"ความทรงจำที่ดีสมัยมัธยม"

เขียนโดย s_03@hotmail.com


สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน เนื่องจากเรื่องที่เล่าเป็นเรื่องจริง ผมจึงเปลี่ยนชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้องให้เพี้ยนไปเล็กน้อย แต่เนื้อเรื่องโดยรวมยังคงถูกรักษาไว้อย่างสมบูรณ์

แนะนำตัว

ผมเรียนอยู่โรงเรียนวัดแห่งหนึ่ง เป็นโรงเรียนชายล้วน ย่านบางลำพู กรุงเทพฯ ผมเรียนที่นี่ตั้งแต่ม. 1- 6 ผมเป็นคนหน้าธรรมดา ตัวขาว เหมือนลูกคนจีนทั่วไป พฤติกรรมก็เหมือนเด็กทั่วไป เรียนบ้างเล่นบ้าง เพื่อนผมก็ไม่มีใครแน่ใจว่าผมเป็น ชายแท้ เป็นเกย์ หรือว่าเป็นตุ๊ดกันแน่ เพราะว่าผมคบเพื่อนทุก ๆ กลุ่มตั้งแต่ เด็กเรียนไปจนถึง ตุ๊ด-แต๋ว และ นักกีฬา-กิจกรรม ผมจะเลือกคบในส่วนที่ดีของพวกเขา

จะมีบางกลุ่มที่ผมพยายามหลีกเลี่ยง คือพวกสูบบุหรี่กับอันธพาล นิสัยส่วนตัวผมชอบแกล้งเพื่อนที่อ่อนแอกว่าเสมอ
(แกล้งเบา ๆ นะครับ แบบว่าเอ็นดู) โดยเฉพาะรุ่นน้องพวกขาวตี๋-หล่อ-น่ารัก จะได้รับการเอ็นดูเป็นพิเศษ ส่วนพวกหล่อล่ำบึก
หรือสวยหวานจัดนี่ผมจะคบไว้เป็นเพื่อนซะมากกว่า (ตอนนั้นก็ยังงงว่าตัวเองอยู่เหมือนกัน รู้แต่ว่าสนใจเพื่อนๆ มากกว่าเด็กผู้หญิงที่อยู่โรงเรียนใกล้ๆ) ผมเรียนแผนกวิทย์-คณิต (ชีวะ) ห้อง A ผลการเรียนค่อนข้างดี คะแนนเกือบทุกวิชาจะติด
1 ใน 10 เสมอ ที่ทราบเพราะทางโรงเรียนจะเอาคะแนนมาติดประกาศเอาไว้ เฉพาะ 10 อันดับแรก วิชาที่ผมถนัดมากที่สุดคือวิชาคณิตศาสตร์ วิชาที่ยากที่สุดคือวิชาพุทธศาสนา เกือบสอบตกแน่ะ (อยู่โรงเรียนวัดแท้ ๆ)


ตอนม. 4
อาจารย์ที่สอนเลขท้านักเรียนทุกคนที่ท่านสอนว่าถ้าใครทำคะแนนสอบกลางภาคได้เต็ม (30 คะแนน) อาจารย์จะให้รางวัล 100 บาท เพื่อเป็นการกระตุ้นนักเรียนให้ตั้งใจเรียน และอ่านหนังสือมาก ๆ ตัวเก็งก็มีอยู่ไม่กี่คนหรอกครับ ผมก็มีหัวใจนักเลงเหมือนกัน (ไม่ใช้ชอบต่อยตีนะครับ แต่ชอบการท้าทาย-แข่งขัน) ผลปรากฏว่าผมทำคะแนนได้เต็มอยู่คนเดียวของปีการศึกษานั้น 2 เทอมซ้อน (ผมมาทราบทีหลังว่าอาจารย์ท้าเด็กมาหลายรุ่นแล้ว ก็มีผมคนแรกนี่แหล่ะที่ทำได้) เรื่องคะแนนสอบของผมถูกนำไปยกเป็นตัวอย่าง (ในทางที่ดีนะครับ ) ให้กับเพื่อนรุ่นเดียวกันในห้องอื่น ๆ (อย่าเพิ่งเบื่อ ว่าผมโอ้อวดนะครับ เผอิญว่ามันเกี่ยวกับเรื่องที่ผมจะเล่า)

รู้จักกัน

หลังจากการประกาศผลสอบกลางภาคเทอม 2 ผ่านไป ชื่อผมถูกประกาศบนบอร์ดอีกครั้ง โดยเฉพาะวิชาเลขผมสอบได้ที่หนึ่ง (ภูมิใจเล็ก ๆ) ผมเริ่มสังเกตว่ามีเด็กนักเรียนใหม่คนหนึ่งปีเดียวกันที่อยู่แผนกศิลป์ภาษา(ฝรั่งเศส) ห้อง F (เข้าใหม่ ม. 4 เพราะไม่เคยเห็นตอนม. ต้นเลย) แอบมองผมบ่อย ๆ ที่เรียกว่าแอบมองเพราะถ้าผมรู้ตัว เวลาผมหันกลับไปมอง เขาจะรีบหลบสายตาผมทันที เป็นอย่างนี้อยู่หลายครั้ง

