"เด็กน้อย ความรัก และ การเดินทาง"

เขียนโดย ผู้ไม่ประสงค์จะออกนาม

ตอนที่ 2. เพื่อนใหม่ พี่ใหม่ น้องใหม่

"พี่วิทย์ครับ ตื่นได้แล้วครับ 7 โมงแล้วครับ" นนท์ปลุกวิทย์ให้ตื่นนอนหลังจากที่นนท์อาบน้ำเสร็จเรียบร้อยแล้ว วิทย์ค่อยดันตัวเองลุกขึ้นจากเตียง ในขณะที่นนท์เองก็กำลังเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว วิทย์ก็ลุกขึ้นถอดเสื้อออกแล้วผันผ้าช่วงล่างเดินออกจากห้องไปเข้าห้องน้ำทันที ถึงแม้ว่าหุ่นของพี่วิทย์จะไม่ได้บึกบึนอะไรมากนัก แต่ก็แกร่งสมชายที่เดียว นนท์แอบมองด้วยความชื่นชม ในขณะนั้นนนท์ยังไม่ได้รู้สึกอะไรมากมายกับความต้องการที่มีต่อเพศเดียวกันหรือเพศตรงข้าม สภาพแวดล้อมที่นนท์เจอมาตั้งแต่ในอดีตในวัยเด็กไม่ได้ช่วยให้นนท์ได้มีประสบการณ์ในเรื่องเหล่านี้มากนัก นนท์ ไม่ได้มีเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันมากนัก กับเพื่อนที่โรงเรียน นนท์ ก็ไม่ได้สนิทกับใครเป็นพิเศษมากพอขนาดที่จะคุยหรือแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในเรื่องเพศเลย

นนท์กับวิทย์เดินลงมาจากหอพักเพื่อจะเดินทางไปคณะเพื่อทำการรายงานตัวอะไรและจัดการธุระต่าง ๆ อีกเล็กน้อย คณะเรียนของนนท์กับวิทย์จริง ๆ แล้วอยู่ห่างกันมากคณะวิทยาศาสตร์ จะอยู่ประมาณว่าใจกลางของมหาวิทยาลัยเพราะเป็นคณะเก่าแก่มีมาตั้งแต่แรก ๆ ในขณะที่คณะบริหารธุรกิจ เป็นคณะใหม่ที่แยกตัวมาจากคณะสังคมศาสตร์ เลยต้องไปสร้างตึกที่บริเวณที่ว่างใกล้คณะเกษตร กับ คุรุศาสตร์ติดกับประตูทางออกด้านหลัง (ตัวผู้เขียนชอบสถานที่ตั้งที่เป็นคณะสังคมศาสตร์มากกว่าเพราะอยู่ใจกลางดี เดินทางสะดวก และ ก็ดูไม่โดดเดี่ยวเท่าไร) คณะวิทย์จะอยู่ใกล้กับอาคารเรียนรวมที่เด็กในมหาวิทยาลัยมักเรียกว่าตึก RB

นนท์นั่งซ้อนมอเตอร์ไซด์วิทย์ไปยังตึกรายงานตัว ที่นั่นมีเด็กนักเรียนปีหนึ่งเป็นจำนวนมากรอรายงานตัว จริง ๆแล้วการรายงานตัวครั้งแรกที่เป็นครั้งสำคัญเสร็จสิ้นไปแล้วก่อนเปิดเทอม แต่การรายงานตัวครั้งนี้เป็นแบบของคณะใครคณะมันซึ่งจะมีการทำบัตรต่าง ๆ จะเรียกว่าการรายงานตัวก็คงไม่ถูกนักนะครับ เอาเป็นว่าเหมือนการเรียกมาทำเอกสารให้ครบ เพื่อเตรียมตัวเปิดเทอมจริงเสียมากกว่า การรายงานตัวครั้งนี้ไม่ได้ถูกจัดขึ้นทุกคณะ บางคณะที่ได้มีการจัดทำไปแล้ว ในวันรายงานตัวครั้งแรกกะจะไม่จัดอีก แต่จะมีการเรียกให้น้อง ๆ ปีหนึ่งมารวมตัวกันเพื่อเตรียมตัวนัดแนะเรื่องการรับน้องก็มีไม่น้อย

