...ผมจะปกปิดความรู้สึกเช่นนี้ได้อีกนานแค่ไหน ?

เขียน โดย นามกร สอนนาม

ผมเกิดมาในครอบครัวที่อบอุ่นซึ่งมีพี่น้องเป็นชายทั้งหมด 4 คน ผมเป็นคนที่ 2
พี่ชายและน้องชายผมเข้าศึกษาในโรงเรียนนายร้อยทั้งหมด
ผมเป็นคนเดียวที่เรียนแตกต่างไปจากพี่น้องของผม

ความแตกต่างเกิดขึ้นกับผมหลายอย่างเช่นชื่อจริงผมจะลงท้ายด้วย "เกียรติ"

ขณะที่พี่ชายและน้องชายผมขึ้นต้นด้วย"เกียรติ"
แม้กระทั่งชื่อเล่นของผมก็เป็น"ป"ขณะที่พี่ชายและน้องชายของผมเป็น"ต"

อาจด้วยความบังเอิญหรืออย่างไรไม่ทราบ ขณะนี้ผมอายุ 28 ปี
ผมรู้สึกว่าผมแปลกไปจากพี่น้องของผมทุกคน

ผมมีความรู้สึกว่าชอบผู้ชายเมื่อผมอายุได้ประมาณ 10
ขวบและชอบอย่างนี้มาเรื่อยๆ

แต่อาจด้วยครอบครัวผมเป็นครอบครัวที่คุณพ่อรับราชการทหารเพราะฉนั้นลูกๆทุกคนจึงต้องเข้มแข็ง

ผมจึงถูกกำหนดกรอบให้เป็นคนที่เข้มแข็งตามไปด้วย ผมและพี่น้องทุกคนสูงประมาณ 180 ซม.
ทุกคนรวมทั้งผมก็เป็นนักกีฬาซึ่งผมชอบบาสเก็ตบอลมากขณะที่พี่ชายและน้องชายชอบฟุตบอล

อาจจัดได้ว่าพี่น้องของผมและผมเป็นผู้มีรูปสมบัติที่ดี (หน้าตาดีนั่นเอง)

พี่น้องผมมักมีผู้หญิงมาติดพันเสมอ
ขณะที่ผมมักเจอแต่ผู้ชายมาชอบหรือจีบนั่นเอง

 

ผมแปลกใจมากเพราะผมก็ดูเป็นผู้ชายปกติทั่วๆไป
แต่ลึกๆในใจผมก็ชอบนะแต่แสดงออกไม่ได้

ผมคิดว่าการที่ผมเป็นอย่างนี้ถือเป็นปมด้อยของผม
แต่ก็เป็นผลดีตรงที่ ผมใช้ปมด้อยของผมเป็นแรงผลักดันให้ผมทำอะไรที่เหนือกว่าบุคคลอื่นในรุ่นเดียวกันทั้งหมด

ขณะนี้ผมกำลังศึกษาในระดับขั้นปริญญาเอกที่อเมริกาซึ่งอีกประมาณ 3 ปีผมคงจบการศึกษา (ประมาณ 2004)
และเมื่อผมกลับไปผมคงต้องเจอกับคำถามของครอบครัวผมว่า "เมื่อไหร่ลูกจะแต่งงานเสียที"

คำถามนี้ผมมักเจอบ่อยๆรวมทั้งเพื่อนๆในรุ่นหรือผู้ร่วมงาน
มันเป็นคำถามที่ตอบยาก
ยากกว่าที่ผมจะเรียนสัก 10 ปริญญาเสียอีก
ผมก็เป็นคนหนึ่งที่มักถูกคาดหวังจากครอบครัวและสังคมเสมอ

อาจด้วยบุคคลิกและการมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีของผมจึงทำให้ผมเป็นที่รักของพี่ๆเพื่อนๆน้องๆและผู้ร่วมงานเสมอ

