"เด็กน้อย ความรัก และ การเดินทาง"

เขียนโดย ผู้ไม่ประสงค์จะออกนาม

ตอนที่ 5: เข้าใจ

"น้องครับ หยุดก่อนครับ" รุ่นพี่ซึ่งน่าจะเป็นพี่ปี 3 หรือปี 4 ขับมอเตอร์ไซด์มาตามนนท์ นนท์สังเกตุเห็นว่ามีคนตามนนท์มาประมาณ 5-6 คนเป็นรุ่นพี่ที่ไม่ได้ใส่เสื้อเชียร์แต่อย่างใด

"พี่มีอะไรครับ" นนท์หยุดและหันมาถามกลุ่มรุ่นพี่ นนท์ยืนอยู่ริมถนนยิ้มและทักทายรุ่นพี่ทุกคนอย่างอดกลั้นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น นนท์พอเข้าใจได้ว่าการกระทำของนนท์คงไม่ต่างอะไรจากเด็กที่โกรธอะไรก็จะวิ่งหนี เหมือนทะเลาะกับแม่แล้วจะหนีออกจากบ้านอะไรทำนองนั้น

"ผมว่าผมพอเข้าใจว่าพวกพี่กำลังจะพูดอะไรนะครับ ผมเห็นว่าต่างคนต่างต้องการเวลาสำหรับคิดทบทวนในสิ่งที่แต่ละคนทำไปนะครับ ผมเป็นรุ่นน้องนอกคอกคนหนึ่งเท่านั้น ผมว่าถ้าจะไม่ให้เสียระบบเราต่างคนต่างอยู่จะดีกว่านะครับ ผมจะพยายามรับสภาพในสิ่งที่ผมทำ เพียงแต่ผมอยากฝากขอโทษสายรหัสผมเท่านั้นครับที่ผมไม่ได้มีความอดทนเท่ากับทุกคน ผมเสียใจที่ไม่ได้อยู่ในสายรหัส ดีๆ ที่ผมมีโอกาส" นนท์พยายามตอบด้วยน้ำเสียงที่เป็นปกติมากที่สุดเท่าที่นนท์จะทำได้ แต่นนท์คงทำได้ไม่ดีนัก

"น้องไม่ต้องคิดมากครับ พี่อยากจะบอกว่าน้องสามารถกลับเข้าไปได้นะครับ พวกพี่ ๆ อยากให้น้องอดทนอีกนิดเดียวนะครับอีกไม่กี่วันเองครับ" พี่คนหนึ่งพูด

"ไม่เป็นไรครับ ผมทราบดี และผมก็พอทราบว่าจุดประสงค์มันคืออะไร ผมรู้ว่าผมกลับไปได้เหมือนอย่างที่เพื่อนบางคนที่มาเข้าเชียร์ทีหลังใช่ไหมครับ ไปเล่นละครแสดงความผิดกัน แล้วยังไงครับมันจะได้อะไรขึ้นมาบ้างครับ ผมอยากพูดตรง ๆ ว่าผมเบื่อครับ จริง ๆ ผมสามารถทนได้แต่ผมว่าบางครั้งหรืออย่างครั้งนี้มันเกินไป ผมไม่เข้าใจว่าพวกพี่ใช้เหตุผลหรือใช้อารมณ์กันแน่ ผมรู้ว่านั้นก็คือส่วนหนึ่งของการเชียร์ที่ถูกจัดวางไว้ล่วงหน้าแล้ว แต่ผมว่าพี่บางคนใช้อารมณ์มากเกินไป พี่ก็รู้ว่าต่ายเค้าไม่ยอมถอดเสื้อหรอก เรื่องบางเรื่องมันเป็นเรื่องที่ล้อเล่นไม่ได้และผมเองก็โดนแกล้งทุกวันผมว่ามันไม่แฟร์และผมก็เหนื่อยกับมันมากด้วย" นนท์เถียงกับรุ่นพี่กลุ่มนั้นนานพอสมควร ไม่ว่ารุ่นพี่กลุ่มนั้นจะพูดอย่างไร นนท์ก็ไม่ยอมฟังนนท์รู้สึกว่ามันเป็นการเล่นละครอย่างมาก และมันก็น้ำเน่ามากสำหรับนนท์ นนท์ได้รับการขอร้องว่าให้ช่วยแสดงว่าจะขอเข้าร่วมกลุ่มให้หน่อย เพราะมันจะทำให้การเชียร์ดูดีและประสบผมสำเร็จอีกด้วย แต่สำหรับนนท์แล้วการทำแบบนั้นมันยิ่งแย่ไปใหญ่ เพราะนนท์ไม่ชอบการโกหก นนท์ต้องการเวลา

