"เด็กน้อย ความรัก และ การเดินทาง"

เขียนโดย ผู้ไม่ประสงค์จะออกนาม

ตอนที่ 3 วันแรกของการซ้อมเชียร์

"น้อง ๆ คณะบริหารธุรกิจทุกคนเร็วหน่อยครับลงมาเข้าแถวข้างล่างได้แล้วครับ" เสียงกลุ่มรุ่นพี่นำวิ่งของคณะบริหารธุรกิจฯตะโกนผ่านโทรโข่งดังขึ้นมาทั่วบริเวณหอพักชายอาคารหนึ่ง นนท์รีบลุกขึ้นจากโต๊ะใส่รองเท้าแล้วลงมายังชั้น 1 เพื่อรวมตัวเข้าแถวกับเพื่อนๆทันที นนท์แต่งตัวเร็วและนั่งรอการเรียกในครั้งนี้ตั้งแต่ก่อนหน้า 30 นาทีแล้ว รุ่นพี่กลุ่มนำวิ่งที่มาในครั้งนี้มาเร็วไป 30 นาทีจากที่แจ้งไว้ล่วงหน้า จึงเป็นสาเหตุให้บางคนยังไม่ได้แต่งตัวเลยด้วยซ้ำ ดังนั้นการรวมตัวของเด็กนักเรียนปีหนึ่งคณะบริหารฯของอาคารหอพักชายหนึ่งจึงช้ามาก กว่าจะเรียบร้อยลงมากันครับหมดทุกคนก็กินเวลากว่า 30 นาที เกินกว่าเวลานัดหมายที่กำหนดไว้เล็กน้อย

"อะไรกัน ทำไมช้าอย่างนี้ แค่เรียกรวมตัวแค่นี้ยังไม่สามารถรับผิดชอบได้อย่างนี้จะตื่นไปเรียนหนังสือทันได้อย่างไร เรียนบัญชี เรียนบริหารการตรงเวลาเป็นสิ่งสำคัญที่สุด จะทำอย่างไรดีครับ น้องๆ คิดว่าจะแสดงความรับผิดชอบที่ทำให้รุ่นพี่ต้องมายืนตากแดดรอในครั้งนี้อย่างไรดีครับ" พี่คนหนึ่งตะโกนกึ่งตะคอกเสียงดังมาก วิธีตระโกนก็จะเป็นแบบว่ายื่นหน้ามาใกล้ๆ แล้วทำตาดุแบบว่าเหยียดๆ กึ่งดูถูกแล้วก็จะเดินไปพูดไปรอบๆ พวกเด็กปีหนึ่ง

นนท์ ได้แต่นึกในใจว่าเราเป็นนักศึกษานะนี่ไม่ได้เป็นนักเรียนร.ด. และอีกอย่างเราก็ไม่ได้คิดว่าการเรียนต้องพึ่งพาพวกรุ่นพี่พวกนี้เท่าใดนักหรอก เพราะสมัยตอนเรียนนนท์ก็ไม่ได้เห็นความสำคัญของรุ่นพี่รุ่นน้องเท่าใดนัก รู้จักแต่รุ่นเดียวกันเองดีกว่าด้วยซ้ำ เวลาเรียนเราก็ต้องพึ่งตัวเองเป็นหลักอยู่แล้ว ทำไมต้องมาอดทนต่อเสียงด่าเหล่านี้ นนท์ได้แต่คิดเท่านั้นไม่ได้มีคำโต้แย้งใดๆ ออกจากปากนนท์ เพราะโดยปกตินนท์จะไม่ค่อยเป็นคนแสดงความเห็นเท่าใดนัก อะไรทนได้จะทนไปก่อน