ผมมีเพื่อนอยู่ห้อง F หลายคน วันหนึ่งผมเข้าไปทักเพื่อนที่ในห้อง F แล้วผมก็มีโอกาสได้รู้จักกับ ''เชย'' คนที่เคยแอบมองผมบ่อย ๆ ''เชย'' เป็นสมญานามที่เพื่อน ๆ ในห้องเรียกเขา เนื่องจาก เชยเป็นเด็กเรียบร้อย(มาก…กกกาส์….), สุภาพ, ตั้งใจเรียน และขี้อาย ซึ่งก็ไม่เข้ากับอายุวัยรุ่นอย่างพวกเราเอาเสียเลย เพื่อนก็เลยเรียกว่า ''เชย'' แต่ผมไม่กล้าเรียกเขาอย่างนั้นเพราะยังไม่สนิทกัน ผมจะเรียกเขาว่า ''วิทย์'' ชื่อที่พ่อแม่ตั้งให้ (เรียกจนติดปาก) ผมรู้สึกไม่สนิทกับเชยเลย อาจเป็นเพราะบุคลิกที่แตกต่างกันอย่างสินเชิง ผมเป็น ''ลิงทะโมน'' แต่เชยเป็น ''ผ้าที่พับอัดกลีบมาอย่างดี'' (''เชย'' ไม่ใช่สเป็กของผมด้วย, ผมก็เลยคบไว้เป็นแค่เพื่อนเฉย ๆ)

ก้าวหน้า

เราพบกันและคุยกัน 2-3 ครั้ง ดูเหมือนเชยจะกล้าพูดในสิ่งที่ต้องการพูดมาตั้งนานแล้ว
เชย: ''นายช่วยสอนเลขให้ผมหน่อยได้ไหม?'' (เขาจะพูดแบบเป็นทางการเสมอ)
ผม: ''เอาเด้, อยากถามเมื่อไหร่ ก็มา'' (ผมตอบห้วน ๆ ตามสไตล์ผม)

2-3 วันผ่านไป เชยมาหาผมพร้อมกับการบ้านโจทย์เลข พอผมอ่านโจทย์เสร็จ ผมก็บอกคำตอบได้เลย (ไม่ต้องเสียเวลาคิดเลย) เชยขอร้องให้ผมอธิบายวิธีคิดแทนที่จะบอกแต่คำตอบ ผมก็พยายามอยู่พักนึ่ง แต่ไม่เป็นผล ผมไม่สามารถที่จะอธิบายให้'เชยเข้าใจว่าผมคิดอย่างไร (วิชาเลขของแผนกวิทย์กับศิลป์ ไม่เหมือนกัน, ของศิลป์จะง่ายกว่ามาก) จนผมเริ่มหมดความอดทน ผมทำการบ้านเลขให้เชยจนเสร็จและอธิบายวิธีคิด (ของผมเอง) ส่วนเชยจะเข้าใจหรือเปล่า อันนี้ผมไม่สน

เราทำอย่างนี้อยู่ 2-3 ครั้ง ผมเริ่มเบื่อ (ผมทำอะไรซ้ำ ๆ กันนาน ๆ ไม่ค่อย ได้ เป็นพวก EQ ต่ำ ) ผมเริ่มหลบเหลี่ยง ๆ เชยไม่กล้าบอกตรง ๆ ว่า ''ขี้เกียจติวแล้ว….เบื่อ'' เชยก็ช่างดีเหลือเกิน พยายามตามหาผมเป็นประจำ ผมเริ่มรู้สึกผิดที่ทำกับเชย ผมก็เลยบอกเชยไปว่าไม่ค่อยว่างตอนเย็นแล้ว เพราะต้องไปเรียนพิเศษ เชยดูเหมือนว่าจะผิดหวังเล็กน้อย แต่ผมก็แก้ต่างไปว่าผมมีคู่มือ, ตัวอย่างข้อสอบ, เฉลยข้อสอบของศิลป์-ฝรั่งเศส เต็มบ้านเลย เพราะพี่ชายผม 2 คนก็เรียนเหมือนเชย เก็บไว้ที่บ้านผมก็ไม่ได้ใช้ แล้วผมจะเอามาให้ เอาไปอ่านเองคงพอช่วยได้บ้าง

คุ้นเคย

ผมจะมีงานมากขึ้น เพราะทุกเช้าผมต้องไปหาเชยที่ห้อง หรือไม่ก็ที่แถวตอนเคารพธงชาติ เพื่อเอาหนังสือไปให้ ผมจำไม่ได้ว่าผมทำอยู่นานแค่ไหน อาจจะประมาณ 2 เดือน เพราะพี่ของผมเก็บเอกสารทุกอย่างที่เคยใช้เรียนไว้ให้ผม แต่เผอิญว่าผมไม่ได้เรียนเหมือนพี่ หนังสือเป็นลัง ๆ เลย ''ให้คนอื่นอาจจะมีประโยชน์กว่าปล่อยทิ้งไว้ให้เก่า แล้วก็ไม่มีคนอ่าน''…ผมคิด

