"เด็กน้อย ความรัก และ การเดินทาง"

เขียนโดย ผู้ไม่ประสงค์จะออกนาม

ตอนที่ 1. วันเสาร์ ปี 2539 ที่มหาวิทยาลัย

เอี๊ยด ๆ….. เสียงรถกระบะทะเบียนพิษณุโลกจอดสนิทหน้าหอพักชายอาคาร 1 ภายในมหาวิทยาลัยชื่อดังของเขตภาคเหนือ ซึ่งเป็นสถานที่แห่งหนึ่งที่เป็นที่ไฝ่ฝันของเด็กเกือบทุกคนที่เรียนอยู่ในเขตภาคเหนือ หรือแม้แต่เด็กที่อื่นๆ แม้ว่าจะไม่ได้เป็นมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของประเทศ แต่ก็เป็นมหาวิทยาลัยที่สวยแห่งหนึ่ง เด็กจากที่ต่างๆที่มีความฝันอยากมาสัมผัสอากาศบริสุทธิ์ วิถีชีวิตชาวล้านนา อย่างจังหวัดเชียงใหม่

"นนท์" เด็กหนุ่มวัย 14 ย่าง 15 ปี ก้าวลงมาจากรถยนต์ด้วยสีหน้าของความตื่นเต้น เนื่องจากนี่เป็นครั้งแรกในชีวิตของเด็กหนุ่มที่จะต้องมาใช้ชิวิตเพียงลำพัง ไม่มีแม้แต่เพื่อนสนิทสักคน เด็กหนุ่มมีแต่เพียงรุ่นพี่ที่พอรู้จักบ้างจากโรงเรียนที่เคยเรียนด้วยกันมาเท่านั้น นนท์สามารถสอบเทียบเข้ามาเรียนที่นี่ได้ขณะเรียนอยู่ชั้นม 4 จากสนามสอบในเขตภาคเหนือของการสอบเอ็นทรานส์ปกติ โดยสามารถสอบเข้าเรียนในคณะบริหารธุรกิจได้ ลึกๆในใจแล้วนนท์ยังไม่ได้อยากเรียนในคณะนี้เท่าใดนักในตอนแรก เนื่องจากไม่ได้เป็นคณะที่นนท์ชอบมากเท่าใดนักและนนท์เองก็ยังอยู่ชั้น ม 4 เท่านั้น แต่ด้วยสาเหตุที่แม่ของนนท์เกรงว่าลูกชายของตนจะไม่สามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้อีก พร้อมกับเล็งเห็นว่านนท์ไม่ควรสูญเสียโอกาสที่ได้มาในครั้งนี้ และยังมองการไกลไปว่าลูกชายของตัวเองคงจะไม่สามารถสอบได้ในคณะที่สูงกว่านี้ได้มากนัก อย่างมากก็อาจจะเป็นวิศวะ หรืออะไรที่สูงกว่านี้นิดหน่อย ซึ่งแม่ให้เหตุผลกับนนท์ว่าถ้าไม่ชอบก็สามารถใช้สิทธิสอบใหม่ได้ในปีหน้า จึงตัดสินใจให้เข้าเรียนในคณะที่สามารถสอบได้เลยเสียตั้งแต่ตอนนี้เลย สำหรับตัวนนท์เองไม่ได้คิดอะไรมาก เพียงแต่นนท์ยังเด็กเมื่อแม่เห็นดีด้วยก็ไม่ได้ขัดอะไร