"เราจะไม่สายอีกแล้วครับ" เพื่อนปีหนึ่งคนหนึ่งตอบ

"ใครให้คุณพูด คุณไม่มีความเคารพพวกผมเลยใช่ไหม เวลาผมพูดคุณห้ามพูดแทรกรู้ไหม แล้วอะไรกัน พวกคุณไม่ได้คิดจะลงโทษตัวเองที่ปล่อยให้พวกผมและคนอื่นๆ รอเลยใช่ไหม พวกที่มาสายรู้ไหมคุณต้องให้เพื่อนๆ คุณยืนรอ กลางแดดเป็นเวลานานพวกคุณทำได้แค่บอกว่าจะไม่มาสายอีกแล้วเท่านี้ ใครจะไปเชื่อพวกคุณ ดังนั้นเราจะให้พวกที่มาสายวิดพื้น 50 ครั้ง แล้วถ้าพรุ่งนี้มาสายอีกจะเพิ่มเป็น 70 ครั้ง เอ้าเริ่มทำได้" รุ่นพี่ปี 2 ซึ่งไว้หนวดเครารุงรัง ตะโกนแล้วก็ยื่นหน้าเข้าไปใกล้พวกกลุ่มมาสาย พร้อมเร่งให้พวกเข้ารีบวิดพื้นทันที บางคนที่ยึกยักเหมือนไม่ทันตั้งตัว ก็จะโดนตะคอกว่า กล้าหือกับรุ่นพี่หรือไง อยากเป็นหมาหัวเน่าไม่มีใครเอาหรือยังไง

พวกที่มาสายในครั้งนี้มีจำนวน 3 คน พวกเค้าเริ่มลงมือวิดพื้นทำไปได้สัก 10 ที บางคนก็เริ่มจะแสดงอาการไม่ไหวแล้วการวิดพื้น 50 ครั้งติดต่อกันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย "เอ้าๆ พอ ๆ อะไรกันเหยาะแหยะจริงแค่ 10 ครั้งก็แทบจะเป็นลมกันแล้ว" จริงๆ แล้วพวกพี่ๆ พวกนี้ไม่ได้ตั้งใจกะว่าจะให้วิดพื้น 50 ครั้งจริงๆ หรอกกะไว้ว่าสัก 10-20 ก็คงจะพอแล้วละ ดังนั้นจึงบอกให้พวกน้องๆ พอแค่นั้น "สิ่งหนึ่งที่พวกพี่จะบอกไว้สำหรับการอยู่ร่วมกันสำหรับคนหมู่มากก็คือ การสามัคคีกันพวกน้องๆ จะต้องช่วยเหลือกัน แต่นี่อะไรกัน เพื่อนมาสายโดนให้วิดพื้น ไม่มีใครช่วยเลยใช่ไหม ตอนนี้วิดไปได้ 10 ครั้งแล้วยังขาดอีกตั้ง 40 ครั้งใครจะช่วยเหลือเพื่อนๆ บ้าง แต่เดี๋ยวก่อนเนื่องจากพวกน้องๆ ไม่ได้มีความรับผิดชอบและยังขาดความสามัคคีอีกเอาเป็นว่าพี่เพิ่มให้อีกเป็น 100 ครั้ง เริ่มทำได้"

พวกนักเรียนปีหนึ่งแต่ละคนมองหน้ากันเลิกลักตั้ง 100 ครั้งใครจะไปทำได้ ดังนั้นรุ่นพี่จึงเริ่มทำทีละคนและให้นับต่อกันไปจนกว่าจะครบ โดยให้คนแรกทำก่อนได้กี่ทีก็ให้อีกคนนับต่อทำไปแบบนี้จนครบ 100 ครั้ง ทุกคนพยายามที่จะทำเท่าๆ กันถ้าใครทำได้มากกว่าก็ให้ทำไป กล่าวคือให้ทำให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่อย่างไรก็ตามผลสุดท้ายกลับมาตกหนักที่ นนท์ ที่เป็นคนตัวเล็กที่สุดในแถวจึงถูกทำเป็นคนสุดท้าย นักเรียนปีหนึ่งคณะบริหารธุรกิจฯ ที่อยู่หอพักชายอาคารหนึ่งดันมีน้อยด้วยมีเพียง 8 คนเท่านั้นโดนทำไปแล้ว 3 เหลืออีก 5 คนรับผิดชอบ 100 ครั้ง ในตอนแรกๆ นึกว่าจะวนรอบใหม่ได้แต่พวกพี่ๆ บอกว่าไม่ได้ถ้าครบรอบไม่สำเร็จจะให้เริ่มนับหนึ่งใหม่ ตอนนี้มาถึงนนท์แล้วยังขาดอยู่ 40 ครั้ง สาเหตุที่เหลือถึงนนท์ค่อนข้างเยอะเพราะนักเรียนคนหนึ่งที่มาจากจังหวัดลำพูนทำได้น้อยมาก นนท์เพิ่งสังเกตว่านักเรียนคนนี้มีอากัปกิริยาแปลกว่าคนอื่นๆ ดูจะเหนี่ยมๆ อายๆ เรียบร้อยและไม่ทะมัดทะแมงในแบบที่ผู้ชายทั่วไปควรจะเป็น แถมวิดพื้นได้ 5 ครั้งเองทำให้ที่เหลือตกอยู่กับเพื่อนๆ คนต่อมา นนท์รับรู้ได้จากสัญชาตญาณ (ของความเป็นอะไรก็แล้วแต่ในขณะนั้นไม่อาจเข้าใจได้) ว่าเพื่อนคนนี้ของนนท์เป็น Love Boy แน่ๆ เลยภายหลังมา ทราบว่าเพือนคนนี้ชื่อ "ต่าย"