นนท์กับวิทย์แยกออกจากกันหน้าคณะของวิทย์เอง โดยเค้าจะเข้าไปหาเพื่อนก่อน ส่วนนนท์ก็เดินตรงมายังจุดรายงานตัว นนท์เดินไปรอบ ๆ ดูไม่ออกว่าตรงไหนเป็นของคณะอะไร จะสังเกตจากว่ามีรุ่นพี่ปี 2 จะคอยตะโกนถือป้ายคณะเพื่อเรียกน้อง ๆ ให้ไปรายงานตัว และรวมตัวตามคณะที่สอบติดได้

"ไง นนท์ หาคณะตัวเองเจอหรือยัง" นัยเดินเข้ามาทักทายนนท์พร้อมอาสาแกมบังคับที่จะพานนท์เดินฝ่าฝูงชนเข้าไปข้างในตึก โดยการเดินทะลุมาอีกด้านของตึก RB "นั่นไง คณะเรา" นัย ชี้ไปที่คณะบริหารธุรกิจที่มีรุ่นพี่และน้อง ๆ ยืนอยู่กันเต็มไปหมด "รายงานตัวเสร็จแล้วโดยปกติจะปล่อยน้องกลับหอพักก่อนเพราะวันนี้ยังไม่มีเรียน จะเริ่มเรียนอีกทีก็อีก 3 วันนะ ถ้านนท์รายงานตัวเสร็จแล้วเดินไปหาพี่ที่คณะนะ จะได้กลับพร้อมกันเพราะเราไม่มีรถไม่ใช่หรือ" นัย พูดเองเออเองเสร็จโดยไม่ปล่อยให้นนท์พูดอะไรทั้งสิ้น แล้วตัวเองก็เดินพานนท์มาที่คณะบริหารฯ โดยไม่สนใจต่อความต้องการหรือแม้แต่จะถามนนท์เลยแม้แต่น้อย

"กิจ นี่น้องชายเรา ยังเด็กอยู่เลย สอบเทียบมาฝากด้วยนะ" นัยเดินไปทักทายเพื่อนต่างคณะ ซึ่งนนท์เดาว่าคงจะเป็นเพื่อน ๆ ที่รู้จักกันมาก่อนเป็นอย่างดีพิจารณาได้จากสำเนียงและวิธีการพูดคุย