ลืมบอกไปว่าผมเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อในระดับต้นๆของเมืองไทยเลยแหละ

ชีวิตผมในรั้วมหาวิทยาลัยผมก็มีแฟนกับเขาเหมือนกันนะและเป็นผู้หญิงด้วย
ช่วงแรกๆผมก็ชอบเขาเพราะสงสารเขาที่มาชอบผม
(รักเพราะสงสารมากกว่า)
แต่ด้วยความที่ละอายใจมากๆจึงทำให้ผมต้องหาเหตุห่างเหินจากเขา

ที่สุดผมก็ทำได้แต่เขาก็เสียใจมากๆ
เพื่อนผู้หญิงมาบอกผมว่าเขาเกือบจะฆ่าตัวตายด้วยซ้ำ

และเพื่อนอีกหลายๆคนก็ตำหนิผมหาว่าผมไปหลอกให้ความหวังเขาแล้วไม่ยอมรับผิดชอบ

(จริงๆผมไม่เคยล่วงเกินเขาเลยนะ) ผมเสียใจมาก
ก็จะให้ผมทำอย่างไรล่ะครับก็ในเมื่อผมไม่ชอบผู้หญิงเลยนี่ครับ

จากนั้นตอนเรียนปริญญาโทก็มีผู้หญิงอีกคนมาชอบผมอีก
(แต่มีผู้ชายมาชอบมากกว่านะแต่ตอนนั้นยอมรับว่าไม่กล้าเอาเสียเลย)

ในขณะนั้นยอมรับว่าเหงามากเพราะเพื่อนในรุ่นเดียวกับผมก็แยกย้ายกันไปทำงานหรือเรียนต่อซึ่งก็มีไม่มากนัก

ทำให้ผมรู้สึกว่าผมโดดเดี่ยวเพราะนิสิตปริญญาโทที่เรียนรุ่นเดียวกับผมก็อายุมากกว่าผมประมาณ 35-40 ปีทั้งนั้น (ขณะนั้นผมอายุ 22 ปี)
ตอนนั้นคิดอย่างเดียวว่าคงเป็นโอกาสสุดท้ายของผมแล้วกระมังที่จะลองรักผู้หญิงอีกสักครั้ง

หากผมสามารถรักผู้หญิงได้ผมน่าจะเป็นคนหนึ่งที่ประสบความสำเร็จทั้งชีวิตการเรียนการศึกษา

ครอบครัวและการทำงานซึ่งเป็นเป้าหมายที่ดีที่สุดในชีวิตของผม
ผมจึงเริ่มต้นด้วยการให้เพื่อนพาไปเที่ยวโสเภณีซึ่งตอนนั้นผมก็เลือกที่สวยที่สุดและราคาแพงที่สุดในร้าน

(กลัวเอดส์เหมือนกันนะ) แต่เชื่อไหมครับผมไม่มีอารมณ์เอาเลย
ซึ่งคุณโสฯเธอก็ดีมากเลยนะพยายามช่วยผมทุกอย่าง
โดยงัดกลเม็ดต่างๆทั้งหมดออกมา
ที่สุดคุณโสฯเธอบอกว่า "น้องหมดความพยายามแล้วละพี่

วันหลังพี่อย่าตื่นเต้นให้มากแล้วกัน
(หารู้ไม่....จริงๆแล้วต่อให้ไม่ตื่นเต้นพี่ก็คงไม่มีอารมณ์หรอกน้อง)

จากวันนั้นผมจึงเริ่มครุ่นคิดและทบทวนอีกครั้งว่าทำไม?ผมจึงเป็นอย่างนี้

มันอึดอัดมากเลยรู้ไม๊เพราะไม่สามารถปรึกษาใครได้
ตอนนั้นผมอยากมีคนที่เป็นอย่างผมเพื่อขอคำแนะนำและเป็นเพือนคู่คิด

เป็นใครก็ได้ที่ไม่แสดงออกผมต้องการมากครับ...