นนท์คิดแต่เพียงว่านี่เป็นโอกาสสำหรับตัวเองแล้วที่จะได้ก้าวออกมาเผชิญกับอะไรใหม่ๆในชีวิตบ้าง เพราะในช่วงชีวิตที่ผ่านมา นนท์ต้องอยู่ในการดูแลอย่างใกล้ชิดของผู้เป็นแม่ที่มีอาชีพเป็นครูและพ่อที่รับราชการทหารมาโดยตลอด ผิดกับพี่น้องคนอื่น ๆ ที่เรียนต่างจังหวัดด้วยตัวเองตั้งแต่เด็ก นนท์เป็นลูกคนสุดท้องที่มีอายุห่างจากพี่ๆ เป็นอย่างมาก เนื่องจากนนท์เป็นลูกหลงที่แม่และพ่อไม่ตั้งใจว่าจะเกิดลูกขึ้นมาได้อีก เนื่องจากมีการคุมกำเนิดถาวรแล้ว แม่และพ่อจึงค่อนข้างเป็นห่วงนนท์มากกว่าพี่น้องคนอื่นเพราะเหมือนกับอยู่ดี ๆ ก็มีเด็กตัวเล็กเกิดขึ้นมาในบ้านที่ลูก ๆ โตกันหมดแล้วและพร้อมที่จะมีครอบครัวแล้วด้วยซ้ำ ดังนั้น นนท์ จึงมีอายุไล่เลี่ยกับลูกชายคนโตของพี่ชายคนโตในครอบครัวนนท์ นนท์ค่อนข้างโชคดีที่เกิดมาในสภาพครอบครัวที่ถือได้ว่ามีความพร้อมในเรื่องความเป็นอยู่ ถึงแม้จะไม่ได้ร่ำรวยอะไรมากมาย แต่ก็นนท์ก็อยู่อย่างสบาย นนท์ไม่เคยต้องทำงานบ้านอะไรเลยแต่อย่างใด นนท์เพียงแต่ดูแลห้องตัวเองไม่ให้สกปรกอาทิตย์ละครั้งเท่านั้น แต่ถึงแม้ว่านนท์จะเป็นลูกที่พ่อและแม่รักมากที่สุด แต่นนท์ก็ไม่ได้ถูกเลี้ยงดูมาอย่างตามใจ ต้องบอกว่านนท์แถบจะไม่ได้มีโอกาสเลือกอะไรเท่าใดนักเพราะพ่อและแม่พร้อม ๆ กับพี่ๆ ทั้งหลายจะมองว่านนท์ยังเด็กไม่มีประสบการณ์ในชีวิตเท่าพวกเค้า ดังนั้นสิ่งรอบตัวนนท์จึงมักเป็นสิ่งที่ถูกเลือกมาให้ทั้งสิ้น แต่แปลก สิ่งเหล่านี้ไม่ได้มีผลกระทบต่อความรู้สึกของนนท์เท่าใดนัก จะไม่ว่าด้วยสาเหตุใดก็ตาม นนท์ไม่ได้รู้สึกต่อต้านกับสิ่งที่เกิดรอบๆ ตัวแต่อย่างใด นนท์รู้สึกว่าเมื่อร้องขออะไรไม่ได้ก็คือไม่ได้ อะไรที่แม่หรือพี่หามาให้ถ้าไม่ชอบนนท์ก็จะบอกว่าไม่ชอบ ซึ่งนนท์ก็ไม่ได้ถูกบังคับให้ปฏิบัติตามไปเสียทุกเรื่อง เช่น นนท์มักจะไม่ชอบการเรียนพิเศษเท่าใดนัก เพราะนนท์เห็นว่าการเรียนพิเศษค่อนข้างหน้าเบื่อและนนท์ก็รู้สึกว่ามันไม่จำเป็น ซึ่งแม่และพ่อก็ไม่ได้ขัดใจนนท์แต่อย่างใด แต่สิ่งที่นนท์ไม่ชอบมากที่สุดและไม่สามารถขัดได้ คือ การที่นนท์มักจะโดนสั่งสอนโดยนำไปเปรียบเทียบกับลูกชายและลูกสาวของผู้เป็นเพื่อนของพ่อและแม่ในวัยใกล้เคียงกันโดยตลอด ซึ่งในความรู้สึกนนท์จะต่อต้านต่อความคิดนี้เป็นอย่างมากเพราะนนท์เชื่อว่าคนเราอยู่ในสภาพแวดล้อมต่างกันจะให้เหมือนกันได้อย่าง