ต่ายยืนดูเพื่อนๆ อย่างรู้สึกสำนึกผิด สังเกตได้จากแววตาที่มองไปยังเพื่อน และจะกล่าวคำขอโทษทุกครั้งเมื่อเห็นว่าเพื่อนๆ พยายามวิดพื้นในส่วนของตนด้วย จากจำนวนครั้ง 100 ครั้งต่ายทำไป 5 ครั้ง เหลือ 95 ครั้งสำหรับคน 4 คน ดังนั้นแต่ละคนจะต้องรับไปอีก 20 กว่าครั้งต่อคน ฟังดูเหมือนไม่ยากอะไร แต่บางคนไม่ได้ฝึกมานาน 10 ครั้งนี่ก็แทบยากแล้ว เพราะต้องขึ้นลงแบบสุดๆ สำหรับนนท์ 20 ครั้งไม่ได้ยากอะไรเพราะนนท์เป็นนักกีฬา แต่นนท์ก็ไม่ได้มั่นใจมากนัก เพราะตอนที่นนท์วิดพื้นตอนอาจารย์สั่งให้ฝึกมีเพียงจุดประสงค์ให้เหมือนกับเป็นการเตรียมพร้อม หรือ วอร์มอัพเท่านั้น การขึ้นลงของแขนจะเป็นแบบไม่ได้ตึงสุดๆ ดังนั้น 45 ครั้งสำหรับนนท์ในครั้งนี้จึงเป็นเรื่องที่หนักมาก

"เอ้าน้องคนสุดท้าย ทำได้ครับ 45 ครั้งนะครับ ทำไม่ได้ให้เริ่มนับ 1 ใหม่" นนท์เตรียมพร้อมสำหรับการวิดพื้น บนถนนปูน ก่อนเริ่มลงมือนนท์มองไปยังกลุ่มเพื่อนๆ และสังเกตเห็นว่า ต่าย ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ นนท์เข้าใจความรู้สึกนี้เป็นอย่างดี เพราะความรู้สึกแบบนี้ยากที่จะอธิบายต้องเจอเองถึงจะเข้าใจได้

สัมผัสแรกของฝ่ามือของนนท์ที่ทาบลงกับพื้นปูนทำให้นนท์ทราบแล้วว่าทำไมพวกเพื่อนๆ แต่ละคนทำได้น้อยเหลือเกิน เพราะพื้นร้อนมากและเจ็บด้วยเนื่องจากพื้นจะมีเศษหิน เศษทราย เล็กๆ ตกอยู่เกลื่อนไปหมด