เราเริ่มคุ้นเคยกัน จนกลายเป็นเพื่อนสนิทในเวลาอันรวดเร็ว บางวันผมลืมเอาหนังสือมาให้ แต่ด้วยความเคยชินผมก็จะเดินไปหาเชยทุก ๆ เช้า ส่วนมากผมก็จะพูดนูนนี่ไปเรื่อย คิดอะไรได้ก็พูดไป ส่วนเชยก็มีหน้าที่ฟังแล้วก็ยิ้มตาม บางครั้งเชยก็มีบทพูดบ้าง แต่ผมจะไม่ค่อยตั้งใจฟัง (ก็เลยจำไม่ได้ว่าเชยพูดอะไร)

เพื่อนผมบางคนที่เรียนห้อง F โวยหาว่าผม ทำไมให้หนังสือแต่กับเชยคนเดียว บางคนสนิทกันมาตั้งแต่ม. ต้นแล้ว ผมก็ไม่เคยให้หนังสือสักเล่มเลย ผมก็บอกไปว่าก็พวกเขาไม่เคยขอผมเลย ผมจะไปรู้ได้อย่างไรว่าพวกเขาอยากได้ แล้วพอเชยขอ ผมก็รับปากว่าจะให้ แล้วผมจะเปลี่ยนไปให้คนอื่นได้อย่างไร

หลังจากไม่มีหนังสือจะให้แล้ว ผมก็ยังคงแวะไปหาเชยเสมอส่วนมากจะแวะไปคุย ไปแย่-กวน-แกล้ง เชย สารพัดจะทำ (แต่ผมไม่ได้แกล้งแรง ๆนะครับ) เรียกได้ว่า ''ไปเจ้าะแจ้ะ'' มากกว่า เชยก็ได้แต่ยิ้ม (เขาทำได้อย่างเดียว
ไม่มีปากมีเสียงกับใคร) เพื่อนห้อง F เริ่มล้อว่าเราว่าเป็นแฟนกัน บางครั้งในระหว่างเปลี่ยนคาบเรียน ซึ่งต้องย้ายห้องเรียนจากห้องหนึ่งไปยังอีกห้องหนึ่ง เวลาเด็กห้อง F เห็นผมมักจะตะโกนว่า ''เฮ้ย, ไอ้เชย แฟนแกเดินมานู่นแล้ว'' ผมก็ไม่ว่าอะไร (คิดว่าตลก และ ขำมากกว่า) ส่วนเชยก็ได้แต่อาย เชยยังคงถามการบ้านเลขในบางครั้ง แล้วผมก็ยังคงอธิบายไม่รุ้เรื่องแบบเดิม แต่ดูเหมือนว่าเราจะพอใจด้วยกันทั้งคู่

ไม่เข้าใจ

ผมสามารถสังเกตแววตาของเชยเวลามองผมได้ว่ามันไม่ใช่แบบทั่วไป เชยทำให้ผมสับสน วุ่นวายใจ ผมยังคงคิดกับเชยแบบเพื่อน แต่ผมก็ไม่แน่ใจนัก บางครั้งเชยจะมองและยิ้มให้ผมอย่างเอื้ออาทรอย่างผิดปกติ

ผมเองก็บอกไม่ถูกเหมือนกัน จนผมเริ่มรู้สึกอายและหลบสายตาไปเอง (ทั้งที่ผมเป็นเด็กทะโมนแท้ ๆ แต่กลับเข้าตาจนในสถานการณ์อย่างนี้) ผมเริ่มรำคาญเวลาที่เพื่อนของเชยล้อเราว่าเป็นแฟนกัน ผมก็ไม่รู้ว่าทำไม (ผมคิดว่าตอนนั้นผมอาจจะคิดกับเชยมากกว่าเพื่อนแล้ว)

ส่วนเชยเป็นคนที่มีบุคลิกมองยาก เพราะเชยเป็นคนขี้อายอยู่แล้ว การที่ถูกล้อว่าเป็นแฟนกับผม แล้วเชยอาย ผมก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะจากความรู้สึก หรือเพราะบุคลิกกันแน่

ผมเพียงแต่รู้สึกว่าเชยเป็นคนเริ่มความสัมพันธ์ของเราและทุกครั้งที่ผมทำอะไรเกี่ยวกับเรา เชยมักจะเห็นดีด้วยเสมอ เชยอาจจะแค่นับถือผมความสามารถในวิชาเลข หรือรู้สึกขอบคุณกับหนังสือกองใหญ่ที่ผมหยิบยื่นให้ไป โดยไม่ได้เรียกร้องอะไรตอบแทนเลย

