหมายมั่นให้เขาเป็นผู้ช่วยเหลืองานธุรกิจของครอบครัวต่อไป แต่เมื่อทั้งสองต่างมีความคิดและจุดหมายที่แตกต่างกันร้อยร้าวก็ยากจะประสาน

จุงยังคงอยู่ในโตเกียวและทำงานเล็กๆน้อยเท่าที่พอจะหาได้ และใช้เวลาส่วนที่เหลือแต่งเรื่องขายสำนักพิมพ์ ทุกครั้งที่เขียนเรื่องสั้นจบ เขาจะนำไปให้ซาโยโกะอ่านและวิจารณ์เอากลับมาแก้ไขครั้งแล้วครั้งเล่า จนกระทั่งอายุได้ยี่สิบสี่ เรื่องที่จุงแต่ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมประจำปีจากนิตยสารฉบับหนึ่งในญี่ปุ่น และได้รับการเสนอชื่อเพื่อรับรางวัลนักเขียนอากุทากาว่าถึงสี่ครั้ง แต่ไม่เคยได้รับรางวัลนั้นจริงๆซักที
คณะกรรมมักจะให้ความเห็นว่า
"งานชิ้นนี้เป็นผลงานที่น่าจับตามองสำหรับนักเขียนหน้าใหม่ปทประพันธ์สละสลวยและเนื้อเรื่องน่าสนใจ แต่ความสวยงามของคำนั้นมากเกินความจำเป็นไปบ้าง โดยรวมแล้วยังขาดความสดและความเป็นวรรณกรรมอยู่บ้าง"

ทาหาซึกิมักจะหัวเราะเสมอเมื่อได้อ่านความเป็นแบบนั้น
"คนพวกนี้ก็ออกความเห็นเรื่อยเปื่อย อะไรคือความเป็นวรรณกรรม คนทั่งไปไม่พูดอย่างนั้นกันหรอก
"เนื้อย่างเกาหลีจานนี้ยังขาดความเป็นเนื้อย่างอยู่บ้าง"

ใครที่ไหนพูกกันแบบนี้ หือ"
สำนักพิมพ์แห่งหนึ่งตีพิมพ์รวมเรื่องสั้นของจุงถึงสองครั้ง ก่อนที่เขาจะอายุสามสิบ เป็นเรื่อง "ม้าในสายฝน" และ "องุ่น" เรื่องแรกขายได้หนึ่งหมื่นเล่ม เรื่องที่สองขายได้กว่าหนึ่งหมื่นสองพันเล่ม ยอดขายประมาณนี้ถือว่าพอใช้ได้สำหรับรวมเรื่องสั้นนักวิจารณ์บอกว่าดี แต่ไม่ถึงกับมีใครให้รางวัลอะไรอีกเลย

เรื่องที่จุงเขียนก็มักจะผูกติดอยู่กับเรื่องความรักในวัยเยาว์ของหนุ่มสาว ที่ต่างค้นหารักและค้นหาตัวเองไปพร้อมๆกัน รูปแบบการเขียนอาจจะใช้คำที่ไพเราะราวกับบทกวีแต่เนื้อเรื่องยังคงอยู่ที่เดิมๆ ผู้อ่านสมัยนี้มักจะชอบอะไรที่แปลกๆหวีอหวามากกว่า ตามยุคสมัยของวีดีโอเกม และเพลงอิเลคทรอนิคส์ สำนักพิมพ์มักจะรบเร้าให้เขาเขียนเรื่องยาวมากกว่า เพราะเขียนเรื่องยาวจะทำให้ไม่ต้องคิพล็อตและตัวละครใหม่ๆอยู่เรื่อย แค่ใช้ตัวละคนกลุ่มเดียวก็เขียนเรื่องวนไปมาได้ยาวๆขายได้ราคาแพงกว่า และตามคนอ่านกลับมาซื้อตอนต่อไปได้ง่ายกว่า เรื่องสั้นนั้นเมื่อตีพิมพ์ออกมาใหม่กี่ครั้งก็ต้องใช้งบประมาณโปรโมทอีกทุกครั้ง

แต่จุงเองชอบเขียนเรื่องสั้นๆ ไม่ค่อยอยากคิดอะไรยาว ปิดตัวเองอยู่ในห้องเงียบๆปล่อยให้โลกและเวลาผ่านไปอยู่นอกห้อง เขาอาจจะใช้เวลานานหลายวัน หรือบางครั้งก็แค่ไม่กี่วันเขียนโครงแล้วเอาไปให้สำนักพิมพ์และซาโยโกะอ่าน เรื่องไหนๆจะเขียนได้จบหรือไม่จบก็จะบอกได้ในช่วงอาทิตย์แรกๆนี่ล่ะ หากว่าทุกอย่างฟังดูเข้าที่เขาก็จะเขียนรายละเอียดต่อจนจบ หรือไม่ก็ไม่เขียนเรื่องนั้นเลย จุงรู้ดีว่าตัวเขาเองไม่สามารถจดจ่ออยู่กับรื่องยาวๆได้ ที่ต้องใช้เวลาเขียนเป็นเดือนๆได้ ดังนั้นเขาจึงไม่เตยพยายามเขียนนวนิยายเลย