"1,2,3,4,5……..25,26,27…….31" สาบสิบกว่าครั้งแล้วนนท์รู้สึกเจ็บมือเป็นอย่างมาก นนท์รู้สึกว่าแขนของนนท์แทบไม่มีแรงเหลืออยู่แล้ว จนนนท์ไม่แน่ใจว่าเมื่อนนท์ล้มตัวลงครั้งนี้จะสามารถยกตัวขึ้นมาอีกได้หรือไม่ แขนนนท์เริ่มสั่น นนท์ไม่ได้เงยหน้ามองใครทั้งสิ้นตั้งแต่ครั้งที่ 25 ขึ้นมาความช้าในการวิดพื้นก็ลดลงมากกว่า 50% แล้ว นนท์ได้ยินเสียงเพื่อนๆ บางคนบอกว่า "น้อง ถ้าไม่ไหวพอเถอะ เดี๋ยวเริ่มใหม่ได้" แต่สำหรับนนท์แล้วนนท์ทราบดีว่าคงเป็นไปได้ยากและมันจะยิ่งทำให้ต่ายรู้สึกผิดมากขึ้นไปอีก นนท์ไม่ชอบเห็นเหตุการณ์แบบนี้ ถึงแม้ว่าจะเป็นเหตุการณ์ที่น่าประทับใจก็ตาม ที่จะได้เห็นเพื่อนๆ ร่วมกันรับผิดชอบอีกครั้ง ซึ่งสุดท้ายรุ่นพี่ก็คงจะบอกยกเลิกโดยหาข้ออ้างต่างๆ มาเพื่อเป็นการช่วยให้ไม่ต้องทำถึง 100 ครั้งเหมือนในละครทีวีที่นนท์ชอบดูบ่อยๆ แต่นนท์ไม่ได้รู้สึกอย่างนั้น
โดยนิสัยของนนท์แล้ว นนท์มักจะอายและเขินกับเหตุการณ์แบบนี้มากไม่ว่านนท์จะทำอะไรสำเร็จแล้วได้ประกาศชื่อหน้าเสาธงเพื่อให้ไปรับรางวัล นนท์จะมีความรู้สึกไม่อยากออกไปมากที่สุด ความรู้สึกนี้นนท์ไม่สามารถหาคำตอบได้เสียทีว่าทำไมนนท์ถึงรู้สึกเช่นนั้น ครั้งนี้ก็เช่นกันอย่างไรก็ตามนนท์ก็ต้องพยายามทำให้ครบให้ได้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม "42,….43,……44,……………..45" ในที่สุดก็ทำได้ครับ ครั้งสุดท้ายเมื่อนนท์ยกตัวขึ้นแล้วก้มลงพร้อมยกตัวขึ้นอีกครั้งและเมื่อสิ้นเสียงนับตัวเลข นนท์ก็แทบจะล้มตัวปล่อยแขนลงไปนอนทั้งอย่างนั้นเลยดีที่ว่าเพื่อนๆ ที่อยู่ใกล้ช่วยดึงนนท์ขึ้นมา สภาพนนท์ขณะยืนขึ้นไม่หลงเหลือคราบของนักศึกษาปีหนึ่งที่เพิ่งอาบน้ำแต่งตัวด้วยเสื้อสีขาวตัวใหม่แต่อย่างใดเลย เสื้อผ้าหลุดหลุ่ย เหงื่อเต็มเสื้อไปหมด แฉะจนกระทั่งมองเข้าไปเห็นเสื้อกล้ามข้างในได้อย่างชัดเจน นนท์สังเกตเห็นว่า ต่าย ยืนน้ำตาซึมก้มหน้าอยู่ในแถว

"เอ้า พอแล้วต่อไปเราจะวิ่งไปคณะกัน" นนท์มาทราบภายหลังว่าจริงๆ ต้องวนไปรับนักเรียนปีหนึ่งที่หอพักอื่น ๆ แต่ว่ามันค่อนข้างช้ามากแล้ว ดังนั้นรุ่นพี่จึงแยกกันออกไปรับเด็กที่หอพักอื่นและพาไปคณะเรียบร้อยแล้วจะมีก็แต่เด็กที่อยู่หอหนึ่งเท่านั้นที่ช้ากว่าเพื่อน ๆ