หรือบุคลิกของผมที่ตรงกันข้ามกับเชยอย่างสินเชิงเป็นสิ่งที่เชยสนใจเท่านั้นเอง

ส่วน puppy love อาจเป็นเรื่องที่ผมคิดเอาเองก็ได้…….ผมไม่รู้เลยจริง ๆ

ถูกแซว

เรื่องของเราถูกนำไปเขียนแซวในวารสารของโรงเรียนด้วยว่า ''เชย ม. 6 ห้อง F หนุ่มน้อยน่ารัก มีสาว มา take care ถึงห้องทุกวัน'' (สาว ในที่นี้ก็ไม่ได้หมายถึงใคร….ผมเอง) ผมทั้งโกรธทั้งอาย มันบอกไม่ถูกเลย เวลาผมไปเล่นกับเชย ผมก็มักจะลวนลามเชยนิดหน่อย ๆ เป็นประจำ เช่น จับก้น (บางทีก็จับข้างหน้าบ้าง) จับมือถือแขน โอบบ้าง กอดคอบ้าง ซึ่งตัวเชยเองก็ไม่เคยว่าอะไรเลย เพราะมันคือการเล่นกัน (ดูเหมือนเชยจะชอบด้วยซ้ำไป) ผมทำเอาสนุกเข้าว่า (สไตล์เด็กทะโมนอย่างผม) ไม่ได้คิดเกินเลยแต่อย่างใด แต่ถ้าเขียนกลับกันว่า ''….ชื่อผม…..ม. 6 ห้อง A ตาม take care สาวน้อยน่ารัก ห้อง F ถึงห้องทุกวัน'' อันนี้ดูจะเข้ากับสถานการณ์มากกว่า แต่ผมก็ว่ามันก็ยังแปลก ๆ อยู่ดี เพราะเชยดูไม่เหมือนแต๋ว เลยซักนิดเดียว เราแค่เป็นเพื่อนกันและก็เล่นกันเฉยๆ

เพื่อน ๆ ผม กลุ่มสาวสวยประจำโรงเรียนมีคอนข้างเยอะประมาณ 40-50 คน (นับเฉพาะที่ชัวร์ ๆ แบบที่ไม่ชัวร์มีอีกเท่าตัวเห็นจะได้) เกือบครึ่งหนึ่ง (เกือบ 20 คน) อยู่ปีเดียวกับผม และที่เรียกว่ากลุ่มสาวสวยก็เพราะว่าพวกเธอสวยจริง ๆ (จนเป็นที่อิจฉาของนักเรียนหญิงโรงเรียนใกล้ ๆ) ผมเล่าได้ไม่อายปากเลย (ออกจะภูมิใจด้วยซ้ำ) และที่สำคัญที่สุดพวกเธอ (ทุกคนที่รู้จัก) ล้วนแล้วแต่นิสัยดีกันทั้งนั้น (ถ้าคบแบบไม่มีอคติ แล้วจะรู้)

กลุ่มสาวสวยประจำโรงเรียน 40-50 คน ไม่มีใครถูกเขียนแซวเลย ผมไม่เป็นแต๋วเลยนะครับ (บุคลิกไม่ใช่เลย) แต่ด้วยว่าหน้าตา(ขาวเกลี้ยง) เสียง(ยังไม่แตกหนุ่ม) มากกว่า ประกอบกับผมคบเพื่อนทุกประเภท (ทุกเพศ) ผมเลยถูกนับเข้าเป็นสมาชิกในกลุ่มสาวสวยของโรงเรียนไปโดยปริยาย

ก็เลยถูกเขียนแซวเลย…..แย่จัง


ร.ด.

และแล้ววันเข้าค่าย ร.ด. ก็มาถึง ในวันแรกของการไปที่เขาชนไก่ ครูฝึกรู้ว่าโรงเรียนเรามีสาวสวยเยอะ (เป็นประจำทุกปี) เพื่อให้การฝึกเป็นไปอย่างระเบียบ และง่ายต่อการควบคุม ท่านครูฝึกจะเรียก น.ศ. ร.ด. กลุ่มสาวสวยออกไปแยกฝึกเป็นกองร้อยต่างหากในบางครั้ง

ที่ดูเหมือนจะสบายกว่าเพื่อน ๆ เช่น มีหน้าที่นั่งคุยกับคูรฝึกในร่ม ในขณะที่เพื่อน ๆ นั่งตากแดด หรือในด่านที่ต้องปีนป่ายกำแพง พวกเธอก็ได้รับอนุญาติให้แค่เดินอ้อมไปเฉย ๆ (ไม่ต้องปีน ให้แข้งขาช้ำ)