"นนท์ๆ ทำไมกลับมาก่อนละ ไม่เข้าเชียร์หรือครับ" นัยตะโกนทักนนท์ นนท์แทบจะไม่ได้คุยกับนัยเลยนับแต่ที่ได้มีการเชียร์วันแรก นนท์จะยุ่งตลอดเวลากับการเชียร์ในตอนเย็น ในขณะที่นัยก็ต้องยุ่งกับการเชียร์ของคณะวิศวะเหมือนกัน นนท์ไม่ตอบอะไรนัยได้แต่ยิ้มและเดินขึ้นห้องไปอย่างเงียบ ๆ

นนท์ อาบน้ำและล้มตัวนอนในทันที นนท์ตื่นขึ้นมาอีกครั้งเมื่อได้ยินเสียงเพื่อน ๆ ตะโกนเรียกนนท์ที่หน้าห้องตอนประมาณ 4-5 ทุ่ม

"นนท์ ขอเข้าไปหน่อยซิ" เพื่อน ๆ ที่เป็นกลุ่มเด็กหอพัก 1 เดินเข้ามาคุยในห้องนนท์ ในห้องไม่มีวิทย์เพราะวิทย์มักจะกลับดึกเสมอไม่ต่ำว่า 5 ทุ่มของทุกคืน เพราะวิทย์ชอบทำกิจกรรม เพื่อนๆ เข้ามาถามนนท์ด้วยความเป็นห่วง โดยเฉพาะต่ายกล่าวขอโทษนนท์ตลอด ซึ่งนนท์ได้แต่ตอบว่าไม่ได้เป็นความผิดของต่ายแต่อย่างใด และนนท์ก็ไม่ได้คิดว่าเรื่องของนนท์เกี่ยวข้องกับต่ายตรงไหน เพื่อนเข้ามาหานนท์โดยมีจุดประสงค์เพียงว่าต้องการให้นนท์กลับไปเชียร์อีกครั้ง พูดง่ายๆ ก็คืออยากให้นนท์แสดงว่าตัวเองผิดและอยากกลับเข้าร่วมเชียร์อีกอะไรแบบนี้ เพื่อนบอกว่ารุ่นพี่เรียกพวกเค้าไปพูดหลังเลิกเชียร์แล้วโดยบอกว่าให้พยายามตามนนท์มาเข้าเชียร์ให้ได้ ต่ายบอกนนท์ว่าเห็นพี่วุฒิกับพี่สิทธิหน้าตาไม่ดีเลยหลังจากนนท์เดินออกมาแล้ว ไม่เห็นพี่สองคนนี้อีกเลย ต่ายยังบอกอีกว่าเหมือนพี่วุฒิจะร้องไห้นะเห็นตาแดง ๆ รุ่นพี่เหมือนยอมรับนนท์นะ แต่จะให้บอกว่าพวกเค้าผิดก็คงทำไม่ได้ นนท์รู้สึกแปลกใจเหมือนกันว่าทำไมต่ายต้องออกตัวแทนพวกนี้ด้วย ทั้งๆ ที่ต่ายน่าจะมีความรู้สึกแย่กับรุ่นพี่พวกนี้ นนท์ไม่ได้รับปากอะไรทั้งสิ้น นนท์ต้องการเวลาและคิดอะไรบ้างเท่านั้น หลังจากที่เพื่อนๆ ของตัวกลับนนท์จึงได้สังเกตเห็นว่าโต๊ะของนนท์มีขนมเหมือนทุกที นนท์แอบแปลกใจไม่ได้เหมือนกันว่าทำไมพี่รหัสและสายรหัสยังไม่ตัดนนท์ออกจากสายรหัสอีก จริง ๆ นนท์พอทราบว่าถึงแม้ว่ารุ่นน้องบางคนจะไม่ได้มีการเข้าเชียร์ครบทุกครั้งแต่พอมาเข้าวันหลัง ๆ พวกพี่ก็จะยอมให้อภัยด้วยเหตุผมที่ว่า "เพิ่งสำนึกผิดได้อะไรทำนองนี้" ซึ่งมักจะเกิดกับเด็กที่ "ซิว" มาเป็นส่วนมาก

