ความบังเอิญ

โดย t

..........ผมก็มีเรื่องที่จะเล่าเหมือนกันครับ อาจจะไม่หวือหวาเหมือนกับเพื่อน ๆ หลายคนแต่ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่น่าประทับใจ (สำหรับผม) และเป็นประสบการณ์ครั้งหนึ่งของผม ซึ่งมันยังติดคาอยู่ในใจผมจนถึงทุกวันนี้ครับ เรื่องกิดขึ้นตั้งแต่สมัยที่ผมยังเรียนอยู่มหาวิทยาลัยปี 1 ครับ ช่วงนั้นผมได้ถูกเลือกให้เป็นเชียร์ลีดเดอร์ในกลุ่มของคณะ เพื่อจัดประกวดในแต่ละกลุ่มที่เรียน ผมก็หน้าตาธรรมดา เพียงแต่ว่ารักในการเต้นเท่านั้นครับ

..........การซ้อมนั้นค่อนข้างหนักคือเลิกเรียนประมาณ บ่าย 3 โมง ก็เริ่มซ้อมตั้งแต่เวลานั้น ซ้อมร่วมกับกองเชียร์ และเมื่อกองเชียร์กลับยังต้องซ้อมต่อเพื่อให้เกิดความพร้อมเพียง เพราะฉะนั้นจะเลิกดึกพอสมควร ผมจึงย้ายมาอยู่คอนโดเพื่อเลี่ยงจากการบ่นของแม่ครับ คอนโดนั้นก็อยู่ไกลจากมหาวิทยาลัยมากพอควร ผมจึงโดยสารรถตู้และรถประจำทางเป็นประจำ

..........วันหนึ่งขณะที่ผมขึ้นรถตู้เพื่อมาต่อรถเมล์นั้น ผมก็ได้รู้ว่าในตัวผมไม่มีเศษเงินเลยแม้แต่เหรียญเดียว มีแต่แบงค์ 50 ซึ่งเป็นแบงค์ย่อยเพียงใบเดียว เมื่อขึ้นรถเมล์ผมได้นั่งแถวหลังสุดและเมื่อกระเป๋ารถเมล์มาเก็บเงิน ผมจึงยื่นให้แต่กระเป๋าบอกว่าไม่มีเงินทอนจริง ๆ มีเพียงตังค์เศษ ผมบอกไม่เป็นไร

..........แล้วกระเป๋าให้ผมแบมือและเริ่มนับเหรียญ 25 สตางค์และ 50 สตางค์ให้ผม ทั้งหมด 44.50 บาท ซึ่งเต็มมือผม พลันก็ได้ยินเสียงหัวเราะข้าง ๆ ตัวผม ผมหันไปมองหน้าเค้าเพื่อที่จะว่าอย่าซ้ำเติม แต่สิ่งที่สะดุดตาคือเค้าเป็นคนจีน (ซึ่งเหมือนผม) ขาวและหน้าตาน่ารัก เค้าก็คุยกับผมว่าน่าสงสารจังที่โดนแกล้ง และหลังจากนั้นเราก็คุยเรื่องสัพเพเหระต่าง ๆ มากมายจนถึงคอนโดซึ่งเค้าอยู่คนละตึกกับผม ก่อนแยกเค้าได้ให้นามบัตรไว้เผื่อติดต่อ (เพราะผมจะให้เค้าสอนเลขให้) หลังจากนั้นเราก็เริ่มคุยกันมาตลอด ระยะเวลานั้นเร็วมาก เพียง 3 เดือนเราก็เริ่มสนิทกัน มีการชวนไปดูหนังและทานข้าวบ่อย ๆ แล้วก็มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น

..........วันหนึ่งขณะที่เค้าโทรมาหาผม ฟังเสียงเค้าเหมือนอ่อนเพลียมาก คุยไปได้ซักพัก เสียงก็เงียบลง ผมพยายามเรียกชื่อแต่เค้าไม่ตอบเสียงปลายสายยังไม่ถูกวางเพียงแต่ไม่มีเสียงคนพูด ผมเริ่มกระวนกระวายใจ ประมาณครึ่งชั่วโมงให้หลังผมจึงตามช่างกุญแจไปที่ห้องเค้า เพื่อทำการเปิดห้อง (เพราะตอนนั้นคิดว่าต้องมีอะไรผิดสังเกตุแน่) แล้วก็เป็นอย่างที่คิด พี่เค้าไม่สบายมากไข้ขึ้นสูงจนสลบไป ผมจึงรีบพาเค้าส่งโรงพยาบาล ต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาลเกือบอาทิตย์เพราะเป็นโรคไข้เลือดออก ช่วงนั้นหมดการประกวดพอดี