"สวัสดีครับ คุณลุง คุณป้า สวัสดีนนท์" นัย เด็กนักเรียนมหาวิทยาลัยชั้นปีที่ 2 ลูกชายเพื่อนของพ่อเดินเข้ามาทักทายและกล่าวคำสวัสดี นัยเป็นนักศึกษาคณะวิศวฯ เอกไฟฟ้าที่สามารถสอบเข้าเรียนได้ตามเกณฑ์ปกติ และเป็นบุคคลที่พ่อมักจะนำมายกเป็นตัวอย่างเสมอเมื่อต้องมีการอธิบายเกี่ยวกับความขยัน ความสำเร็จด้านการศึกษา สำหรับนนท์แล้วนี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นหน้า นัย เพราะนนท์มักจะได้ยินแต่ชื่อโดยไม่เคยได้มีโอกาสเห็นหน้าเลย นัยหรือ "จักรนัย" มักจะมาพร้อมกับพ่อของตนเพื่อมาเยี่ยมพ่อของนนท์เสมอ เนื่องจากเป็นเพื่อนนายร้อยรุ่นเดียวกัน และเป็นเพื่อนสนิทกันมาก แต่นนท์กับนัยกลับไม่เคยเจอกันเลยสักครั้ง นัยเคยเห็นนนท์แล้วจากรูปถ่ายที่ตั้งโชว์ไว้ที่ห้องรับแขก นัยเป็นเด็กที่เกิดและเติบโตที่นครศรีฯ แต่มาเข้าเรียนอีกครั้งตอน ม 4 ที่เขตภาคเหนือเพื่อหวังว่าจะได้มีสิทธิสอบเข้ามหาวิทยาลัยโดยใช้สิทธิโคว้ต้าภาคเหนือ ด้วยความที่นัยเป็นเด็กใต้ ผิวพรรณจึงออกสีคล้ำ แต่อย่างไรก็ตาม สีผิวกลับขลับให้หน้าตาที่คมคายอยู่แล้วกลับเข้มขึ้นมาอีก นัยเป็นคนคิ้วเข้ม ตาโต ร่างกายสูงใหญ่กว่านนท์เป็นอย่างมาก ในขณะที่นนท์เป็นคนขาว ใบหน้าเกลี้ยงเกลา เพราะได้เชื้อจีนมาจากแม่ ผิวพรรณดีสะอาดสะอ้าน ตาโต คิ้วเข้ม ได้มาจากพ่อ ตัวไม่สูงมากนัก หน้าตาออกไปทางตี๋ ๆ