"น้องนนท์ เหตการณ์ในวันนี้คงจะทำให้น้องรู้สึกไม่ดีเป็นอย่างมาก แต่น้องต้องมีความอดทนให้มากกว่านี้ ในเมื่อน้องก็พอจะทราบเหตุผลทั้งหมดของการเข้าเชียร์ ทำไมน้องไม่อดทน กลับมาเข้าเชียร์นะพวกพี่ๆ รออยู่อดทนนิดนึงนะ ใกล้จะหมดแล้ว ทุกคนอยากให้นนท์กลับมาเข้าเชียร์ พี่เองดีใจที่นนท์เป็นน้องรหัสและพี่เองก็อยากเป็นพี่รหัสของนนท์นะ …….. จากพี่รหัส" นนท์เปิดจดหมายออกอ่านและวางลง สิ่งนี้ละมั๊ง ที่ทำให้นนท์ต้องอดทนเข้าเชียร์ตลอดเวลา ความโกรธของนนท์จางหายไปเกือบหมดแล้ว นนท์ได้แต่คิดว่านนท์ต้องทำอย่างไรดีกับเรื่องนี้ นนท์จะกลับไปเข้าเชียร์อีกไหม หรือนนท์จะยังคงถือฐิถิแบบนี้ต่อไปดี จริงๆ แล้วการกลับเข้าไปเชียร์ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรสำหรับนนท์ เพียงแต่นนท์รู้สึกไม่ชอบใจต่อวิธีการเท่านั้น นนท์รู้สึกว่ามันไม่ได้มาด้วยใจแต่มันเป็นเพียงการแสดงอย่างหนึ่งเท่านั้น นนท์รับไม่ได้กับการไปแสดงหน้าตายยอมรับผิดต่อการกระทำในวันนี้ นนท์คงจะรู้สึกแปลกและเขินเป็นอย่างมาก เพราะสิ่งที่นนท์ทำกับสิ่งที่แสดงออกมันสวนทางกัน นนท์เหมือนจะยึดถือต่อสิ่งที่นนท์คิดมากกว่าที่นนท์จะทนไปแสดงความรู้สึกต่อหน้าคนเป็นร้อยอย่างตรงกันข้ามกับสิ่งที่นนท์คิด

เช้าวันรุ่งขึ้นนนท์ไปเรียนตามปกต ิเวลาเข้าห้องเรียนนนท์จะถูกเพื่อน ๆ (จริง ๆต้องเรียกว่าพี่ ๆ) ถามว่านนท์จะมาเข้าเชียร์อีกหรือไม่ หรือไม่ก็จะถามว่านนท์คิดอย่างไรถึงทำแบบนั้น นนท์ไม่ได้ตอบอะไรมากเพราะนนท์ยังไม่ได้สนิทกับใครเป็นที่สุด นนท์ได้แต่ยิ้มๆ พวกนี้เป็นรุ่นพี่นนท์หลายปี ความห่างไกลและความรู้สึกว่านนท์เป็นน้องยังคงเป็นอุปสรรคต่อการคบหากันในฐานะเพื่อนอยู่ดี นนท์ถูกมองว่าเป็นเด็ก ซึ่งนนท์มักจะได้อภิสิทธิ์อะไรก่อนเสมอบ้างในบางครั้ง "ให้น้องเลือกก่อน" นนท์จะได้ยินคำนี้เสมอเวลาเข้ากลุ่มทำกิจกรรมอะไรก็ตาม

อ้อเป็นเพื่อนคนเดียวที่นนท์ระบายความรู้สึกให้ฟังเกือบทั้งหมด ซึ่งอ้อก็เข้าใจเป็นอย่างดีแต่ก็ยังยืนยันว่านนท์ควรจะกลับเข้าชมรมเชียร์อีกครั้งหนึ่ง เพราะมันเหลือเพียงแค่ 2 ครั้ง ศักดิ์เป็นเพื่อนอีกคนหนึ่งที่นนท์คุยด้วยศักดิ์เป็นเพื่อนสนิทของอ้อ นนท์คุยกับศักดิ์ได้เหมือนคุยกับอ้อเพราะศักดิ์มักจะทำตัวเป็นผู้ใหญ่ใจดีและเป็นผู้ฟังที่ดีอีกด้วย ศักดิ์แนะนำว่าให้มาวันสุดท้ายเพราะรุ่นพี่ก็จะยอมรับเหมือนกันไม่จำเป็นต้องมาวันนี้กับพรุ่นนี้ก็ได้ นนท์ไม่ได้รับปากอีกเช่นกัน