ด้วยความที่ใช้ชีวิตง่ายๆแบบนี้ จุงเลยสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้ด้วยรายได้อันน้อยนิด นอกจากตัวเองก็มีแค่แมวอีกตัวหนึ่งที่ต้องเลี้ยง ส่วนเรื่องคนรักเองจุงก็มักจะมีคนรักที่ธรรมดาๆติดดินเหมือนกันเสมอๆ เมื่อไหร่ที่เขาเริ่มเบื่อก็จะหาเรื่องเล็กๆน้อยมาเป็นหัวข้อที่จะจบความสัมพันธ์กันแบบง่ายๆ

เหมือนๆกับการเริ่มรู้จักใครแบบง่ายๆ แบบนั้น บางครั้งก็เพียงชั่วระยะเวลาแค่ไม่ถึงเดือน คนรักชั่วครั้งชั่วคราวของจุงเองก็มีทั้งผู้หญิงและผู้ชาย อาจจะเป็นเพราะเขาชอบอยู่คนเดียว ทำไม่อยากติดอยู่กับใครนานๆ

นอนอยู่คนเดียวตื่นขึ้นมากลางดึกเพื่อนั่งเขียนเรื่อง ถ้าคิดอะไรไม่ออกก็นั่งดื่มเบียร์อยู่เงียบๆ จนกว่าจะเมาหลับไป ทากาซึกิได้งานที่ตัวเองพูดอยู่เสมอว่า จะต้องไปทำไปเป็นให้ได้นั่นคือนักข่าวหนังสือพิมพ์ เนื่องจากตอนที่เป็นนักศึกษานั้นเรียนน้อยกว่าเที่ยว จึงทำให้ได้เกรดไม่ดีนัก แต่หลังจากเข้าสัมภาสษ์งานที่ไหนก็ได้รับเข้าทำงานทุกครั้งจนเพื่อนๆประหลาดใจ คงเป็นเพราะบุคลิกอันคล่องแคล่ว และท่าทางที่ดูจะจัดการกับสถาณการณ์ต่างๆได้ไปเสียทุกอย่าง และแน่นอนที่สุด ทากาซึกิก็เลือกทำงานกับหนังสือพิมพ์ที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น

ซาโยโกะเข้าเรียนต่อปริญญาโทตามที่เธอตั้งใจเหมือนกัน ทั้งสองแต่งงานกันหลังจากเรียนจบได้หกเดือน ไปฮันนีมูนที่ฝรั่งเศษและซื้อคอนโดเล็กๆขนาดสองห้องอยู่ในกลางกรุงโตเกียว จุงมักจะแวะมาทานเข้ามื้อเย็นด้วยเสมอๆ แทบจะทุกอาทิตย์จนเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่ทั้งสามขาดไม่ได้ ส่วนทากาซึกิเองนั้นสนุกกับการทำงาน เขาเองได้รับมอบหมายให้ดูแลข่าวเหตุการณ์ในเมือง เรื่องเกี่ยวกับอะไรก็แล้วแต่ที่พอจะเป็นข่าวได้

งานการที่รับผิดชอบอยู่ทำให้ทากาซึกิต้องทำงานอยู่ดึกๆดื่นๆ บางครั้งจนถึงรุ่งเช้ากว่าจะกลับเข้าบ้าน ซาโยโกะเลยมักจะโทรหาจุง

"เธอทำงานอยู่หรือปล่า คุยได้ไหม"

"ได้ซิ ไม่ได้ทำอะไรหรอก"

ทั้งสองมักจะคุยกันเรื่องหนังสือที่ได้อ่านกัน หรือไม่ก็เรื่องสมัยที่ยังเป็นนักศึกษา

ไม่นานนักหลังจากแต่งงาน ซาโยโกะก็ตั้งท้องตอนนั้นซาโยโกะเองก็ยังเรียนปริญาโทอยู่ ทั้งสามช่วยกันเลือกชื่อลูกอยู่นานจนกระทั่งถึงวันคลอด ที่โรงพยาบาลนอกห้องคลอดจุงและทากาซึกินั่งอยู่สองคนเงียบๆ เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ทั้งสองคนอยู่ด้วยกันตามลำพัง โดยไม่มีซาโยโกะอยู่ด้วย