การจัดลำดับกองร้อย จะเรียงตามลับอักษรนำหน้าชื่อของ น.ศ. ร.ด. เริ่มตั้งแต่ ก. ไปจนถึง ฮ. (คนที่เคยเรียน ร.ด. จะรู้) โรงเรียนผม ชั้นม. 6 เรียน ร.ด. ประมาณ 200 คน (เกือบทั้งหมด) พวกเราถูกแบ่งออกเป็น 4 กองร้อย กองร้อย 50 คน ผมอยู่กองร้อยที่ 3 เนื่องจากอักษรขึ้นต้นของผมคือ ''ส'' (กองร้อยที่ 4 มีไม่ครบ 50 คน) กลุ่มสาวสวย อยู่ในกองร้อยที่ 3 ประมาณ 10 คน (คิดว่า 13 คน) เพราะฉะนั้นเวลาต้องการแยกกลุ่มสาวสวยออกจากกองร้อยธรรมดา ครูฝึกมักจะตรงมาหาที่กองร้อย 3 ก่อน ผมมักจะถูกถามบ่อย ๆ ว่า..''เราเป็นหรือเปล่า? '' ''เปล่าครับ''…ผมตอบจนเบื่อ เพื่อนบางคนที่หน้าตาน่ารักหน่อย (แต่เป็นแมน) ก็จะถูกถามอย่างเดียวกัน

แต่พอผ่านไปสัก 2-3 กิจกรรม เพื่อนกลุ่มสาวสวยก็มาชวนผมไปอยู่ด้วย บอกว่า ไม่ต้องฝึกแค่นั่งคุยกับครูฝึก ''ไปเถอะ….สบายกว่ากันเยอะเลย'' (ตอนแรกที่ถูกเรียกให้ออก แต่ไม่กล้าออก เพราะกลัวโดนครูฝึกแกล้ง) ตอนหลัง ๆ ถูกถามอีก คราวนี้ผมออกไปอย่างสมัครใจ เพื่อนผมมันไปฟ้องครูฝึกว่าผมมั่ว ไม่ได้เป็นแต่อยากสบาย ครูฝึกมองผมมองไปมองมาชักเริ่มไม่แน่ใจ

เอาหล่ะซิคราวนี้ทำไงดี (ผมก็อยากทำออกแต๋ว แต่ดันทำไม่เป็นซะด้วย) พอดีเพื่อนซี้ในกลุ่มสาวสวยมาช่วยยืนยัน ''เพื่อนหนูเองค่ะ หนูรับรองได้'' ก็เลยรอดมาได้ ไม่อย่างนั้นไม่รู้ว่าจะโดนอะไรบ้าง ขอหาปลอมตัวเป็นแต๋ว

มุดเต้นท์

เต้นนอน 1 เต้นจะกว้างประมาณ 1 เมตร สำหรับนอนกัน 2 คน บัดดีที่นอนเต้นเดียวกับผม (เรียงลำดับตามชื่อ) อยู่กลุ่มสาวสวยด้วย บุคลิกเธอดูธรรมดามาก แต่หน้าตาดันน่ารักเหมือนตุ๊กตา (สวยพอ ๆ กับ Miss Queen Universe) เธอชื่อ ''สัญญา'' หลังจากตากแดดมาทั้งวันพวกเราทุกคนต่างเหนื่อยมาก หัวถึงหมอนก็หลับไปเลย ผ่านไปคืนแรก ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับกับพวกผม ผมทราบเพียงแต่ว่าสมาชิกกลุ่มสาวสวยบางคนโดน กลุ่ม small soldiers มุดเต้นเมื่อคืนนี้ (สาวสวยบางคนอาจไปมุดเต้นหนุ่มหล่อด้วยหรือเปล่าไม่มีข่าวรายงานครับ) ผมคิดว่าสัญญาและผม รอดคืนแรกมาได้เพราะพวกเราทำตัวเฉย ๆ ไม่ได้กรี๊ดกร๊าด

แต่ก็มีข่าวอีกกระแสแจ้งว่าเป็นเพราะ small soldiers หาเต้นของพวกเราไม่พบในเมื่อคืน พอคืนที่ 2 ได้เรื่องครับ พวก small soldiers หาเต้นของเราพบ แล้วก็เข้ามาลักหลับสัญญา สัญญาก็ดูเหมือนว่าจะเป็นใจ หลับเป็นตาย (แต่รู้ว่าเพื่อนหลับจริง ๆ ไม่ได้แกล้งหลับ)

ผมก็เป็นห่วงเพื่อนเหมือนกัน กลัวว่ามีอะไรเกินเลย หรือว่ากลัวจะเป็นเรื่องขึ้นมา แต่เท่าที่สังเกตดู พวก small soldiers
จะเข้ามาจูบ-หอมแก้ม กอดสัญญา (ก็ยังเด็ก ๆ กันอยู่เลย) ซึ่งก็ไม่น่าจะถือสาหาความได้ผมก็ไม่ว่าอะไร (ไม่มีใครตั้งใจเข้ามาเพื่อทำอะไรผม แต่จะถือว่าผมเป็นของแถมซะมากกว่า…..ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าโชคดีหรือเปล่า )