"สวัสดีครับ พี่นัย" นนท์ยกมื่อไหว้ตอบ พร้อมกลับจ้องมองผู้ทักทายอย่างพินิจพิเคราะห์ เนื่องจากลักษณะบุคคลิกของนัยต่างจากจินตนาการที่ได้ตั้งไว้เป็นอย่างมาก นนท์มักจะได้เจอะเจอกับรุ่นพี่ที่เรียนจบไปใหม่ที่กลับมาเยี่ยมครู อาจารย์ที่โรงเรียนในช่วงปิดเทอมหรือระหว่างเทอม ซึ่งโดยมากมักจะไว้ผมยาวชนิดที่ว่าต้องมัดผมเหมือนผู้หญิงที่เดียว นอกจากนี้ยังมีลักษณะการแต่งตัวแปลกๆ อีกด้วยเรียกได้ว่า เข้าสมัยเปี๊ยบ ไม่ว่าจะเป็นแบบติส ๆ ที่นิยมกัน หรือจะเป็นแบบหรู ๆ ก็ตาม ต่างจากนัยโดยสิ้นเชิงที่ตัดผมสั้นจนดูเหมือนนักเรียนนายร้อยมากกว่า พร้อมทั้งการแต่งตัวก็ไม่ได้มีอะไรมากมาย วันนั้นนัยใส่กางเกงขาสั้นสีน้ำเงิน สั้นขนาดที่เผยให้เห็นกล้ามเนื้อขาอย่างชัดเจน พร้อมกับใส่เสื้อยืดสีขาว ค่อนข้างแนบตัวเผยให้เห็นแผงอกกว้าง นนท์ได้แต่นึกชื่นชมในใจว่าสมแล้วที่พ่อของนัยพยายามฝึกให้สอบเข้านักเรียนนายร้อยตามแบบตัวอย่างของผู้เป็นพ่อ แต่ทำไมนัยจึงสอบไม่ได้นนท์เองก็ไม่เข้าใจทั้งๆ ที่ผลการเรียนก็ดีมาตลอด ผิดกับนนท์ที่แกล้งทำข้อสอบไม่ได้เพื่อที่จะไม่ต้องไปเรียนที่นั่น เนื่องจากนนท์ไม่ชอบอาชีพทหารเพราะต้องฝึกหนัก และค่อนข้างมีชีวิตที่ลำบากและนนท์ก็ค่อนข้างเกลียดพวกนักเรียนนายร้อยที่ชอบนึกว่าตัวเองเท่ตายแล้ว นี่เป็นอีกเหตุผลหนึ่งสำหรับนนท์ที่ไม่เลือกเรียนคณะวิศวกรรมด้วย เนื่องจากต้องมีรับน้องหนักมากเป็นเทอม ๆ ซึ่งนนท์รู้ตัวดีว่าคงทำอะไรหนัก ๆ แบบนี้ไม่ได้อย่างคนอื่นเค้า และไม่อยากโดนล้อและโดนแกล้งด้วยทั้ง ๆ ที่นนท์เองก็ยากเรียนวิศวะเหมือนกัน จริงๆ แล้วนนท์ไม่ได้มีไอเดียอะไรเกี่ยวกับวิศวะเท่าใดนัก เพียงแต่รู้ว่าคะแนนสูงกว่า และ นนท์ก็ไม่อยากเรียนพวกเภสัช หรือ เทคนิคการแพทย์นัก เพราะเข้าใจว่าเรียนหนักเกือบเท่าแพทย์แต่จบมาแล้วระดับต่างกันเยอะมาก นนท์เลือกที่จะสอบในคณะทัตแพทย์เสียเป็นส่วนมาก เนื่องจากมองว่าจบออกมาคงจะทำเงินได้เป็นอย่างดีอะไรทำนองนี้ แต่ความตั้งใจของนนท์ก็ไม่เป็นผลสำเร็จ นนท์เลือกเรียนบัญชีเป็นคณะสุดท้ายของการสอบเข้า และสุดท้ายนนท์ก็สอบติดคณะนี้

"เก่งนะครับ อยู่ม. 4 เองสอบเข้าเรียนได้แล้ว" นัยกล่าวทักทาย พร้อมกับค่อย ๆ ยกของออกจากท้ายรถยนต์
"ไม่เก่งหรอกครับ ถ้าเก่งจริงสอบติดทันตะไปแล้วครับ" นนท์ตอบพร้อมกับหยิบของต่าง ๆ ในรถด้วยเช่นกัน การสนทนายังคงดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ พร้อม ๆ กับการยกสิ่งของเครื่องใช้ลงจากรถยนต์

นัยพานนท์ไปทำความรู้จักกับอาจารย์ดูแลหอพักและช่วยแนะนำอะไรหลายอย่าง และช่วยนนท์ถือของเข้าไปในห้อง นนท์ไม่ได้พักห้องเดียวกันนัย แต่อยู่ชั้นเดียวกันคนละปีกของตึก นนท์อยู่ฝั่งตะวันตกแต่นัยอยู่ฝั่งตะวันออก นนท์ต้องพักกับเพื่อน ๆ ที่เป็นเด็กปี 1 ด้วยกันซึ่งถือว่าโชคดีเพราะห้องที่นนท์พัก มีนักศึกษาเข้าพักเพียง 2 คนรวมนนท์ด้วยเท่านั้น ในขณะที่ปกติต้องมีนักศึกษาพักห้องละ 3-4 คน ห้องพักของนนท์เป็นห้องสำหรับ 3 คนแต่มีนักศึกษา 1 คนที่จับสลากได้และก็ไม่ได้สละสิทธิ์ แต่เนื่องจากนักศึกษาคนนั้นเป็นเด็กที่อยู่ในตัวจังหวัดอยู่แล้ว หอพักจึงเปรียบเสมือนที่พักชั่วคราวในขณะช่วงระหว่างเรียนเท่านั้น นนท์ไม่ยอมให้แม่เข้าไปในห้องนอนของนนท์ เพียงแต่ให้รออยู่ข้างล่าง เพราะรู้ว่าแม่คงจะทำใจไม่ได้กับห้องพักและห้องน้ำรวมที่ค่อนข้างสกปรกเท่าใดนัก ถึงแม้นนท์เองจะไม่ชอบแต่ก็ต้องทำใจ เพราะรู้ตัวดีว่าตัวเองไม่ได้มีสิทธิเลือกมากนัก ถ้าแม่ขึ้นมาดูแม่อาจจะยอมจ่ายเงินเพิ่มเพื่อให้ไปเช่าอยู่หอพักภายนอกมหาวิทยาลัย แต่นนท์ไม่ได้ต้องการแบบนั้น วัตถุประสงค์หลักของการอยู่หอพักภายในมหาวิทยาลัยคือการที่นนท์จะได้มีโอกาสรู้จักคนเพิ่มขึ้น รู้จักการอยู่ร่วมกันกับคนอื่น ๆ บ้าง