ทากาซึกิซื้อเบียร์มาดื่มร่วมกับจุง

"ทำไมเวลาช่างผ่านไปเร็วอย่างนี้"
ทากาซึกิพูดอยู่ในลำคอซึ่งนานๆจะได้ยินเขาพูดด้วยน้ำเสียงแบบนี้

"เหมือนว่าวันก่อนพึ่งจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ แล้วก็รู้จักนานแล้วก็รู้จักซาโยโกะ"

"มารู้ตัวอีกทีก็เป็นพ่อคนซะแล้ว เหมือนกับดูหนังแบบเร่งสปีดเร็วๆ บางทีนายอาจจะนึกภาพไม่ออก จุงนายเองยังใช้ชีวิตแบบสมัยที่เป็นนักเรียนนักศึกษาได้จนป่านนี้ น่าอิจฉาจริงๆ"

"อืม..ไม่น่าอิจฉาถึงขนาดนั้นหรอก" จุงตอบ
เวลาที่ผ่านไปใครๆก็รู้ว่าสิ่งต่างๆก็เปลี่ยนตามไปด้วย

จุงเองก็ระลึกอยู่ในใจว่าเพื่อนทั้งสองกลายเป็นพ่อแม่คนแล้ว มีครอบครัวมีลูกแล้ว ความรู้สึกของตัวเองเป็นเช่นไรจุงเองยังตอบตัวเองไม่ได้เหมือนกัน

"เราเองไม่เคยคิดจะพูดเรื่องนี้"ทากาซึกิพูดเสียงอยู่ในลำคอเหมือนเดิม
"แต่เราเองรู้ว่านายก็มีใจกับซาโยโกะมากเหมือนกัน คงมากกว่าเราซะอีก"
ทากาซึกิคงเริ่มเมา สายตาดูจริงจังกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา

"คิดบ้าๆน่า" จุงพูดยิ้มๆ

"ไม่บ้าหรอก แต่อยากให้รู้อะไรบางอย่าง ถ้าตอนนั้นเราไม่บอกรักซาโยโกะและนายเองไม่บอกรักซาโยโกะนะ อืม.."
ทากาซึกิหยุดเงียบไป พักใหญ่ แล้วยกมือตบไหล่จุง "นายเป็นเพื่อนที่ดีที่สุด ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้"

ทากาซึกิมองตาจุงด้วยความหมายอะไรบางอย่างที่จุงเองก็คิดไม่ทันเหมือนเคย

คืนวันนั้น ซาโยโกะให้กำเนิดบุตรชายและตั้งชื่อว่าคาโอรุ

จุงได้รับทราบหลังจากครบรอบวันเกิดสามขวบของคาโอรุว่า ทากาซึกิกัยซาโยโกะทำเรื่องหย่า ซาโยโกะดูเหมือนจะทำท่าทางขอโทษกับจุงเวลาที่เล่าเรื่องนี้ให้จุงฟัง เธอขอโทษที่ไม่ได้บอกให้จุงรู้เร็วกว่านี้ ทากาซึกิเริ่มมีคนรักใหม่ตั้งแต่ก่อนคาโอรุจะเกิด จุงเองนึกภาพไม่ออกเหมือนกันว่าทำไมทั้งสองถึงได้เลิกร้างต่อกัน

หลังจากนั้นไม่นานทั้งสองก็หย่าขาดจากกัน ไม่มีปัญหาเรื่องทรัพย์สินไม่มีการฟ้องร้อง ทากาซึกิย้ายออกไปอยู่กับคนรักใหม่แต่กลับมาเยี่ยมลูกชายอาทิตย์ละครั้ง และทั้งสี่คน จุง ซาโยโกะ ทากาซึกิและคาโอรุ ก็จะร่วมกินข้าวเย็นด้วยกันเดือนละสองสามหนเสมอเหมือนที่เคยปฎิบัติมา

จนถึงบัดนี้จุงเองก็ไม่ค่อยเข้าใจนัก ว่าทำมาทากาซึกิถึงได้จากไปหาคนอื่น ทั้งที่ตัวทากาซึกิเองก็บอกเสมอว่าซาโยโกะเป็นผู้หญิงคนเดียวที่ดีที่สุดที่เขารู้จัก อีกทั้งทั้งสองยังมีลูกน้อยน่ารักอย่างที่ใครๆต้องอิจฉา

"ฉันเองอยู่กับเธอทั้งสองคนบ่อยๆ ไปมาหาสู่ กินข้าวด้วยกันบ่อยๆ แต่ทำไม.... ก็เห็นรักใคร่กันดีตลอดเวลานี่นา ดูเป็นคู่เป็นครอบครัวที่น่ารักที่สุดที่เคยเจอ แต่ทำไม...."
จุงปรารภกับซาโยโกะ

"ก็จริงอยู่ ฉันเองและทากาซึกิไม่เคยเสแสร้งแสดงว่ารักกันต่อหน้าเธอเลย ทุกอย่างที่เธอเห็นก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ

แต่ว่าเรื่องที่ใครๆไม่คาดคิดมันก็เกิดขึ้นเสมอ ถ้าทากาซึกิจะรักผู้หญิง ผู้หญิงคนนั้นก็คงเป็นฉันคนเดียวเท่านั้น... แต่ทากาซึกิไม่ได้มีความรักให้เฉพาะผู้หญิงน่ะซิ คนอื่นที่ทากาซิกิรักเป็นผู้ชาย ฉันเองเลยตัดสินใจว่าไม่ควรรั้งเค้าไว้หากว่าความสุขของเขาอยู่ที่อื่น เธอเองเป็นเพื่อนกับเขามานานพอๆกับฉัน แต่เธอเองคงไม่รู้ความจริงในข้อนั้นเหมือนกัน"

จริงสินะกว่าที่จุงจะรับทราบหรือรับรู้เรื่องราวต่างๆ มันใช้เวลามากมายเสียเหลือเกิน เมื่อไหร่ก็ตามที่ทั้งสามพร้อมด้วยคาโอรุมาพบสังสันท์กัน

ทากาซึกิยังเป็นคนที่ช่างพูดช่างคุยและเต็มไปด้วยเรื่องสนุกๆเหมือนที่เคยเป็นมา

ซาโยโกะเองก็มิได้มีท่าทีอะไรหรือปฏิกริยาที่เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย ดูเหมือนเธอจะมีความสุขมากขึ้นด้วยซ้ำ

ส่วนคาโอรุเอง ด้วยวัยที่ยังเยาว์อยู่จึงไม่รู้แม้แต่น้อยว่าพ่อแม่ของตนนั้นได้หย่าจากกันแล้ว

ทั้งสี่คนมีความสุขกันอย่างที่อธิบายความสัมพันธ์ไม่ได้ ต่างหัวเราะร่าเริงและมักจะพูดถึงชีวิตสนุกๆสมัยเป็นนักศึกษา

"นี่..จุง"
ทากาซึกิเอ่ยปากพูดกับจุงระหว่างเดินไปสถานีรถไฟ เพื่อกลับบ้านหลังจากร่วมรับประทานอาหารกับซาโยโกะ และทากาซึกิตอนนั้นเป็นช่วงปลายเดือนมกราคม

"นายเองไม่มีแผนการจะมีครอบครัวหรือไง"

"ตอนนี้คงไม่อะ" จุงตอบเรียบๆ

"ยังไม่มีแฟนเป็นตัวเป็นตนเหรอ"

"อืม... ไม่อะ"

"ทำไมไม่คิดอะไรกับซาโยโกะเลยหรือไง"

จุงหยุดก้าวเดินแล้วหันหน้าขึ้นมองทากาซึกิ "ทำไมล่ะ"

"ก็... ทั้งซาโยโกะและคาโอรุจะได้มีคนดูแล นายเองก็เป็นมิตรสนิทที่สุด"

"นายคิดว่างั้นเหรอ"

ทากาซึกิถอนหายใจพร้อมโอบไหล่จุง "หรือนายคิดว่าไม่ควร หรือว่าไง"
จุงไม่ได้ตอบอะไรทั้งสองเดินอยู่ในความเงียบ มือขวาของทากาซิกิยังอยู่บนบ่าของจุง ทางเดินไปสู่สถานีรถไฟนั้นมีแค่ชายหนุ่มสองคน

"ไงก็ตาม นายเป็นเพื่อนที่งี่เง่าที่สุด" จุงพูด "ฉันอิจฉานายจัง
ได้เลือกคนที่รัก ได้เดินไปในทางที่ตัวเองชอบ ได้พูดสิ่งที่ตัวเองคิด"
จุงมองลึกเข้าไปในตาของทากาซึกิผู้ซึ่งเป็นเพื่อนกันมานับสิบปี

"ฉันเองไม่เคยได้บอก ไม่เคยได้พูดและไม่เคยได้เลือกเอง…."

เวลาผ่านไปสองปีซาโยโกะจบปริญาโทแต่ไม่ได้ไปเป็นอาจารย์อย่างที่ตั้งใจไว้ จุงใช้คอนเนคชั่นของเขากับสำนักพิมพ์หางานแปลให้เธอทำเป็นประจำ รายได้ก็พอใช้ได้ เมื่อรวมกับเงินที่ทากาซึกิส่งให้ก็พอจะทำให้เธอกับลูกอยู่ได้อย่างไม่ลำบากลำบนอะไรนัก ทั้งสี่ยังพบปะกันสัปดาห์ละครั้งเป็นประจำเสมอมา เว้นแต่ว่าใครจะมีธุระจำเป็นต้องไปไหนไกลก็จะขาดกันไปบ้าง หากขาดทากาซึกิเรื่องราวบนโต๊ะอาหารก็จะเงียบลงบ้าง หากขาดจุง สามคนพ่อแม่ลูกก็จะดูเหมือนร่วมโต๊ะอาหารมื้อเย็นวันอาทิตย์ของครอบครัวธรรมดาทั่วไป