หลัง ๆ ชักเริ่มหนักข้อขึ้นทุกที ตอนแรก ก็มาคนเดียว ต่อมา…..ก็มาหลายคนแต่เข้ามาทีละคน (ก็เต้นท์เล็กนิดเดียว) ต่อมาอีก….เข้ามาทีละ 2 คน แถมยังมีคนมารอต่อคิวอีก เข้าคืนที่ 6…. ทีนี้เข้ามาพร้อมกัน 4 คน รวมสัญญากับผมก็ปาเข้าไป 6 คนในเต้นขนาด 2 คนนอน พวก small soldiers นอนทับบนตัวสัญญารวมถึงตัวผมด้วย (สงสัยใกล้กลับแล้วเลยต้องทำเวลาหน่อย) ผมบอกพวก small soldiers
ว่าไม่ไหวแล้ว เข้ามากันเยอะขนาดนี้ แล้วจะให้นอนหลับเข้าไปได้ยังไง พวก small soldiers ็บอกว่าถ้าขืนผมพูดมากหรือไปบอกครูฝึก พวกเขาจะทำกับผม เหมือนกับที่ทำกับสัญญา ผมก็กล้า ๆ กลัว ๆ ก็เลยหนีออกมายืนนอกเต้น ก็ไม่รู้ว่าจะไปไหนเหมือนกัน ทั้งมืด ทั้งหนาวด้วย ระหว่างนั้นก็มีพวก small soldiers บางคนเดินมาดูที่เต้นผมเป็นระยะ ๆ แล้วก็บ่นว่าเสียดาย เต้นนี้เต็มซะแล้ว ไปมุดเต้นอื่น ๆ ดีกว่า (นี่หมายความว่า ถ้าเต้นใหญ่กว่านี้ก็คงเข้าไปนอนซ้อน ๆ ทับกันอีก)

ผมง่วงมาก จะกลับเข้าไปนอนก็ไม่มีที่แล้ว ถ้ามานอนหลับนอกเต้นมีสิทธิ์หนาวตายได้ ผมก็เดินไปเดินมาอยู่พักหนึ่ง พอดีไปเจอเพื่อนรู้จักกันเดินไปเข้าห้องน้ำ (ไปทุ่ง) เพื่อนคนนี้ก็บอกว่านอนเต้นท์ของเขาก็ได้ เพราะเขากะว่าจะไปนอนคุยกับเพื่อนอยู่เหมือนกัน พอผมไปถึงเต้นท์นั้น ผมเห็นมีคนนอนอยู่แล้วคนหนึ่ง ผมเข้าไปนอนปุ๊ปแล้วก็หลับเป็นตายเลย (เนื่องจากหลับไม่สนิทมาหลายวัน) เช้าวันสุดท้ายของการฝึก
เจ้าของเต้นก็มาปลุกแล้วบอกให้กลับไปที่เต้นตัวเองได้แล้ว

ผมก็กลับไปที่เต้นตัวเองพบสัญญา เธอถามผมว่าผมไปไหนมาเมื่อคืนนี้ ผมก็เล่าให้เธอฟัง แล้วผมก็ถามสัญญาว่าเป็นอย่างไรบ้างเมื่อคืน

เธอบอกว่าเธอตื่นตลอดเลย (หลับได้ก็แปลก มีคนมานอนทับตั้ง 4 คน) แต่ก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรได้ก็ปล่อยเลยตามเลย

ผมกลับไปหาเจ้าของเต้นเมื่อคืนนี้ว่าจะขออาศัยนอนด้วยอีกคืน เขาบอกว่า OK

แต่ทางที่ดีผมควรจะถามบัดดีเขามากกว่า เพราะเขาไปนอนกับเพื่อน ส่วนผมเล่นนอนกอดบัดดีเขาทั้งคืนเลย ผมก็เลยถามว่าบัดดีเขาคือใคร เพื่อนผมทำหน้างง ๆ ''นี่ทำอะไรกันทั้งคืน เมื่อคืนนี้เอง แล้วทำไมจำไม่ได้'' ผมงง ๆ กับคำพูดของเขาเหมือนกัน เขาไม่ได้บอกว่าบัดดีเป็นใครแต่กลับหันไปมองบัดดีของเขา ''เชย'' ซึ่งยืนอยู่ใกล้ ๆ

หลับสบาย

เชยหันมายิ้มให้ผม ผมรู้ได้ทันทีว่าเชยได้ยินที่ผมคุยกับเพื่อนเขา แล้วการยิ้มก็เป็นการตอบรับ ก่อนที่ผมจะออกปากขออนุญาตเสียอีก วันสุดท้ายของการฝึกดูไม่หนักอย่างที่เคย ไม่รู้ว่า เพราะผมหลับสนิทเมื่อคือก่อน หรือเพราะจะได้กลับบ้าน หรือเพราะคืนนี้จะได้นอนกับเชยอีกก็ไม่รู้ การฝึกสิ้นสุดลง ผมมานอนอย่างสงบที่เต้นเชย เรานอนคุยกันอยู่นานคุยเกี่ยวกับอดีตตั้งแต่เริ่มรู้จักกันจนถึงปัจจุบัน