จากวันนั้นผมก็ยังไม่ละความพยายามผมไปซื้อหนังสือโป๊ที่เป็นชายกับหญิงมาดู

แต่ให้ตายเถอะครับผมมีอารมณ์เมื่อผมดูสรีระของผู้ชายแต่เมื่อผละสายตาไปดูสรีระของผู้หญิงทุกอย่างก็ต้องล่มสลาย

จึงเกิดคำถามว่าทำไมๆๆๆและทำไมผมต้องเกิดมาเป็นแบบนี้ด้วย
ผมเริ่มปลงในชีวิตนี่ถ้าทุกคนรู้ว่าผมเป็นอย่างนี้

(ขณะนั้นยังไม่ยอมรับว่าเป็นเกย์นะครับ) ผมคงต้องแย่แน่ๆ
ผมจะอธิบายกับครอบครัวผมอย่างไร

พี่ๆเพื่อนๆน้องๆและผู้ร่วมงานจะยอมรับผมได้แค่ไหน
ผมจะหยุดอนาคตที่สดใสไว้เพียงเท่านี้หรือ

บางครั้งผมคิดฆ่าตัวตายเพราะผมเชื่อว่าการจบชีวิตของผมอาจทำให้ทุกคนที่ผมรักยังระลึกถึงผมในแง่ดีเสมอ

แต่ถ้ายังมีชีวิตอยู่ผมอาจอยู่อย่างโดดเดี่ยวและทรมารตลอดชีวิตก็ได้

ที่ทำงาน....บ่อยครั้งที่ผมมักได้ยินผู้ร่วมงานผม(ผู้ชาย)ที่อายุประมาณ 38-40

ปีซึ่งยังไม่แต่งงาน โดนยิงคำถามที่ว่า "เมื่อไรจะสละโสดเสียทีครับ"
ผู้ร่วมงานคนนั้นตอบด้วยท่าทีสนุกๆว่า

"เจ้าสาวยังไม่คลอดหรือรอให้ลูกศิษฐ์จบก่อน
(กะว่าจะเอาลูกศิษฐ์ทำเมียว่างั้นเถอะ)"

ทำให้ผมคิดว่าสักวันหนึ่งผมคงโดนคำถามนี้แน่นอน และหลายครั้งที่ผู้ร่วมงาน

(ชาย)ที่มีอายุเยอะแต่ยังไม่แต่งงานมักโดนซุบซิบว่าเป็นเกย์เสมอ
เพราะผู้ชายทั่วๆไปคงไม่ครองความเป็นโสดได้นานขนาดนั้น
ผมเห็นด้วยเกือบ 100% ครับ
เพราะไม่มีเหตุผลใดก็ในเมื่อเขาพร้อมทุกอย่างทั้งการศึกษาและความก้าวหน้าในด้านการงาน

จากนั้นผมจึงเริ่มคิดว่าทำไมผมต้องเก็บกดความรู้สึกนี้ไว้กับตัวเองเพียงลำพัง

 

ผมจึงเริ่มศึกษาชีวิตของเกย์ (ขณะนั้นผมอายุประมาณ 26 ปี)
ผมเริ่มซื้อหนังสือเกย์มาอ่านและเพื่อประโยชน์ด้านอื่นด้วย
(คงรู้กันนะครับ)
ยอมรับว่าครั้งแรกที่เลือกซื้อหนังสือเกย์
หัวใจผมเต้นแรงมากคิดว่าคนที่อยู่ใกล้ผมในตอนนั้นคงได้ยินเสียงเต้นของหัวใจผมแน่

ผมอายเมื่อจ่ายเงินที่เคาเตอร์และแทบจะอันตรธานหายไปจากที่นั่นโดยเร็ว
ตอนนั้นผมเริ่มรู้ว่าเกย์เขาก็มีโลกของเขาเหมือนกันนะ