"น้องชื่ออะไรครับ" กิจ ถามนนท์ แล้วเดินไปเลือกบัตรที่มีชื่อติดอยู่ พร้อมกับนำมาลัยเป็นดอกกล้วยไม้มาคล้องคอ แล้วปล่อยให้นนท์เดินไปรายงานตัวตามจุดต่างๆ ขณะที่นนท์กำลังรายงานตัวตามจุดต่างๆ นนท์สังเกตเห็นได้ว่าพวกกลุ่มรุ่นพี่มักจะซุบซิบและมองมายังนนท์บ่อยๆ นนท์ทำเป็นมองไม่เห็นว่าตัวเองถูกหยิบหยกเป็นประเด็นพูดคุย เพราะนนท์เองก็ไม่สามารถรู้ได้ว่าเรื่องที่พวกรุ่นพี่กำลังจับกลุ่มพูดถึงกันอยู่นั้นเป็นเรื่องของนนท์หรือเปล่า หรือแม้ว่าจะใช่นนท์เองก็ไม่สามารถรู้ได้ว่าเป็นเรื่องอะไร เพียงแต่ในใจของนนท์กับรู้สึกกระวนกระวายและรู้สึกกลัวอะไรบางอย่างที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่างบอกไม่ถูก ณ.เวลานั้นนนท์ไม่รู้ว่าการที่พี่กิจมาทำการฝากฝังนนท์กับรุ่นพี่จะเป็นการทำให้เกิดความหมั่นไส้หรือเปล่า นนท์กลัวว่าตอนรับน้องนนท์จะกลายเป็นคนที่โดนแกล้งมากที่สุด คณะบริหารธุรกิจฯแม้จะไม่ได้ขึ้นชื่อว่ามีการรับน้องหรือที่เรียกว่า "ว๊าก" โหดเท่าคณะวิศวะและคณะเกษตร แต่ก็มีชื่อเสียงเรื่องความโหดไม่เบาทีเดียว สิ่งที่นนท์กลัวมากที่สุดก็คือการถอดเสื้อหรือกางเกง นนท์จะอายที่ต้องทำแบบนี้ต่อหน้าคนทั่วไป นนท์คิดไปหลายอย่างแม้แต่การคิดว่าตัวเองแสดงออกมากไปหรือไม่ นนท์เป็นเด็กเรียบร้อยมาตั้งแต่เด็กๆ แต่ไม่ได้หมายความว่าเป็นคนอ่อนแอ นนท์เล่นกีฬาได้ดีที่เดียวความเป็นผู้นำก็พอใช้ได้ แต่จะด้วยเหตุผลใดไม่ทราบนนท์มักจะไม่ค่อยชอบการวิวาท ความรุนแรง และสิ่งที่แปลกที่สุดคือนนท์ไม่เข้าใจว่าทำไมตัวเองต้องอายที่จะถอดเสื้อผ้าต่อหน้าคนอื่น นนท์เคยถูกล้อว่าเป็นกระเทยแต่ ก็ไม่ได้รุนแรงอะไรมาก เพราะโดยนิสัยแล้วนนท์เป็นคนเงียบๆ มากกว่า แต่ด้วยความที่เวลาจะเอาจริงกับอะไรแล้วก็มักจะทำได้ดีพอสมควร คำซุบซิบจึงค่อยๆ เลือนหายไปกอรปกับนนท์เองก็ยังอยู่ในกลุ่มผู้ชายปกติ และนนท์เองก็สามารถทำกิจกรรมเช่น การเล่านบอลตอนพักเที่ยง หรือ เล่นบาสได้เหมือนเพื่อนทั่วๆไป แต่นนท์จะทำกิจกรรมเหล่านี้เฉพาะตอนเรียนในโรงเรียนเท่านั้น นนท์มักจะไม่เคยถูกเพื่อนๆ ชวนไปดูหนังหรือไปเที่ยวในวันหยุดเลย ซึ่งอาจเป็นเพราะทุกครั้งที่เพื่อน ๆ เอ่ยปากชวนมักจะได้รับการตอบปฏิเสธจากนนท์แทบทุกครั้ง ในวันหยุดนนท์ต้องช่วยแม่และพี่ๆ ทำงานที่ปั๊มน้ำมันที่อยู่ห่างจากตัวจังหวัดหลายกิโลทีเดียว นนท์จึงไม่ค่อยมีเพื่อนสนิทจริงๆ เลยในขณะที่เรียนหนังสือในชั้นมัธยม

การรายงานตัวสิ้นสุดลง พี่ๆ ให้น้องใหม่ทุกคนมานั่งกลุ่มรวมกัน และทำการขานชื่อพร้อมกับให้น้องๆ แนะนำประวัติส่วนตัวเล็กน้อย โดยพี่ๆ จะให้น้องทุกคนทำท่าทางแปลกๆ แตกต่างกันออกไปเช่นให้ทำปากเบี้ยวรายงานตัวบ้าง ให้เต้นไปรายงานตัวไปบ้างเป็นที่สนุกสนานสำหรับรุ่นพี่ แต่ไอ้พวกรุ่นน้องนี่ซ ิโดยเฉพาะกับนนท์ที่ไม่ชอบอะไรแบบนี้เลยด้วยซ้ำ แถมเวลาใครทำอะไรแบบนี้นนท์จะไม่อยากมองไม่อยากดู เพราะรู้สึกสงสารเค้าเป็นอย่างมากแต่นนท์ก็ไม่สามารถทำอะไรได้มาก นนท์รู้แต่เพียงว่าต้องทำให้เสร็จทีเดียวผ่านโดยไม่ยึกยัก คือถ้าให้โดนทำอะไรก็ทำไปเลยอย่างลังเลเพราะจะผ่านได้ง่ายๆ บางคนอายมากทำไปอายไปหรือทำไม่ถูกใจรุ่นพี่ก็จะโดนเรียกให้ทำอยู่นั่นแหละ ในครั้งนั้นนนท์ถูกให้รายงานตัวไปพร้อมกับร้องไห้ไป ซึ่งนนท์คิดว่ามันก็น่าจะจบและผ่านไปได้ด้วยดีแต่นนท์ไม่ได้โชคดีเท่าไรนัก