รุ่นพี่วิ่งออกนำหน้า 2 คนแล้วก็ให้น้องๆ วิ่งต่อไปอีก บางคนก็ขี่มอเตอร์ไซด์ตาม รุ่นพี่ที่เหลือวิ่งรอบๆ รุ่นน้องเพื่อคอยดูแลไม่ให้แตกแถวและคอยดูรถยนต์ รถมอเตอรไซด์ที่วิ่งไปมาด้วย นนท์แถบจะเดินไม่ไหวด้วยซ้ำหิวน้ำก็หิว แล้วจะต้องมาวิ่งอีกนี่นนท์จะทนไหวหรือเปล่านี้นนท์คิด เพื่อนๆ ที่วิ่งไปข้างหน้าจะคอยหันมาถามเสมอว่าไหวไหม คำตอบก็คือไหว แต่ระยะห่างระหว่างนนท์กับเพื่อนคนสุดท้ายห่างออกไปทุกทีจนเหลือนนท์และรุ่นพี่ปี 2 อีก1 คนเท่านั้นที่วิ่งคู่กัน

"น้องพยายามหน่อยนะครับ" เป็นเพียงคำปลอบใจอย่างจริงใจเพียงคำเดียวที่นนท์ได้ยิน

สุดท้ายนนท์ก็มาถึงคณะบริหารฯ ที่นั่นเพื่อนๆยืนเข้าแถวกันหมดแล้วทุกคนอยู่ในสภาพเรียบร้อยเป็นอย่างดี ยืนกลางแดดจ้า เวลาในขณะนั้นเป็นเวลาบ่าย 4 โมงเย็นแล้ว แดดในช่วงเดือนฤดูร้อนแม้จะเป็นช่วงเย็นก็แรงเอาเรื่องทีเดียว

"น้องไปรวมกับเพื่อน ยืนเรียงตามรหัสนักศึกษานะครับ" นนท์จัดแจงกับเสื้อผ้าแล้วเข้าไปรวมตัวที่กลุ่ม วันนี้เป็นวันแรกของการซ้อมเชียร์รุ่นพี่ไม่ได้ทำอะไรมากส่วนมากจะเป็นการอธิบายอะไรหลายๆ อย่าง มีการแนะนำตัวผู้ที่เกี่ยวข้องกับการเชียร์ มีพวกนำเชียร์ร้องเพลงพวกนำวิ่ง พวกที่ "ว๊าก" เรียกยาวๆ ว่าพวกดูความเรียบร้อยในห้องเชียร์ และนนท์ก็ได้รู้จักชื่อของพี่หน้าเหี้ยม 2 คนที่ตะโกนเรียกให้นนท์บอกชื่อเพื่อนกันอายุตัวเอง 2 คนนี้คนหนึ่งเป็นประธานรุ่นอีกคนเป็นประธานเชียร์ชื่อ วุฒิ กับ สิทธิ

วันแรกทุกคนยืนร้องเพลงหน้าคณะกลางแดด โดยมีพี่นำเชียร์ร้องเพลงเชียร์ให้ฟัง 2 ครั้งแล้วเริ่มให้น้องๆ ร้อง ซึ่งมันก็เป็นไปได้ยากมากที่คนเป็นร้อยจะร้องเพลงที่ฟังเพียง 2 ครั้งแล้วร้องตามได้เลย ดังนั้นจึงโดนทำโทษเช่น หมอบคลานกับพื้นอยู่กับที่แล้วพวกพี่ ๆ จะรุ่มเข้ามาว่า ไม่ใช้การด่า แต่เป็นการพูดตะโกนแบบเจ็บใช้อารมณ์เยอะ ๆ ทั้งสีหน้าและท่าทาง ปกติจะมีคนเริ่มตะโกนก่อน แล้วจะมีพวกที่ตะโกนประโยคนั้นซ้ำ ๆ ที่ข้างหู