ผมเริ่มรู้วิธีร่วมรักของเกย์ซึ่งผมไม่สะอิดสะเอียนแม้แต่น้อยแต่กลับทำให้ผมรู้สึกว่าอยากลองด้วยซ้ำไป

ผมรู้สึกว่าผมเริ่มมีเพื่อนในมุมมืด...เอ...ผมคงไม่โดดเดี่ยวอีกแล้วและผมเริ่มมีความสุขกับสิ่งนั้นแฮะ

จากนั้นผมเริ่มซื้อและสะสม CD เกย์
ความตื่นเต้นของผมชักน้อยลงกระทั่งธรรมดาในที่สุด

อย่างไรก็ตามผมก็ยังมีแฟนเป็นผู้หญิงซึ่งเป็นคนที่ชอบผมตอนเรียนปริญญาโทนั่นเอง

อาจเป็นเพราะผมต้องการมีเธอเพื่อสร้างภาพดีๆให้กับตัวเองก็ได้
ผมคิดเสมอว่าการกระทำของผมไม่ควรอย่างยิ่ง
เพราะสโลแกนของเกย์มีไว้ว่า
"เกย์ที่ดีย่อมไม่หลอกลวงผู้หญิง"
แต่จะทำอย่างไรได้ก็ในเมื่อพ่อแม่ทั้งสองฝ่ายรับรู้เรื่องความรักระหว่างเราทั้งสอง

และผมถูกกำหนดโปรแกรมจากผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายคร่าวๆว่าผมคงต้องกลับมาเข้าพิธีแต่งงานที่เมืองไทยประมาณปี 2003
ซึ่งแน่นอนงานแต่งงานของผมต้องเป็นงานที่ใหญ่และมีแขกเหรื่อมากมาย
ผมคิดว่าในงานแต่งงานของผมแขกที่มาร่วมงานคงคิดว่าผมและเธอคงจะมีความสุขที่สุด

เพราะเราเหมาะสมกันมาก แต่คนที่จะทุกข์ใจที่สุดคงไม่แคล้วผม
ส่วนคนที่โชคร้ายที่สุดก็คงเป็นแฟนผมนั่นเอง

ผมภาวนาเสมอว่าในช่วงที่ผมไปเรียนต่อผมอยากให้เธอพบกับคนใหม่ที่ไม่เป็นอย่างผม

คนใหม่ที่สามารถให้ความสุขเธอได้อย่างเป็นธรรมชาติ
ผมหวังว่าชาติที่แล้วเธอคงทำบุญมาดีมากๆๆนะ(อย่าได้ใช้ชีวิตกับคนอย่างผมเลย)

ตอนนี้ผมรู้แล้วว่ากาลเวลามิอาจเปลี่ยนแปลงความเป็นเกย์ของผมได้
เวลาที่เนิ่นนานหมายถึงอายุผมเริ่มเยอะขึ้นทำให้ผมกล้าที่จะทำอะไรตามใจตัวเองมากขึ้น

แต่ไม่วายอยู่บนพื้นฐานที่ไม่ให้กระทบต่อสังคมหรือบุคคลอันเป็นที่รัก
ผมเริ่มติดต่อเพื่อนทาง
Internet โดยช่วงแรกผมติดต่อไป 3-4 คน
จากนั้นคัดเลือกเหลือเพียงคนเดียวและนัดเจอกันในโอกาสต่อมา

ตอนนั้นยอมรับว่าตื่นเต้นมาก ที่สุดผมก็มีอะไรกับเกย์คนนั้น
(จากที่รักษาความบริสุทธิ์มากว่า 26 ปี)
ผมและเขาเช่าหออยู่ด้วยกันเสมือนหนึ่งสามีภรรยา โดยผมรับบทเป็นสามี (ทำไมต้องบอกด้วยนะ)
เรามีความสุขมากเราต่างสัญญาว่าจะรักกันและดูแลกัน
และแล้วส่งที่ไม่คาดฝันก็มาถึงเมื่อผมได้รับการตอบรับให้ไปศึกษาต่อที่อเมริกา