"น้อง รู้จักใครในที่นี้บ้างครับ" พี่คนหนึ่งตะโกนออกมาจากกลุ่มเสียงดัง นนท์สังเกตได้จากท่าทางแล้วสามารถสรุปได้ว่าจากผมที่รุงรังและหนวดเคราที่เหมือนโจร พี่คนนี้คงจะเป็นขาใหญ่ในรุ่นทีเดียวและคงจะเป็นตัวหลักในการ "ว๊าก" ที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
"รู้จักครับ" แล้วนนท์ก็เอ่ยชื่อรุ่นพี่คนหนึ่งที่นนท์รู้จัก ยังถือว่าเป็นโชคดีในความโชคร้ายของนนท์อยู่บ้าง ที่มีรุ่นพี่โรงเรียนเดียวกันสอบติดที่เดียวกันแถมเป็นรุ่นพี่ที่เรียนในห้องทับเดียวกัน (หมายถึง 4/6,5/6,6/6 ซึ่งจะถูกจัดให้อยู่สีเดียวกันในการแข่งกีฬาสีโรงเรียน)

"น้องทำไมหน้าเด็กจังเลย อายุเท่าไรแล้ว" พี่อีกคนตะโกนออกมา นนท์สังเกตุไปยังที่มาของเสียงพบว่าเจ้าของเสียงไว้ผมและหนวดเคราไม่แพ้เจ้าของเสียงคนแรกทีเดียว คำตอบของนนท์ทำให้ทุกคนในที่นั้นอึ้งไปตามๆ กันเนื่องจากนนท์ ถือได้ว่าเด็กมากอายุ 14 ย่าง 15 ปีเท่านั้นแต่ต้องมาเข้าเรียนมหาวิทยาลัยแล้ว ซึ่งคนส่วนมากจะมีอายุไล่เลี่ยกันไปประมาณ 18-20 ปีซึ่งพวกที่อายุ 18 นี่ก็มีน้อยเต็มทนแล้วและเมื่อนับอายุที่ห่างออกจากเด็กปี 2 ขึ้นไปนนท์จึงมีอายุห่างจากพวกเค้าเป็นอย่างมาก

นนท์ไม่ได้สังเกตเห็นว่านัยมายืนดูการรายงานตัวอยู่ด้วย โดยปกติแล้วเด็กต่างคณะจะไม่มีสิทธิ์ยืนดูหรือเข้ามาร่วมกลุ่มในคณะอื่นในขณะที่มีการเชียร์ การรับน้อง แต่กรณีของ นัย แปลกออกไป