แม่และพ่อไม่ได้พักอยู่ที่เชียงใหม่แต่อย่างใด แม่และพ่อขับรถกลับเลยภายในวันนั้นเมื่อตอนเย็นหลังจากทานข้าวเย็นกับนนท์และนัยเป็นที่เรียบร้อย พ่อกะว่าจะไปค้างที่บ้านญาติที่จังหวัดใกล้เคียงแล้วจึงขับรถกลับพิษณุโลกในวันรุ่งขึ้น แม่น้ำตาคลอดูเหมือนจะร้องไห้ซึ่งนนท์ต้องคอยปลอบใจว่าจะโทรไปหาบ่อย ๆ

"นนท์ พรุ่งนี้รู้หรือยังว่าต้องทำอะไรบ้าง" นัยยังคงอยู่กับนนท์ และ วิทย์ เพื่อนร่วมห้องซึ่งเรียนอยู่คณะวิทยาศาสตร์
"รู้ครับ วิทย์อธิบายให้ฟังแล้วครับ พรุ่งนี้นนท์จะไปกับวิทย์ครับเพราะคณะเรารายงานตัวใกล้กัน เอกสารก็คิดว่าเตรียมไว้เรียบร้อยแล้วละครับ"

นัยยังคงไม่ยอมกลับห้อง ยังคงอยู่คุยและช่วยดูแลความเป็นอยู่อย่างดี นนท์เข้าใจในความหวังดีของนัยแต่นนท์เหนื่อยเหลือเกิน นนท์อยากพักผ่อนมากกว่า และเหนืออื่นใด นนท์รู้สึกเกรงใจวิทย์มากกว่า วิทย์เป็นเด็กที่มาจากจังหวัดลำปาง วิทย์เป็นลูกคนจีนเหมือกับนนท์ คืนนั้นนัยอยู่จนดึกกว่าจะยอมลากลับห้องตัวเอง

คืนแรกนนท์นอนไม่ค่อยหลับ คงอาจจะเป็นเพราะความตื่นเต้นและความใหม่กับสถานที่มากกว่า นนท์ล้มตัวลงนอนบนเตียงชั้น 2 ของเตียง 2 ชั้น ห้องนอนนนท์จะมีเตียงเดี่ยว 1 เตียงและมีเตียง 2 ชั้นอีก 1 เตียง นนท์เลือกนอนข้างบน เพราะไม่ชอบที่จะให้ใครมานั่งบนเตียงตัวเองและไม่อยากให้อยู่ข้างล่างซึ่งง่ายต่อสิ่งสกปรกต่าง ๆ นนท์รู้สึกตื่นเต้นกับการที่จะได้เจอะเจอเพื่อนใหม่ ๆ และประเพณีการรับน้องรวมถึงการเรียนการสอนในรูปแบบมหาวิทยาลัยเป็นครั้งแรกมาก คืนนั้นกว่านนท์จะหลับตาลงได้ก็ร่วมเที่ยงคืน

.
[ อ่านตอนถัดไป (ตอนที่ 2 ) ]

[Home]