จุงยังคงเขียนหนังสืออกมาอย่างต่อเนื่อง รวมเรื่องสั้นเล่มที่สี่ "พระจันทร์กับความเงียบ" ได้รับรางวัลนักเขียนอาชีพดีเด่นแห่งปีและมีผู้ผลิตสนใจจะทำเป็นหนัง นอกจากนี้เขายังเขียนบทวิจารณ์เพลง เขียนหนังสือเกี่ยวกับการตกแต่งสวนญี่ปุ่นและแปลงานเขียนหลายเรื่อง งานของจุงเกือบทั้งหมดมียอดขายที่น่าพอใจทั้งแก่สำนักพิมพ์และกับตัวเขาเอง

ถึงแม้เวลาผ่านมาสามสี่ปี จุงยังคงคิดถึงเรื่องที่ทากาซึกิคุยกับเขาที่ทางไปสถานีรถไฟ เรื่องที่ทากาซึกิแนะให้เขาแต่งงานกับซาโยโกะ บ่อยครั้งที่เขาเองใช้เวลานอนคิดทั้งคืนแต่จุงเองก็ยังไม่สามารถตัดสินใจอะไรได้ เรื่องราวในชีวิตของเขามักจะเดินตามคนอื่นไปเสมอ เขาคิด ทากาซึกิเป็นคนเริ่มมิตรภาพแห่งเพื่อนทั้งสามจากหมู่เพื่อนทั้งชั้นเรียน ทากาซึกิเลือกที่จะบอกรักและแต่งงานกับซาโยโกะ มีลูก และหย่าจากกัน ตอนนี้ ทากาซึกิแนะให้เขาเองใช้ชีวิตร่วมกับซาโยโกะ ถ้าจะย้อนกลับไปนึกถึงสมัยเป็นนักศึกษา

จริงอยู่ที่จุงเองมีใจให้กับซาโยโกะแต่เขาก็รักทากาซึกิด้วยเช่นกันเพียงแต่ไม่สามารถจะบอกใครได้ ตอนนี้ถ้าจะให้ไปแต่งงานกับซาโยโกะ... จุงเองคิดว่าอะไรๆมันดูจะง่ายเกินไป เขาเองมัวแต่ใช้เวลาคิด และไม่ได้ตัดสินใจอะไร จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหว

ตอนเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวในโกเบ จุงเองไม่ได้สนใจข่าวคราวอะไรมากนัก ไม่แม้แต่จะโทรหาพ่อแม่ซึ่งยังอยู่ในโกเบ จุงไม่เคยเปิดโทรทัศน์ดูข่าว ซึ่งเต็มไปด้วยภาพเหตุการณ์สะเทือนขวัญ หรืออ่านหนังสือพิมพ์ ถึงแม้ว่าเขาจะเห็นภาพเหตุการลงตีพิมพ์ในหน้าหนังสือพิมพ์บ่อยๆในช่วงนั้น

มารู้อีกทีก็จากซาโยโกะที่ว่าภาพข่าวสะเทือนขวัญทำให้คาโอรุลูกชายของเธอต้องนอนฝันร้ายเกือบทุกคืน

รุ่งเช้าของวันอาทิตย์ที่ต่างนัดกันว่าจะพาคาโอรุไปเที่ยวสวนสัตว์ ทากาซึกิโทรบอกซาโยโกะว่ามีงานด่วนต้องไปโอกินาวา ซึ่งเขาต้องไปทำข่าวสัมภาษณ์ผู้ว่าโอกินาวาอย่างกระทันหัน ดังนั้นจุงและซาโยโกะจึงพาคาโอรุไปสวนสัตว์อิโนะโดยไม่มีทากาซึกิไปด้วย


ที่หน้ากรงหมีในสวนสัตว์โตเกียว จุงอุ้มคาโอรุในอ้อมแขนของเขาเพื่อให้คาโอรุมองเห็นเหล่าหมีในกรง คาโอรุชี้ไปที่หมีสีดำตัวที่ใหญ่ที่สุด "นั่นใช่มาซากิชิหรือปล่าว"

"ไม่ใช่อะ" จุงตอบ "มาซากิชิตัวเล็กกว่านั้น แล้วมาซากิชิก็จะดูท่าทางฉลาดกว่าไอ้ตัวนั้น ตัวนั้นคือ ทังกิชิ จอมเกเร"

"ทังกิชิ" "ทังกิชิ"