การรายงานตัวจบลงประมาณเกือบเที่ยงโดยพี่ ๆ จะมีอาหารกล่องมาให้น้อง ๆ ปีหนึ่งทุกคนและกิจกรรมหลังจากทานข้าวเสร็จแล้วจะเป็นการนัดแนะการเข้าห้องซ้อมเชียร์ ซึ่งฟังดูแล้วก็ไม่เห็นจะมีอะไรกะการร้องเพลงเชียร์ แต่จริงๆ แล้วเป็นการเชียร์ที่เรียกว่า "ว๊าก" นั่นเอง ตอนนั้นนนท์ยังไม่ค่อยมั่นใจในความโหดของรุ่นพี่นักแต่จากการพูดคุยกันในกลุ่มเพื่อนๆ พี่ๆ ในขณะทานข้าวด้วยกันนนท์พบว่าการ "ว๊าก" ของคณะบริหารปีนี้ถูกอาจารย์จับตามองเป็นพิเศษเนื่องจากปีที่แล้วมีน้องๆ บางคนไม่สบายและได้รับบาดเจ็บในขณะเข้าเชียร์ ซึ่งเป็นเหตุให้ผู้ปกครองเข้าร้องเรียนต่ออธิการบดี จึงทำให้ในปีนี้งดกิจกรรมการรับน้องนอกสถานที่และตอนกลางคืนเด็ดขาด ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีสำหรับนนท์มาก

จากการรวมกลุ่มทานข้าวทำให้นนท์รู้จักเพื่อนใหม่ที่เป็นรุ่นพี่หลายคนนนท์ดูเหมือนจะเข้ากับ "อ้อ" ได้มากที่สุดติดตรงที่ว่าอ้อเป็นผู้หญิง ส่วนคนอื่นๆนนท์ก็พยายามจำชื่อให้ได้ แต่สิ่งที่นนท์รู้สึกแปลกแยกก็คือปัญหาเรื่องของอายุ เนื่องจากมันค่อนข้างห่างกันมาก นนท์จึงเรียกทุกคนว่าพี่หมด ถึงแม้ว่าจะรู้สึกแปลกต่อการเรียกเพื่อนร่วมคณะว่าพี่ก็ตาม แต่โดยมรรยาทแล้วถ้าเจ้าตัวไม่อนุญาต นนท์ก็ไม่อยู่ในฐานะที่จะเรียกชื่อคนที่อายุแก่กว่า 3-4 ปีโดยไม่มีสรรพนามใดๆนำหน้าเลย จริงๆ ทุกคนก็ไม่ได้อยากให้นนท์เรียกสรรพนามแทนว่าพี่เท่าใดนัก แต่ก็ไม่รู้จะเริ่มอย่างไรดีดังนั้นนนท์จึงต้องเป็นฝ่ายเริ่มก่อน

"เออ จะเป็นอะไรหรือเปล่าครับถ้าผมจะไม่เรียกว่าพี่นะครับ" นนท์เอ่ยปากถามคนในกลุ่มที่นั่งทานข้าวด้วยกัน ซึ่งคำตอบก็จะเป็นแบบว่าจะเรียกอะไรก็ได้ตามใจ ดังนั้นนนท์จะเรียกบางคนไม่มีพี่ถ้ามีการขอไว้ก่อนแล้ว ส่วนเพื่อนที่เจอกันใหม่ตอนแรกจะเรียกโดยมีสรรพนามก่อนหลังจากนั้นจึงค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงการเรียก

หลังจากทานข้าวเสร็จและได้รับการนัดแนะจากรุ่นพี่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว รุ่นพี่ก็ปล่อยให้ทุกคนกลับหอพักได้ ส่วนเด็กที่เรียกว่า "เด็กเมือง" จะกลับบ้าน เนื่องจากไม่ได้พักในมหาวิทยาลัยทุกคน พวกเค้าจะกลับไปบ้านของตัวเองที่อยู่ตามที่ต่าง ๆ ในตัวจังหวัดและอำเภอรอบนอก

"น้องคะ อยู่พบพวกพี่ก่อนนะคะ อย่าเพิ่งกลับ" รุ่นพี่ผู้หญิงคนหนึ่งเดินมาหานนท์และพานนท์ไปพบกับพวกพี่ ๆ ที่นั่งรออยู่ นนท์รู้สึกแปลกใจมากเพราะทำไมต้องเรียกนนท์ให้ไปพบเพียงคนเดียวด้วย นนท์ทำอะไรผิดหรือเปล่า หรือมีอะไรที่นนท์ ทำแตกต่างแปลกแยกจากคนอื่นหรือไม่