..........ผมกลับจากมหาวิทยาลัยถึงห้องรีบเปลี่ยนเสื้อผ้า และไปเฝ้าไข้พี่เค้าที่โรงพยาบาลทุกคืน จนเมื่ออาการดีขึ้นหมอจึงให้กลับบ้านได้ พี่เค้าถามผมว่าผมอยู่กับใคร ผมบอกอยู่คนเดียว พี่เค้าเลยบอกขออยู่ด้วยคนได้ไหม เพราะห้องที่เค้าอยู่ปัจจุบันคือห้องของรุ่นน้องซึ่งก็มีครอบครัวแล้ว เค้าต้องนอนที่โซฟาตลอด ตอนนั้นเหมือนฝันครับ ผมจึงตอบตกลงโดยค่าใช้จ่ายในการซักรีดพี่เค้าจะเป็นคนออกให้ ผมจะออกเพียงค่ากับข้าว (ซึ่งตอนนั้นที่คอนโดเพิ่งจะสร้างเสร็จเลยยังไม่ได้ติด มิเตอร์ไฟและน้ำ) ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ผมคิดว่ามีความสุขที่สุดเท่าที่เคยมีมา เราอยู่ด้วยกันนอนใกล้ๆ กัน แต่ไม่ได้มีอะไรกันนะครับ อย่างมากก็แค่กอดกันเฉย ๆ ทานข้าวด้วยกัน เวลาว่างเสาร์-อาทิตย์ก็ไปดูหนังหรือทานข้าวข้างนอก ดูแลเทคแคร์จนผมคิดว่าทุกคนต้องอิจฉาผมเป็นแน่แท้ ความสุขนี้บรรยายไม่ถูกเหมือนกันครับ เราอยู่ด้วยกันนานมากประมาณ 7-8 เดือนเห็นจะได้ แต่พอเข้าเดือนที่ 9 เริ่มมีสิ่งผิดสังเกตุ เค้าเริ่มกลับห้องดึก เริ่มไม่รับสาย มีประชุมบ่อยมาก จนในแต่ละวันแทบจะไม่ได้คุยกันเลย เพราะเค้ากลับดึก และตอนเช้าต่างคนก็รีบไปเรียนและทำงาน พอวันเสาร์-อาทิตย์เค้าก็เริ่มที่จะหาเวลาว่างได้น้อยมาก

..........และแล้วเรื่องที่ผมคิดก็เป็นจริง เพื่อนในกลุ่มผมไปเห็นเค้าเดินกับผู้หญิงคนหนึ่งในห้างสรรพสินค้า ในตอนแรกก็ไม่เชื่อเสียทีเดียว เพราะเมื่อถามพี่เค้าก้ตอบว่า เพื่อนที่ทำงาน เรารักเราจึงไว้ใจและเชื่อใจ แต่ในวันหนึ่งขณะนั่งเรียนอยู่เพื่อนก็โทรมาบอกผม ให้รีบไปที่ห้างแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัย เพื่อให้เห็นอะไรบางอย่าง ครับผมเห็นพี่ทานข้าวกับผู้หญิงคนหนึ่งพูดคุยกันอย่างออกรสชาต แต่ผมก็ไม่ได้ทำอะไรจนในตอนเย็น เมื่อเค้ากลับถึงห้องผมเลยแกล้งถามเค้าก็ตอบว่าเพื่อนอีก ผม(ซึ่งในตอนนั้นอาจมีนิสัยเด็ก ๆ อยู่) ก็เริ่มที่จะหาเรื่องทะเลาะเพราะไม่เข้าใจในตัวเค้า เรามีปากเสียงกันรุนแรงผมไล่เค้าออกจากห้อง แต่พี่เค้ายังพูดกับผมดี ๆ อยู่ ผมจึงออกปากไล่เป็นครั้งที่ 2 เค้าไปครับ ผมขาดการติดต่อกับเค้าเกือบอาทิตย์ทำให้ผมแทบบ้าแต่แล้วสุดท้ายเค้าก้กลับมาอยู่กับผมตามเดิม