''…..3ปีแล้วนะ ที่เราเป็นเพื่อนกันมา…'' เพราะเราก็ใกล้จะจบม. 6 แล้ว คงไม่ได้มีโอกาสพบกันบ่อย ๆ อีกแล้ว เราคุยกันอยู่นานจนกระทั้งถึงเรื่องเมื่อคืนก่อน เชยเล่าให้ผมฟังว่าเขาได้ยินเสียงผมคุยอยู่กับเพื่อนเขาเมื่อคืนหน้าเต้น ตอนนั้นเขายังไม่หลับ พอผมเข้ามาผมก็หลับเป็นตายเลย แต่นอนดิ้นไปดิ้นมา (สงสัยผมจะนอนไม่สบาย เพราะผมไม่ได้ของอะไรจากเต้นท์ตัวเองมาเลย)

แล้วเชยก็หยุดเล่าเอาดื้อ ๆ ผมก็ถามเขาว่าแล้วไงต่อ เชยก็ไม่ตอบ เอาแต่อ้ำอึ้ง ๆ อยู่ ผมเลยขู่ไปว่าถ้าไม่บอกคืนนี้จะกวนไม่ให้นอนหลับเลย เชยบอกต่อว่าแล้วผมก็กลิ้งตัวมากอดเขา ผม ''โถ….เรื่องแค่นี้เอง แล้วทำไมเพื่อนวิทย์ พูดจาแปลกเมื่อกลางวันนี้?'' (ผมเรียกเชยว่าวิทย์เสมอครับ)
เชย: ''ก็มันไม่ใช่แค่นี้นะซิ''
ผม: ''แล้วมันแค่ไหนหล่ะ?'' (ผมชักเริ่มสนใจ)
เชย: ''ก็เพราะ………เออ………..'' (มาสไตล์นี้ทุกทีเลย)
ผม: ''บอกมาเลยนะว่า วิทย์ทำอะไรหนึ่ง?'' (หนึ่ง = ชื่อเล่นผมครับ, ผมชักเริ่มสงสัย)
เชย: ''ผมเปล่าทำอะไรเลยนะ'' (ตอบแบบเสียงหลง)
ผม: ''หรือว่า…..หนึ่งทำอะไร''
เชย: ''………เออ………..'' (อ้ำอึ้ง ๆ อีกแล้ว)

ผมขู่เข็ญเชยจนรู้ว่าที่ผมนอนกอดเชย คือหัวผมนอนอยู่บนตัวเชยแล้วผมก็ดิ้นไปมา เหมือนกับว่ายังนอนไม่สบาย (ก็ไม่มีหมอนหนุนนี่) สุดท้ายมือข้างหนึ่งของผมก็ไปวางอยู่บนเป้ากางเกงเชย (อันนี้เป็นอุบัติเหตุครับ) แต่ที่เชยไม่ปัดมือผมออก เชยบอกว่ากลัวผมตื่น (ดูสิเชยใจดีกับผมจังเลย) แล้วเชยก็สังเกตว่าผมนอนสั่น (ผมยอมรับครับว่าหนาว จริง ๆ) และเชยก็ไม่รู้ว่าจะมือไปว่าไว้ไหนเพราะผมเล่นนอนทับตัวเขาอยู่ ขยับตัวก็ไม่ได้ (เพราะกลัวผมตื่น) ถ้ากางแขนออกมือก็จะเลยออกไปนอกเต้น (คนอาจเดินเหยียบ) หรือไม่ก็พาดค้างอยู่กับเต้นผ้าใบ (ซึ่งชื้นและเย็นจัด) สุดท้ายเชยก็เลยกอดผม (อย่างนี้เรียกว่าฉวยโอกาสก็ว่าได้) ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่เพื่อนเชยกลับจากคุยกับเพื่อน แล้วเข้ามาเห็นพอดี เพื่อนเชยก็เลยเปลี่ยนใจไปนอนกับเพื่อนคนอื่นแทน (เพราะคิดว่าเรากำลังทำอะไรกันอยู่) รวมทั้งคืนนี้ด้วย

ผมขอโทษเชยที่ทำให้ยุ่งยากและบอกว่าไม่ได้ตั้งใจ ทั้งหมดที่ทำทำในระหว่างหลับสนิทจริง ๆ เชยเชื่อผม เขารู้ว่าผมหลับจริงและบอกว่าไม่เป็นไร ผมตั้งคำถามแย้บไปว่า ''แล้วถ้าทำโดยหลับไม่จริงหล่ะ?'' (ผมก็ไม่รู้เหมือนกันทำไมถามแบบนั้น คงเป็นเพราะผมชอบแหย่เชยทุกครั้งที่มีโอกาส) เชยไม่ตอบ เอาแต่ยิ้ม ''แล้วถ้าทำตอนยังไม่หลับหล่ะ?'' เชยเงียบตามเคย ผมไม่ยอมแพ้เชยง่าย ๆ หรอก ผมบอกเชยว่าถ้าไม่ตอบถือว่าอนุญาตนะ ผมเลยขยับตัวเข้าไปกอดเชย