"เออ น้อง นนท์ ใช่ไหมครับ" พี่กิจเป็นคนเริ่มเปิดประเด็นก่อน "น้อง ครับพี่มีเรื่องจะคุยกับน้องเล็กน้อยนะครับ ถือว่าเป็นการทำความเข้าใจก่อนนะครับ เออ..น้องค่อนข้างอายุน้อยกว่าพวกเพื่อนๆ มาก อาจารย์ สุนี อาจารย์ที่ปรึกษาของน้องนะครับเรียกพวกพี่เข้าพบและบอกให้พวกพี่ดูแลเราอย่างใกล้ชิดเพราะกลัวว่าจะเรียนได้ไม่จบ พี่ไม่ได้หมายความว่าน้องเรียนไม่เก่งนะครับ แต่ว่าการเรียนในมหาวิทยาลัยมันแต่งจากการเรียนในชั้นมัธยมมากและยิ่งต้องมาอยู่หอพักด้วยมันต้องรับผิดชอบหลายอย่างนะครับ" พี่กิจพยายามอธิบายซึ่งนนท์เองก็พอเข้าใจวัตถุประสงค์ดี "คืออย่างนี้นะครับน้อง" พี่หน้าเหี้ยมคนแรกที่เรียกนนท์พูด "น้องอาจจะสอบใหม่ก็ได้นะครับพวกพี่ไม่ทราบ แต่ว่าอาจารย์เค้าแค่อยากมาเตือนน้องเท่านั้นเพราะเมื่อเรียนระดับนี้แล้วต้องรับผิดชอบตัวเอง ไม่มีอาจารย์หรือใครมาค่อยตามเหมือนตอนเรียนที่โรงเรียน จริงๆ มีเด็ก ม 4 หลายคนสอบติดนะครับ แต่ไม่เคยมีใครอายุน้อยเท่านี้มากก่อนนะครับ พวกพี่เองก็ไม่รู้ว่าน้องเป็นอย่างไร เอาเป็นว่ามีปัญหาอะไรปรึกษาได้ทุกเรื่องนะครับ ต่อไปจะเป็นช่วงรับน้องที่ค่อนข้างหนักหน่อยนะครับ ต้องอดทนนะครับ เพราะว่าโตแล้ว แต่หลังจากนั้นน้องจะได้เจอพี่รหัสของน้อง เค้าจะคอยดูแลน้องอย่างดีภายหลัง แต่ยังไงตอนนี้ให้อดทนไปก่อนนะครับ"

นนท์ไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่เดินกลับออกมากด้วยความรู้สึกดีๆ และรู้สึกขำเล็กน้อย นนท์รู้สึกว่าพวกเค้าก็ไม่ได้เป็นผู้ใหญ่อะไรมากนักหรอก แต่เหมือนเด็กที่พยายามจะทำหน้าที่ของผู้ใหญ่อย่างนั้นแหละ นนท์ไม่ได้รับรู้ด้วยซ้ำว่าพวกพี่ ๆ จะมีอิทธิพลอะไรกับนนท์รือไม่ เพราะนนท์เชื่อว่านนท์สามารถคิดอะไรได้แล้วและมีความเป็นผู้ใหญ่เพียงพอ แม้จะไม่มากมายอะไร แต่หน้าที่ของนนท์ก็คือเรียนหนังสืออย่างเดียว จะต่างกันตรงที่นนท์ต้องรับผิดชอบชีวิตส่วนตัวเองเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น ขากลับนนท์เจอกับนัย จะโดยบังเอิญหรือไม่ก็ตาม สำหรับนนท์ไม่ได้รู้สึกอะไร เพราะคิดว่าเป็นการเจอกันโดยบังเอิญ แต่กับนัยล่ะเป็นการบังเอิญหรือจงใจกันแน่ข้อสงสัยนี้ยังคงเป็นคำถามอยู่

.
[ อ่านตอนถัดไป (ตอนที่ 3) ]

[Home]