ผมใจหายมากที่รู้ว่าผมต้องจากเขาไป
ผมปิดเรื่องนี้ไม่ให้เขารู้กระทั่งก่อนการเดินทาง 1 เดือนเขาก็รู้จนได้
จริงๆก็ไม่มีเหตุผลที่ผมต้องปิดเขาหรอกนะแต่ตอนนั้นหาเหตุผลไม่ได้เหมือนกันว่าทำไม

แต่คาดไม่ถึงครับเขากลับบอกผมว่าเขาไม่สามารถรอผมได้เพราะนานเกินไปที่จะรอ

และผมก็ไม่ควรทุ่มเทความรักให้กับเขามากขนาดนี้
เขาบอกว่าชีวิตเกย์ต้องมีการเปลี่ยนคู่อยู่เสมออีกทั้งอย่าคาดหวังความจริงใจจากเกย์...
ชีวิตผมตอนนั้นเหมือนฟิวส์ขาดเลยครับ....
ก็ไหนบอกว่าจะรักและดูแลกันไง....
ทำไมต้องออกมาในรูปนี้ด้วย

นับแต่นั้นมาผมเริ่มเซ็ง ซึมและเบื่อชีวิตกระทั่งผมเดินทาง

นี่ก็ประมาณ 5 เดือนแล้วที่ผมอยู่ที่นี่ (อเมริกา)
ผมศึกษาหนักมากเพื่อจะได้ลืมบางอย่างที่ผ่านมา

แต่ก็อดไม่ได้ที่จะคิดถึงภาพสวยในวันวาน ผมอยากถามเกย์ที่อ่านเรื่องของผมว่า

"คุณเป็นเกย์ species เดียวกับอดีตแฟน(เกย์)ผมหรือไม่?"
ทำไมเขาต้องบอกกับผมว่า

"เกย์มักไม่มีความจริงใจให้ใครหรือไม่มีความจริงใจในหมู่เกย์"
ชีวิตผมเกิดมาเป็นอย่างนี้ก็ถือว่าโชคร้ายพอแล้ว

ยังต้องมาเจอกับเหตุการณ์อย่างนี้อีกหรือ
ทำไมชีวิตผมต้องถูกกำหนดด้วยกรอบของสังคม

ทำไมผมต้องแคร์สังคมหรือบุคคลรอบข้างด้วย
บางครั้งผมยังอิจฉากลุ่มตุ๊ดที่แสดงออก
ซึ่งผมยอมรับนะว่าเขาเก่งมากที่ไม่มีความรู้สึกขัดเขินหรือต้องเอาใจความรู้สึกของบุคคลอื่นในสังคม

นี่ถ้าผมเป็นอย่างเขาตั้งแต่เด็กๆผมคงไม่ทุกข์ขนาดนี้
แต่ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆผมคงโดนคุณพ่อกระทืบตายไปแล้วก็ได้

ตลอดเวลาที่ผ่านมาผมรู้สึกว่าผมปกปิดสังคมในเรื่องความเป็นเกย์มาโดยตลอด

เพราะผมรู้ว่าหากผมเปิดเผยวิถีชีวิตของผมคงพลิกผันอย่างมาก
อย่างน้อยเพื่อนหรือผู้ร่วมงานที่เคยกินเที่ยวด้วยกันคงช็อคและอาจรับไม่ได้

เพราะสังคมเรายังไม่ยอมรับเรื่องพวกนี้อย่างกว้างขวางและไม่ทราบว่าเมื่อไรจะยอมรับเรื่องพวกนี้ได้