"นนท์ มีปัญหาอะไรหรือเปล่า ทำไมไม่เข้าเชียร์ละครับ" นัยเดินมาหานนท์ พร้อมกับจับมือนนท์และลากนนท์ไปนั่งที่โต๊ะใต้หอพักทันที่ นนท์รู้สึกแปลกที่นัยทำไมดูเหมือนจะรู้เรื่องของนนท์ในห้องเชียร์ไปเสียทุกเรื่อง และทำไมนัยมักจะคอยมายุ่งกับเรื่องของนนท์ตลอดเวลา แต่นนท์ไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะนนท์เห็นว่านัยเป็นรุ่นพี่และเป็นลูกชายของเพื่อนพ่อด้วย นนท์ยังเด็กเกินไปที่จะคิดเรื่องเหล่านี้ นนท์เล่าเรื่องทั้งหมดให้นัยฟัง ซึ่งนนท์ก็จะได้รับคำอธิบายอะไรยืดยาวเหมือนๆ กับที่นนท์ ฟังมาแล้วทั้งวันในวันนี้ ไม่มีคำตอบใดๆ จากนนท์ว่าจะไปหรือไม่ไป นนท์รู้จากนัยอีกว่าแม่ของนนท์โทรมาหาหลายทีแล้ว แต่นนท์ไม่อยู่รับสาย เนื่องจากเข้าเชียร์ตลอด และนัยได้คุยกับแม่แทนนนท์ และสัญญากับแม่นนท์แล้ว่าเค้าพร้อมจะดูแลนนท์ให้ดี

นนท์เงยหน้ามองนาฬิกาเหมือนทุกครั้งที่นนท์ทำเป็นประจำในช่วงเวลานี้ นนท์รู้สึกใจหายเหมือนกันเมื่อใกล้จะถึงเวลา 4 โมงเย็น เนื่องจากเป็นเวลาที่ต้องรวมกลุ่มกันเพื่อจะได้ตั้งแถวแล้วเดินไปเข้าเชียร์ นนท์ไม่อยากให้เพื่อนๆ ต้องมาตาม นนท์ยังไม่พร้อมและนนท์ยังหาคำตอบไม่ได้ นนท์เดินออกจากหอพักซื้อขนมและน้ำเล็กน้อย นนท์เดินไปเรื่อยๆ ขึ้นไปจนถึงอ่างเก็บน้ำด้านหลัง ข้างบนในตอนเย็นจะมีคนมาเดินเล่นที่มีมากพอสมควร นอกจากนี้ที่นี้ยังมีร้านอาหารชื่อดังตั้งอยู่อีกด้วย นนท์เดินมานั่งพักและเริ่มลงมือทานขนมและโยนเศษขนมปังให้ปลาในน้ำ

"เร็วๆ เข้าครับ วิ่งให้มันแข็งขันหน่อย" นนท์หันไปตามเสียงที่ได้ยินและนนท์ก็ต้องตกใจสุดขีด ที่ต้องบอกว่าสุดขีดก็คงเป็นเพราะนนท์หันไปเจอว่ารุ่นพี่ปี 2 ที่เป็นเชียร์ของคณะกำลังวิ่งนำน้องๆ ปี 1 ขึ้นมา นนท์ตกใจเพราะไม่คิดว่าจะมาเจอพวกเค้าที่นี่อีก อะไรมันจะบังเอิญขนาดนั้น นนท์ไม่รู้จะทำหน้าอย่างไรเมื่อเจอพวกเค้า นนท์รีบวิ่งไปหลบที่อื่นทันทีและกะว่าจะค่อยๆ แอบเดินลงกลับหอพักภายหลังแต่นนท์ไม่สามารถทำได้เพราะจะมีรุ่นพี่วิ่งขึ้นวิ่งลงตลอดเวลา