นนท์ สังเกตว่าพี่สิทธิ และ พี่วุฒิ มักจะมาตะโกนใส่ที่นนท์บ่อยที่สุด นนท์ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเป็นแบบนี้ อากาศร้อนมาก เหงื่อของนนท์จากการวิดพื้น การวิ่ง และจากการยืนตากแดดนาน ทำให้นนท์แทบจะหมดความอดทนหลายครั้ง นนท์มีคำถามเกิดขึ้นในใจมากมาย และ เข้าใจว่าทุกคนในที่นี้ที่เป็นเด็กปีหนึ่งก็คงมีความรู้สึกเช่นเดียวกับนนท์ แต่ไม่มีใครกล้าแสดงออก ไม่มีใครกล้าเสี่ยงที่จะเอาตัวเองเข้าไปแลก แม้นนท์จะรู้ว่านี่เป็นการแสดงวิธีหนึ่งที่รุ่นพี่ทำเพื่อมีวัตถุประสงค์ให้ทุกคนรู้จักกันเร็วขึ้น รู้จักรักกัน เห็นใจกัน และ ช่วยเหลือกัน แต่ความอดทนของคนมีไม่เท่ากัน และความเห็นต่อเรื่องแบบนี้ก็มีไม่เหมือนกัน หลายคนเข้าใจว่าการทำเช่นนี้เป็นเรื่องงี่เง่า แต่ในหลายปีที่ผ่านมาก็พิสูจน์ให้เห็นว่าการทำแบบนี้ที่เรียกว่าการ "ว๊าก" ก็ทำให้เด็กรุ่นน้องทุกคนรู้จักสนิทสนมกันเร็วขึ้นและมีความเห็นอกเห็นใจกัน (อาจจะเฉพาะในช่วงแรก ๆ เท่านั้น) นนท์เองก็พยายามทำความเข้าใจและพยายามนึกว่าอย่าไปสนใจเลยอีกไม่กี่อาทิตย์ก็จะหมดเหตุการณ์แบบนี้แล้ว ปกติการว๊ากแบบนี้สำหรับคณะบริหารฯ อาจารย์กำหนดให้แค่ 2 อาทิตย์เท่านั้น นนท์คิดว่า 2 อาทิตย์ ไม่ได้ยาวนานเท่าไรหรอกแต่ครั้งนี้นนท์คิดผิดอย่างมาก

การซ้อมเชียร์ในวันแรกจบลงประมาณ 2 ทุ่มหลังจาก 6 โมงครึ่งแสงไฟจากดวงอาทิตย์มีไม่เพียงพอ แต่รุ่นพี่กลับไม่ยอมปล่อย แต่ให้เราฟังเนื้อเพลงและให้จำพร้อมกับไห้ร้องตาม ซึ่งมันก็เหมือนคนกำลังหาเรื่องกันมากกว่า วัตถุประสงค์ที่แท้จริงคือทำอย่างไรก็ได้ให้เป็นการจุดประเด็นให้มีการด่ากันเกิดขึ้นเท่านั้น

ตอนกลับรุ่นพี่จะเริ่มนำวิ่งอีกแล้ว โดยวิ่งไปส่งผู้หญิงที่หอหญิงก่อน จนครับแล้วก็จะปล่อยเด็กที่อยู่บ้านในเมืองที่หอพักหญิงอาคาร 3 ส่วนผู้ชายจะให้ปล่อยที่หอชายอาคาร 4 โดยแต่ละที่รุ่นน้องต้องร้อง "บูม" ก่อนทุกครั้ง 3 ครั้งเป็นอันเสร็จการเชียร์

ตอนวิ่งกลับหอพักแต่ละหอ นนท์แทบจะเป็นคนที่อยู่หลังที่สุดเพราะนนท์แทบไม่มีแรงเหลืออยู่แล้ว ในขณะที่วิ่งจะมีรุ่นพี่ประกบนนท์ทุกครั้งและจะถามเสมอว่าวิ่งไหวหรือไม่ ซึ่งนนท์จะตอบว่าไหวครับทุกครั้งแล้วพยายามเร่งความเร็วขึ้นไปอีก เพราะนนท์กลัวว่าจะต้องมีใครถูกทำโทษเพราะนนท์มากกว่า