เชยไม่ตอบอีกแต่ตัวสั่นเป็นเจ้าเข้าเลย ผมถามต่อว่าหนาวหรือ? (ผมแกล้งถามไปอย่างนั้นเอง) ผมกอดเชยแน่นขึ้น ผมเอาหูไปแนบที่หน้าอกเชย หัวใจเชยเต้นแรงมาก (ผมกลัวเชยหัวใจวายเหมือนกัน แต่หัวใจของผมเองก็ใช่ย่อย….เต้นไม่เป็นจังหวะเลย) ผมไม่ยอมแพ้ ผมค่อย ๆ ลากมือผ่านลำตัวเชยลงล่าง คราวนี้ได้ผล เชยเริ่มมีการตอบสนอง เชยเอามือทั้ง 2 ข้างมาปิดไว้ที่เป้ากางเกง ผมยกมือเชยข้างหนึ่งออก เขาก็ยอมแต่โดยดี ผมจะยกมือเชยไปวางที่อื่นก่อน พอผมจะยกข้างที่สองออกเขาก็ยอมแต่จะเอามือข้างที่หนึ่งมาปิดแทน (ผมใช้มือเดียวในกิจกรรมนี้ มือผมอีกมือเขี่ยผมเชยเล่นอยู่) ในขณะหนึ่ง ๆ เชยจะให้ผมแค่มือเดียวอีกมือจะปิดของสงวนไว้ ผมถามเชยว่าเมื่อคืนยอมแล้วทำไมคืนนี้ไม่ยอมให้จับหล่ะ?

เชยนอนตัวสั่นไม่ตอบเหมือนเดิม เราดูเหมือนเล่นกันมากกว่า เพราะเราไม่ใช้กำลังแข่งกันเลย เชยสามารถที่จะเลี่ยงมือผมได้ตั้งหลายวิธี เช่นนอนคว่ำ หรือเบี่ยงตัวหลบ แต่เขาก็ไม่ทำ เราเล่นกันอยู่อย่างนี้สักพัก แล้วผมก็บ่นว่าง่วงแล้วเลิกเล่นดีกว่า ผมหอมแก้มเชยหนึ่งที่ (ทำคล้ายกับแทนคำพูดว่าราตรีสวัสดิ์) แล้วผมก็เอาหน้าไปซุกที่ซอกคอเชย

หายใจรดต้นคอเชย กะว่าจะแกล้งให้สยิวสุด ๆ ผมขอมืออีกข้างของเชยมานอนกุมไว้ (ผมกุมอยู่แล้วข้างหนึ่ง) เชยให้ผมแต่โดยดี ผมขี้โกงเชย ตรงที่หลังจากผมได้ทั้งสองมือของเชยอยู่ในมือผมแล้ว ผมก็เอาขาพาดไปที่เป้ากางเกงเชย เชยสะดุ้งตัว แต่ก็ไม่ได้ขัดขืนแต่อย่างได เราทั้งสองไม่มีการเคลื่อนไหวได ๆ อีก จะมีก็แต่ของสงวนของเชยดูจะขยายใหญ่ขึ้น ผมตื่นขึ้นมาอย่างสดชื่น ในขณะที่เชยดูอ่อนเพลียมาก ผมคงทำให้เชยไม่ได้หลับทั้งคืนแน่เลย

กลับบ้าน

หลังจากกลับมากรุงเทพ ผมทราบมาว่า สัญญาก็ไม่ได้นอนที่เต้นตัวเองในคืนสุดท้าย แต่ไปนอนกับหนุ่มหล่อตัวใหญ่คนหนึ่ง พวก small soldiers มาที่เต้นผมอีกตามเคย แต่พบกับความว่างเปล่า พวก small soldiers ออกตามหาสัญญาโดยเปิดดูทีละเต้น (ไม่ละความพยายาม) จนในที่สุดก็พบสัญญา แต่หนุ่มตัวใหญ่คนนั้นไล่พวก small soldiers ไป สัญญาปลอดภัยจากพวก small soldiers แต่ผมก็ไม่รู้ว่า สัญญาจะปลอดภัยจากหนุ่มใหญ่คนนั้นหรือเปล่า

ผมกับเชยยังคงคบกันแบบเพื่อนสนิทที่ดีต่อกัน จนจบม. 6 ผมไม่ได้พบเชยอีกเลย ผมทราบข่าวของเชยอีกที่ เมื่อ 2 ปีผ่านไป จากเพื่อนผมซึ่งเพื่อนผมทราบจากเพื่อนเชยอีกที่ว่า เชยเอ็นท์ไม่ติดและกำลังศึกษาต่อที่มหา'ลัยเอกชนแห่งหนึ่งในกรุงเทพ และเชยก็ฝากความระลึกถึงมาให้ผมด้วย (ไอ้ข้อความหลังนี้ไม่แน่ใจว่า เชยพูด หรือเพื่อนผมเป็นคนพูดเองกันแน่)

''เชย'' คือ ''ความทรงจำที่ดีสมัยมัธยมของผม''

.

[Home]