วันนี้ไม่มีการ "ว๊าก" หรืออย่างไรกันเพราะรู้สึกว่ามีแต่พวกนำวิ่ง พวก ว๊าก ไม่ได้ตะโกนด่าหรือว่าอะไรรุ่นน้องเลย (โดยปกติถ้าออกมานอกคณะฯ จะไม่มีการว๊ากรุนแรง) นนท์สังเกตเห็นว่าพี่สิทธิกับพี่วุฒิไม่ได้เป็นหัวหน้าในการนำเชียร์ครั้งนี้ด้วย นนท์ไม่ได้คิดว่านนท์มีความสำคัญอะไรขนาดนั้นนนท์เข้าใจว่านี่คงเป็นการ Cool Down มากกว่าเพราะพรุ่งนี้จะเป็นวันรองสุดท้ายแล้ว พรุ่งนี้กับมะรืนนี้จะเป็นอะไรที่หนักที่สุดสำหรับการว๊าก ตามที่นนท์ได้ยินมาพี่ ๆ คงอยากจะให้ทุกคนได้พักบ้างมากกว่า กิจกรรมในวันนั้นเท่าที่นนท์สังเกตดูไม่ได้มีอะไรมากนัก ไม่ได้มีการเคร่งเครียดอะไรแถมยังมีกิจกรรมสนุกๆ อีกด้วยเหมือนการรับน้องปกติ โดยพี่ที่เป็นพวกว๊ากจะมองอยู่ห่างๆ จริงๆ แล้วในการเชียร์จะมีกลุ่มที่เหมือนเป็นพวกสร้างความสนุกสนานคอยเบรกเกมเวลาที่มีการ "ว๊าก" ใส่พวกน้องปีหนึ่งหนัก ๆ

นนท์รอจนเย็นก็ไม่เห็นมีทีท่าว่าจะกลับกันเลย นนท์รู้สึกเบื่อเหมือนกันนนท์อยากกลับหอพักแล้วแต่ก็กลับไม่ได้ นนท์นั่งอยู่ในกลุ่มของคนทั่วไปที่มาพักผ่อนในสถานที่นี้ นนท์ไม่ค่อยได้ยินเสียงอะไรมากนัก นนท์ได้แต่มองและสังเกตเหตุการณ์ในระยะไกลเท่านั้น

"ไงครับน้องนนท์ อยากเปลี่ยนใจเข้าเชียร์หรือยัง เหตุการณ์เมื่อวานค่อนข้างแรงมากจนพวกพี่ๆ ปี 2 เกือบหมดความมั่นใจและไม่อยาก ว๊าก อีกเลย" นนท์หันไปตามเสียงที่นนท์ได้ยิน นนท์หน้าเสีย หน้านนท์ซีดขาว นนท์รีบยกมือไหว้ทันที่ที่นนท์หันไปเจอกับต้นเสียงที่นนท์ได้ยิน ภาพของชายหนุ่มรูปร่างบึกบึนยืนเอามือไพล่ไปข้างหลังใบหน้าสะอาดสะอ้านเกลี้ยงเกลาและหันมายิ้มอย่างเป็นมิตร นนท์ไม่รู้ว่าคนๆ นี้เป็นใครกันแน่แต่หน้าตาดูเป็นผู้ใหญ่มากแล้ว อายุคงสักประมาณ 23-24 ปีได้แล้วกระมัง ไส่แว่นกรอบสีดำสนิทผมสั้น นนท์สังเกตจากเสื้อที่ใส่เห็นว่ามีชื่อคณะบริหารฯ ปักอยู่ซึ่งทำให้เดาได้ว่าคงเป็นรุ่นพี่คนหนึ่งในคณะบริหารแน่ ๆ แต่นนท์กำลังคิดผิด!

"พี่รู้จักผมหรือครับ" นนท์ถาม

"รู้จักซิครับ บังเอิญนะครับ ไม่น่าเชื่อว่าจะมาเจอน้องที่นี่อีก คิดยังไงครับจะกลับเข้าเชียร์อีกไหมครับ" ยังคงเป็นคำถามเดิมๆ ที่นนท์ยังไม่สามารถหาคำตอบได้อยู่ดี

"ไม่ทราบซิครับ คงไม่มั๊งครับผมไม่ได้สำคัญอะไรขนาดนั้นหรอกครับ" นนท์ตอบตามความรู้สึกแกมประชด

"แล้วแต่เรานะ พี่คงไม่สามารถบังคับน้องได้ แต่พี่บอกได้เพียงว่าเหตุการณ์เมื่อวานสำคัญมาก น้องอาจจะพูดถูกนะครับ แต่ว่ามันเป็นเรื่องที่แก้ไขอะไรไม่ได้ เพราะไม่อย่างนั้นการ "ว๊าก" ก็จะล้มลงและถ้า "ว๊าก" ล้มพวกพี่ปี 2 จะต้องเสียหน้าและถูกตำหนิจากรุ่นพี่ปีสูงและพี่ที่จบไปแล้วเป็นอย่างมากแน่นอน น้องลองคิดดูนะครับ น้องอยากให้เป็นอย่างนั้นหรือเปล่าละครับ ไม่มีใครบังคับหรอกครับน้องต้องลองคิดดูนะครับ"