สิ้นเสียงบูมที่หอพักชายอาคาร 4 นนท์แทบจะล้มตัวลงนอนตรงนั้นเลย นนทค่อยทรุดตัวนั่งยองๆ ลงกับที่ นนท์แค่อยากพักเท่านั้น ไม่ได้ต้องการแสดงความน่าเห็นใจแต่อย่างใด นนท์ต้องการนั่งเพียงนิดเดียว เพราะเข้าใจว่าคงไม่เป็นที่สังเกตของใครหรอกเพราะว่าคนประมาณ 50 คน จะสลายตัวคงใช้เวลาประมาณ 2-3 นาที แต่นนท์คิดผิดเพื่อน ๆ ที่หอพักอาคาร 1 ทุกคนรู้เรื่องของนนท์เป็นอย่างดีโดยเฉพาะต่ายทุกคนรีบเดินมาหานนท์ทันที

"ไงนนท์ ไหวหรือเปล่า เราช่วยนะ" ต่ายเดินเข้ามาคนแรกและฉุดแขนนนท์ขึ้นมา นนท์ตกใจเล็กน้อยและตอบกลับไปว่า "ไม่เป็นไรหรอกครับ แค่เหนื่อยนิดหน่อยนะครับ กลับกันเลยนะครับ" และนนท์กับเพื่อนๆ หอหนึ่งก็เริ่มเดินผ่านหอพักชายอาคาร 4 เข้าหอพักชายอาคาร 5 จนถึงหอพักชายอาคาร 1 ระหว่างทางไม่มีเสียงพูดอะไรจากนนท์ทั้งสิ้นมากไปกว่าคำว่า "ครับ" นนท์เหนื่อยเกินไปกว่าจะคิดเรื่องอื่น ต่าย เดินไปขอโทษทุกคนไป ซึ่งก็ไม่ได้มีใครคิดอะไรทุกคนไม่ได้โทษว่าเป็นความผิดของต่ายแต่อย่างใด ตอนนี้นนท์ไม่ได้เรียกทุกคนว่าพี่ และทุกคนก็จะไม่เรียกนนท์ว่าน้องอีกเช่นกัน เพราะในระหว่างการว๊าก รุ่นพี่ได้ห้ามไม่ให้มีการใช้สรรพนามนี้เด็ดขาด เพราะว่าไม่จำเป็นแล้วให้ไปใช้หลังจากเชียร์เสร็จ

"น้องนนท์ครับ" ระหว่างทางที่นนท์และเพื่อนกำลังเดินเข้าอาคาร รุ่นพี่คนหนึ่งซึ่งนนท์ไม่รู้จักแต่รู้ได้ว่าเป็นรุ่นพี่ที่อยู่ในกลุ่มเชียร์สังเกตจากเสื้อที่ใส่อยู่ "พี่รหัสฝากของมาให้ครับ ปกติจะยังไม่มีการซื้อของให้น้องจนกว่าจะใกล้วันครบเชียร์นะครับ แต่นี้เป็นของที่พี่รหัสเข้าฝากมาให้ก่อนนะครับ" ผมไม่ได้สนใจอะไรรับของมาแล้วก็กล่าวคำขอบคุณพร้อมเดินเข้าขึ้นอาคาร เปิดห้องเข้าไปพบ นัย กำลังนั่งคุยกับ วิทย์อยู่ สภาพของนนท์ไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไรมาก สีหน้าและอากัปกิริยา ไม่ได้อยู่ในอารมณ์ที่จะพูดอะไรกับใครทั้งสิ้น นัยพยายามถามอะไรต่างๆ แต่ไม่ได้มีเสียงตอบจากนนท์มากนัก นนท์ไม่เข้าใจว่าทำไมนัยต้องมาวุ่นวายอะไรขนาดนี้ด้วย นนท์ไม่ได้สนใจในตัวนัยเลยแม้แต่น้อย ในหัวนนท์ มีแต่เรื่องอื่นเต็มไปหมด นนท์ขอตัวเข้าห้องน้ำและเมื่อแต่งตัวเสร็จ นนท์ก็ขอตัวเข้านอนทันทีโดยไม่ได้สนใจเลยว่า นัย จะรู้สึกอย่างไร ในหัวของนนท์มีเพียงเรื่องการนอนเพียงอย่างเดียวเท่านั้นในเวลานี้

.
[ อ่านตอนถัดไป (ตอนที่ 4) ]

[Home]