คาโอรุพยายามส่งเสียงเรียกหมีสีดำตัวโต แต่หมีตัวนั้นก็ไม่มีท่าทีว่าได้ยินอะไร คาโอรุจึงหันมาหาจุง
"เล่าเรื่องของทังกิชิให้ฟังหน่อยซิฮะ"

"อืม...." จุงยังไม่ทราบว่าจะเริ่มยังไงดี

"อืม....ไม่ค่อยมีเรื่องอะไรน่าสนใจเกี่ยวกับหมีทังกิชิเลย ก็เป็นหมีธรรมดา พูดภาษาคนไม่ได้ นับเงินไม่ได้ไม่เก่งเหมือนมาซากิชิ"

"แต่ลุงจุงต้องมีเรื่องอะไรดีๆเกี่ยวกับทังกิชิแน่นอน เล่าหน่อยซิฮะ อะไรก็ได้ฮะ"

"เรื่องดีๆเหรอ อืม..."

"ทังกิชิ ทังกิชิ" คาโอรุยังคงพยายามเรียกเจ้าหมีสีดำนั่น

"อืม.....เกือบลืมไปแล้วล่ะ นึกขึ้นมาได้ว่าทังกิชิเป็นหมีที่เก่งในเรื่องจับปลาซัลมอน ทังกิชิจะลงไปที่แม่น้ำ ลงไปยืนอยู่ในน้ำข้างๆก้อนหินนะ พอปลาว่ายผ่านมามันก็จะเอาอุ้งมือตะปบลงไปในน้ำจับปลาที่ว่ายมาอย่างรวดเร็ว จะทำงั้นได้ต้องเร็วมากๆเลยนะ ทังกิชิไม่ใช่หมีที่ฉลาดอะไรมากมายนัก แต่เรื่องความเร็วและความเก่งในการจับปลานี่เป็นหนึ่งในหมู่หมีทั้งมวลเลยล่ะ วันๆมันก็เลยจับปลามาได้เยอะแยะไปหมดจนกินเองไม่หมดอีก แต่ก็นั่นล่ะ ทังกิชิพูดไม่ได้นับเงินไม่เป็นเลยไม่รู้จักเอาปลาไปขายในหมู่บ้านเหมือนกับมาซากิชิ"

"ง่ายจะตายไปฮะ" คาโอรุมีความเห็น "ก็เอาปลาซัลมอนไปแลกกับน้ำผึ้งของมาซากิชิ จะได้มีน้ำผึ้งไว้กิน"

"ใช่ ใช่" จุงเล่าต่อ "ทังกิชิก็ทำอย่างที่เธอว่านั่นล่ะ มันเอาปลาไปแลกกับน้ำผึ้งของมาซากิชิเป็นประจำจนกระทั่งกลายเป็นเพื่อนสนิทกันไป มาซากิชิก็เลยรู้ว่าทังกิชิไม่ได้เป็นหมีที่เกเรมากมายอะไร ทังกิชิจับปลามากินและเอามาแลกกับน้ำผึ้ง"

"จนกระทั่งวันหนึ่ง......ปลาซัลม่อนเกิดหายไปหมด"

"ปลาหายไป" คาโอรุขมวดคิ้ว

"พวกปลาเกิดรู้กันไปทั่วว่า ที่แม่น้ำสายนั้นมีหมีทังกิชิคอยจับปลาซัลม่อนอยู่ แถมยังจับเก่งซะด้วย ก็เลยไม่มีปลาซัลม่อนว่ายไปที่แม่น้ำนั้นอีกเลย นับแต่นั้นมาทังกิชิก็จับปลาไม่ได้อีกเลยแม้แต่ตัวเดียว"

"โธ่น่าสงสารทังกิชิจริง" คาโอรุทำเสียงแบบสงสารหมีสุดๆ

"ก็เลยโดนจับมาอยู่สวนสัตว์เหรอ" ซาโยโกะซึ่งฟังอยู่เงี่ยบๆตั้งแต่ต้นเรื่องพูดเสริมขึ้น

"อืม....เรื่องมันยาวแฮะ" จุงกระแอม "แต่ก็นั่นล่ะเรื่องมันก็เป็นมางี้แหล่ะ"

"มาซากิชิไม่ช่วยทังกิชิเหรอฮะ" คาโอรุถามเชิงให้ข้อเสนอแนะ

"มันก็ช่วยนะ แรกๆมาซากิชิก็ให้น้ำผึ้งแก่ทังกิชิฟรีๆ ก็ด้วยความเป็นเพื่อนนั่นล่ะ แต่ว่าทังกิชิก็ว่า 'ไม่ได้ ไม่ได้ ไม่เอาหรอก ฉันเอาเปรียบแกไม่ได้หรอก'
มาซากิชิก็ตอบว่า
'แกอย่าคิดว่าเป็นคนอื่นคนไกลที่ไหนไปซิ เพื่อนต้องช่วยเพื่อนเสมอ ทังกิชิ ถ้าฉันเป็นแก แกก็ต้องช่วยฉันแบบที่ฉันช่วยแกแบบนี้แน่นอน ใช่ไหมล่ะ'"