..........แต่กลับมาในฐานะพี่ชายไม่ใช่แฟนอีกต่อไป ซึ่งผมเองก็ยอมรับในจุดนี้ไม่ได้พูดจากระทบกระแทกทุกวัน จนเค้าทนไม่ไหว เราเลยระเบิดอารมณ์ใส่กัน ผลสุดท้ายเค้าเก็บเสื้อผ้าออกจากห้องไปคืนนั้น ผมร้องไห้แทบจะเป็นบ้าจนเพื่อนต้องรีบมาที่ห้อง เพราะกลัวผมจะคิดสั้น 2 อาทิตย์เต็ม ๆ ที่ผมไม่ได้คุยไม่ได้เจอพี่เค้าและไม่ได้กลับห้องด้วย เพราะผมรับสภาพที่เกิดขึ้นไม่ได้ จนเพื่อน ๆ พาผมไปที่ทำงานเค้าช่วงนั้นเค้าติดประชุมอยู่ มีผู้หญิงคนหนึ่งเดินมาบอก ผมจำหน้าเธอได้ดีเพราะเธอคือต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด เพียงแต่เธอไม่ได้รับรู้อะไรเท่านั้น เธอพาผมไปนั่งทานน้ำระหว่างรอและได้พูดคุย เธอว่าพี่เค้าชมผมไว้มากว่าเป็นรุ่นน้องที่นิสัยดี มีน้ำใจผมเลยถามว่าพี่คบกับเค้าเป็นแฟนเหรอครับ เค้าอาย ๆ แต่ก้บอกว่าก็ดู ๆ กันไป ผมได้ยินแค่นั้นจึงลากลับบ้านก่อน ผมกลับไปนอนคิดจนในที่สุดผมก็คิดได้

..........วันรุ่งขึ้นผมโทรหาพี่เค้าเพื่อขอบคุณในระยะเวลาที่ผ่านมา ความสุขความอบอุ่นที่มีให้ ความจริงใจ และน้ำใจที่เอื้อเฟื้อต่อผม เค้าบอกว่าเค้ารักผมเหมือนน้องในตอนนี้ เค้าไม่ได้ไปไหนเพียงแต่เค้าอยากกลับไปใช้ชีวิตอย่างปรกติ ไม่ใช่เพราะรังเกียจผม แต่สิ่งที่เค้าต้องการให้เกิดไม่ได้ต้องการให้เกิดกับผม เพราะฉะนั้นถ้ามีปัญหาอะไรที่ไม่สบายใจ เค้าพร้อมและยินดีที่จะช่วยผมตลอด ผมได้แต่ร้องไห้แต่ก็ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่านี้ หลังจากนั้นเค้าก็ได้เลื่อนตำแหน่งในหน้าที่การงานสูงขึ้น และแต่งงานหลังจากนั้น 3 ปี ในงานแต่งงานเจ้าสาวดูสวยที่สุดสมกับเจ้าบ่าวที่ดูน่ารักที่สุด แน่นอนผมต้องไปงานเค้าเพราะพี่ทั้งคู่มาส่งการ์ดเชิญให้ผมถึงบ้าน ในตอนนี้ผมรู้สึกมีความสุขเพราะคนที่ผมรักมีความสุขมากกว่าใคร

..........ปัจจุบันผมไม่ได้ติดต่อกับพี่เค้าอีกเลยเพราะคิดว่าครอบครัวเค้ามีความสุขมากพอแล้ว ผมย้ายบ้านและเปลี่ยนโทรศัพท์ใหม่แต่ผมก็ไม่ได้หายไปไหน ยังคงส่งความสุขให้เค้าทั้งสองด้วยการ์ดและข้อความทางเพจเจอร์ทุกปี และเกือบทุกเทศกาล ผมเพียงแค่อยากบอกว่าผมรักเค้ามากที่สุดเท่าที่ผมเคยรักมา (รองจากพ่อแม่นะครับ)



Go Back (กลับหน้าแรก)