ผมเชื่อว่ามีเกย์อีกหลายคนที่อยู่ในสภาพเดียวกับผม บางครั้งผมคิดนะว่า
"เกย์"
คงเป็นรูปแบบหนึ่งของการชดใช้กรรม
เพราะจะสังเกตได้ว่าเกย์มักมีความพร้อมในรูปสมบัติจึงมีทั้งผู้หญิงและผู้ชายมาติดพันมากมาย แต่ไม่สามารถแสดงความรักให้กับผู้ชายได้แต่กลับต้องปกปิดความรู้สึกนั้นไว้

บางครั้งยังต้องรับรักหรือแสร้งมอบความรักให้กับผู้หญิงทั้งๆที่ไม่ใช่เป้าหมายของเกย์
(กลืนไม่เข้าคายไม่ออกยังไงยังงั้น)
และเกย์มักมีความสามารถในการทำงานเหนือบุคคลทั่วไป จึงทำให้ถูกคาดหวังจากสังคมหรือผู้ร่วมงานเสมอ
(หากความลับยังไม่แตกเสียก่อน)
เมื่อเป็นเช่นนั้นเกย์จึงถูกกำหนดให้อยู่ในกรอบที่ทำให้สังคมยอมรับเรื่อยมา

ผมว่าพระเจ้าที่กำหนดเพศนี้ขึ้นมาคงมีเหตุผของการกลั่นแกล้งมากกว่า.... ฤาชาติที่แล้วผู้ที่เป็นเกย์คงเป็นผู้ที่ทำร้ายความรู้สึกของบุคคลอื่นมาอย่างมากมาย

ทุกวันนี้ผมก็คงไม่สามารถยอมรับว่าผมเป็นเกย์สักเท่าไร
ทั้งๆที่รู้ว่าเป็นเกย์นั่นแหละ

ผมเขียนเรื่องนี้ขึ้นมาคงด้วยความอึดอัดอะไรบางอย่างซึ่งลึกๆผมก็ยังบอกตัวเองไม่ได้

ผมใฝ่ฝันนะว่าในอนาคตข้างหน้าผมอยากมีใครสักคนที่เป็นอย่างผม
มาแชร์ความรู้สึกร่วมกัน

รักกันและดูแลซึ่งกันและกันเพื่อให้รู้ว่าเกย์ก็มีความรักที่บริสุทธิ์ใจเหมือนกับชีวิตคู่ของชายหญิงทั่วไป

ผมรู้ว่ามันยากสำหรับผมก็ด้วยเหตุผลต่างๆที่กล่าวไว้ข้างต้น
แต่ไม่แน่นะเพราะถ้าผมต้องทำอะไรตามใจคนอื่นแล้วผมไม่มีความสุขตลอดชีวิต

(ไหนๆก็ตามใจผู้อื่นมาตั้ง 28 ปีแล้ว) ผมอาจเปลี่ยนความคิดมาตามใจตัวเองบ้าง

ซึ่งรู้ว่าคงเป็นการทำร้ายความรู้สึกของคนที่รักเราอย่างมาก
แต่ในอีกมุมหนึ่งความรู้สึกของผมที่ต้องเสแสร้งต่อสังคมมันก็ทำร้ายจิตใจของผมเหมือนกัน

สรุปว่าถ้าผมชนะตัวเองก็หมายถึงผมพ่ายแพ้ต่อสังคม
เมื่อเป็นเช่นนั้น...ผมจะปกปิดความรู้สึกเช่นนี้ได้อีกนานแค่ไหน?

ปล.ผมอยากให้เกย์ทุกคนมีศักดิ์ศรี รักจริงและจริงใจ
ไม่อยากให้เกย์คบกันเพื่อมี
SEX เป็นเป้าหมายใหญ่
ซึ่งก็เป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปว่าความรักของเกย์มักเป็นประเภท

"น้ำแตกแล้วแยกกัน" หยุดทำร้ายกันเองเถอะครับ

...


[Home] [แด่เพื่อน1] [แด่เพื่อน2] [แด่เพื่อน3]