"แน่นอน" คาโอรุตอบแทน

"แต่เหตุการณ์ก็เป็นแบบนั้นได้ไม่นาน....." ซาโยโกะเสริมบ้าง

"แต่เหตุการณ์ก็เป็นแบบนั้นได้ไม่นาน" จุงเล่าเรื่องต่อ

"ทังกิชิพูดกับมาซากิชิ 'เราเป็นเพื่อนกันนะ แต่ว่าฉันไม่ควรเอาเป็นฝ่ายรับอะไรๆจากแกแต่เพียงฝ่ายเดียว โดยที่ไม่ได้ให้อะไรกับแกเลย ฉันรู้สึกไม่ดี ฉันจะไปจากภูเขานี้แล้วล่ะมาซากิชิ ฉันจะไปหาจับปลาที่อื่น เมื่อไหร่ก็ตามที่เราพบกันอีกเรายังเป็นเพื่อนกันเสมอนะ'
หมีทั้งสองก็โอบกอดกันและร่ำลากันในวันนั้น ทังกิชิลงจากภูเขามาที่ชายป่า แต่ด้วยความที่มันไม่ฉลาด มันก็เลยโดยพรานจับตัวมันมาขายให้กับสวนสัตว์นี่ล่ะ นับแต่นั้นทังกิชิก็หมดอิสรภาพเป็นต้นมา"

"เธอจะแต่เรื่องให้มันจบแบบแฮปปี้เอ็นดิ้งไม่ได้หรือไง น่าจะให้ทุกๆคนมีความสุขในตอนท้ายนะ"

ซาโยโกะถามกับจุงตอนที่ทั้งสามเดินจากกรงหมีมา

"อืม.........ฉันคิดอยู่เหมือนกันแต่ยังคิดอะไรไม่ออก"

ตกเย็นของวันอาทิตย์ทั้งสามร่วมรับประทานอาหารเย็นกันเหมือนเคยที่อพาร์ทเม้นของซาโยโกะ เธอทำสปาเก็ตตี้ซอสเนื้อส่วนจุงทำสลัดผัก นอกจากคาโอรุแล้วทั้งสองก็ดื่มไว้คนละแก้ว หลังจากกินเสร็จและทำความสะอาดถ้วยจานและครัวเสร็จเรียบร้อย จุงไปก็อ่านหนังสือการ์ตูนเด็กให้คาโอรุฟังก่อนนอน หลังจากที่คาโอรุหลับไปได้ซักพัก ซาโยโกะและจุงกลับมานั่งอยู่ที่โซฟาในห้องนั่งเล่น

"ต้องขอขอบคุณหมีๆทั้งหลาย ที่ทำให้คาโอรุลืมมนุษย์แผ่นดินไหวไปได้เสียที"

ซาโยโกะพูดตัดความเงียบ จุงพึ่งจะสังเกตุเห็นเธอยิ้มเรียบๆอย่างมีความสุขแบบที่ไม่ได้เห็นมานาน ความรู้สึกเมื่อสิบปีก่อนกับความรู้สึกในตอนนี้ทำไมไม่เปลี่ยนเลยหนอ

เขาคิด จุงเอื้อมมือขาวไปโอบไหล่เธอและใช้มือซ้ายกุมมือเธอเอาไว้ ทั้งสองนั่งแนบชิดกันอยู่เป็นเวลานาน ซาโยโกะจูบจุงที่แก้มเบาๆ ราวกับว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นตอนนี้หรือเมื่อตอนที่ทั้งสองอายุสิบเก้า

"เราน่าจะเริ่มต้นด้วยกันแบบนี้เมื่อสิบปีก่อน.... แต่เธอเองก้อไม่ได้คิดอะไรเลยใช่ไหม เธอไม่ได้รู้สึกอะไรเลยจนกระทั่งปลาซัลม่อนหายไปจากแม่น้ำ"

จุงสบตาเธอและจูบเธออย่างลึกซึ้ง เป็นความลึกซึ้งราวกับเป็นจูบแรกในชีวิตของเขา เสียงประตูห้องนอนเปิดออกมา พร้อมกับเสียงของคาโอรุ แต่คืนนี้คาโอรุไม่ได้ร้องไห้หรือฝันร้ายเหมือนคืนก่อนๆ

"คืนนี้ลุงจุงยังไม่ได้เล่าเรื่องหมีมาซากิชิให้ฟังต่อเลยฮะ"

"ดึกแล้วลูก" ซาโยโกะกล่าวกับลูกชาย

"คืนนี้ลูกต้องเข้านอนแล้วนะไว้วันหน่าลุงจุงจะเล่าตอนต่อไปให้ฟังนะจ๊ะคนดี"