"ผมถึงกะว่าจะไม่เข้าไป "ว๊าก" ไงครับทุกอย่างจะได้ไม่ล้ม" นนท์ตอบและคิดว่าคำตอบนี้ละจะเป็นคำตอบสุดท้ายสำหรับเหตุการณ์นี้

"พี่ว่าคงจะไม่ละมั๊งครับ เหตุการณ์เมื่อวานพวกรุ่นพี่ปี 2 ทุกคนต้องร่วมกันรับผิดชอบ โดยเฉพาะพวกที่คุมเกมเชียร์และพวกว๊าก เพราะพวกเค้าคุมเกมไม่อยู่ จึงเป็นเหตุทำให้น้องคนหนึ่งต้องออกจากการเชียร์ และไม่สามารถชักนำให้กลับเข้าเชียร์ได้อีก ถึงแม้ว่าจะเป็นน้องเพียงหนึ่งคนเท่านั้น แต่ก็มีความสำคัญมาก คณะเรามีเพียงประมาณ 100 กว่าคนในแต่ละรุ่น และทุกคนมีความสำคัญเท่ากันหมดในสายตาของพวกพี่จริง ๆ แล้วไม่มีใครโทษว่าเป็นความผิดของน้องปีหนึ่งหรอกครับ เพราะน้องปีหนึ่งไม่ได้ทำอะไรผิด คนที่ผิดเป็นพวกที่คุมเกมเชียร์ต่างหาก พวกเค้าคุมจังหวะไม่ดีพอโดยเฉพาะกับเรา
เป็นครั้งแรกนะครับที่คณะเรามีน้องปีหนึ่งที่มีอายุน้อยขนาดนี้มาเรียนมหาวิทยาลัย อาจารย์ในคณะทุกคนรู้จักน้องดี และเรื่องของน้องก็ถูกยกมาพูดคุยกันก่อนที่น้องจะเข้าเรียนเสียอีก คณะฯเราเพิ่งจะตั้งแยกตัวจากคณะสังคมศาสตร์มาได้ไม่นาน อาจารย์ทุกท่านพยายามไม่ให้มีเด็กคนไหนที่เข้ามาเรียนแล้วเกิดปัญหา แต่ไม่ต้องตกใจนะครับเรื่องเด็กเรียนเกิน 4 ปีหรือมีเด็ก "ซิ้ว" ไม่ใช้เรื่องแปลก คนที่มาเรียนอายุน้อยๆ ก็ไม่ใช้เรื่องแปลกเช่นกัน เพียงแต่อาจารย์จะพยายามดูแลให้ดีที่สุดเท่านั้น อาจารย์กลัวว่าเมื่อน้องมาเรียนที่นี่คนเดียว แล้วมาเจออะไรที่เป็นสิ่งยั่วยุ ความเป็นเด็กของน้องอาจจะไม่สามารถตัดสินใจเลือกอะไรที่ดีที่สุดได้เท่านั้นนะครับ คิดดูนะครับอายุเพิ่งจะ 14 เอง แต่เรียนมหาลัยแล้ว อย่างต่ำสุดเด็กปีหนึ่งน่าจะประมาณ 18-19 ขนาดอายุมากกว่าเราตั้งเยอะยังทำเรื่องผิดพลาดบ่อยไปนะครับ จริงๆ อายุก็ไม่เกี่ยวอะไรมากนักหรอกครับ 15 กับ 18 ประสบการณ์ก็คงไม่ต่างอะไรกันมาก แต่ก้ออย่างว่านะครับถือเสียว่าเป็นสิ่งดีก็แล้วกันนะครับที่มีคนเป็นห่วง แต่เหตุการณ์เมื่อวานน้องพูดได้ดีนะครับ แต่ทำได้ดีหรือเปล่าพี่เองไม่อยากเป็นคนตัดสิน นนท์ลองคิดดูดีๆ นะครับว่านนท์อยากจะลองทำอะไรเพื่อใครบ้างหรือไม่" พอชายหนุ่มพูดเสร็จก็เดินจากไปทิ้งให้นนท์เดินกลับหอพักและทบทวนการตัดสินใจใหม่อีกครั้งหนึ่ง

.
[ อ่านตอนถัดไป (ตอนที่ 6) ]

[Home]