"งั้นคืนนี้คาโอรุไปนอนกับแม่นะฮะ" เด็กน้อยพูด

ซาโยโกะจึงพาคาโอรุไปนอนในห้องของเธอ และให้จุงนอนที่โซฟา บนโซฟาในห้องนั่งเล่น จุงนอนครึ่งนั่งหยียดยาวอยู่บนโซฟามีผ้าห่มบางๆห่มช่วงขาอยู่ เขาเปิดทีวีแต่ไม่ได้สนใจรายการอะไรหรือไม่แม่แต่จะฟังเสียงจากทีวี จุงคิดย้อนไปถึงวันเก่าๆ สมัยที่ยังเป็นเด็กนักเรียน ยังจำได้ดีเมื่อวันแรกที่ทากาซึกิพูดกับเขา "นี่ ไปหาอะไรกินกันเถอะ" เขายังจำรอยยิ้มอันแสนอบอุ่นของทากาซึกิได้ดี

อืม.....ตอนนั้นไปกินกันที่ไหนหนอ แล้วก้กอนอะไรนะ จุงพยายามทบทวนความทรงจำ

"ทำไมถึงชวนเราไปกินข้าวด้วยล่ะ" จุงเคยถามทากาซึกิหลังจากที่ทั้งสองสนิทกัน

"ก็มีเพื่อนกินเพื่อนเที่ยวไปหนมาไหนดีกว่าไม่มีเพื่อนซักคนจริงไหมล่ะ"
ทากาซึกิตอบ
ก็จริงตามที่ทากาซึกิบอกไว้
แต่จะเลือกคู่ชีวิตซักคนนี่จะง่ายเหมือนเลือกเพื่อนซักคนไหมหนอ
จุงคิดตรึกตรอง
จุงลุกจากโซฟาไปที่ห้องนอนของซาโยโกะ เปิดประตูอย่างเงียบๆ
ซาโยโกะและคาโอรุนอนหลับอย่างเป็นสุขอยู่บนเตียงไม้ในห้อนนอนเล็กๆ

คาโอรุนอนหันหลังให้ซาโยโกะและซาโยโกะโอบกอดลูกชายเอาไว้
จุงหย่อนตัวนั่งลงกับพื้นเอนหลังพิงที่ข้างฝาผนังและมองทั้งสองนอนหลับ

จุงนั่งคิดไปถึงเรื่องที่จะเล่าให้กับคาโอรุ
เขานึกย้อนกลับไปตั้งแต่ต้นเรื่องหาพล็อตที่จะช่วยหมีทังกิชิให้รอดพ้นจากกรงขังในสวนสัตว์

ทังกิชิมีความคิดเดียวกับที่คาโอรุเคยแนะเขาไว้คือเอาน้ำผึ้งของมาซากิชิมาทำพายน้ำผึ้ง

ทังกิชิจะช่วยมาซากิชิทำพายน้ำผึ้งจากน้ำผึ้งที่มาซากิชิหามาได้
ทีนี้หมีทังกิชิจะเป็นหมีที่ทำพายน้ำผึ้งเก่งที่สุดในป่าใหญ่

แล้วมาซากิชิก็จะเป็นผู้นำพายน้ำผึ้งไปขายในหมู่บ้าน
และชาวบ้านก็จะพากันชื่นชอบพายน้ำผึ้งฝีมือทังกิชิ

นับแต่นั้นมาหมีทั้งสองก็อยู่ด้วยกันตลอดไปอย่างมีความสุขในป่าใหญ่แห่งนั้น

ทีนี้คาโอรุต้องชอบตอนจบแบบนี้แน่นอน ซาโยโกะก็คงจะชอบเช่นกัน
อืม....อยากจะแต่งเรื่องที่ต่างๆออกไปจากเรื่องเดิมๆที่เคยเขียนบ้างก็คงจะดีเหมือนกัน

ให้เป็นเรื่องที่เหมือนๆกับที่คนอื่นๆเขาชอบเขียนชอบอ่านกัน
เรื่องของคนที่มีความฝัน

เป็นเรื่องของคนที่อยู่ในอ้อมกอดของอีกคนหนึ่งในขณะที่หลับและฝันอย่างมีความสุข

รุ่งเช้าก็ตื่นขึ้นมาพบกันทุกๆวัน
เหมื่อนกับที่พราะอาทิตย์ส่องแสงลอดหน้าต่างเข้ามาที่ห้องนอนทุกเช้า
แต่เรื่องจริงของตัวเองทำไมมันไม่สามารถเขียนออกมาให้เป็นเรื่องง่ายๆแบบนั้นซักที

โดย TAKARA
เค้าโครงเดิมจากเรื่อง Honey Pie ของ Haruki Murakami

.

[Home]